เปิดเหตุผลที่ต้องเดินหน้าโต๊ะพูดคุยสันติภาพ เพราะเป็นตัวแปรสำคัญทำให้เหตุรุนแรงลดลงต่อเนื่องตลอด 12 ปี แต่กลับพุ่งขึ้นเมื่อโต๊ะพูดคุยสะดุด แต่รัฐบาลแพทองธารก็ยังไม่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่ ทั้งที่ “เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา” ด้านผู้นำฝ่ายค้านชี้ 3 หมุดหมายสำคัญพร้อม 6 สิ่งที่ต้องจับตา สภาประชาสังคมย้ำพูดคุยสันติภาพเป็นข้อเสนอหลักเสมอ ส่วนตัวแทนสมัชชาประชาสังคมฯ ย้ำต้องแก้ปัญหาทางการเมือง กระจายอำนาจ การเจรจาและเคารพสิทธิมนุษยชน ทุกอย่างต้องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน
20 ก.พ. 2568 ในขณะที่รัฐบาลยังไม่ได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความไม่สงบ ซึ่งอาจจะสานต่อการพูดคุยกับขบวนการ BRN หรืออาจยกเลิกไปใช้แนวทางอื่นหรือไม่ หลายฝ่ายในพื้นที่จึงต้องตอกย้ำถึงความจำเป็นของการมีโต๊ะพูดคุยสันติภาพ โดยเฉพาะนักวิชาการและภาคประชาสังคม
โดยเวทีสาธารณะ "สภาผู้แทนราษฎรกับการสร้างสันติภาพที่ครอบคลุม" เมื่อวันพุธที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่ห้องน้ำพราว 2 โรงแรมซีเอส อ.เมือง จ.ปัตตานี ที่มีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรรับฟังนั้น

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ และนักวิจัยอาวุโส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ยืนยันจากฐานข้อมูลสถิติว่า กระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างฝ่ายไทยกับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี หรือ ขบวนการ BRN เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เหตุรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีกระบวนการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการปี 2556
ในขณะที่ตัวแปรอื่นๆ โดยเฉพาะปฏิบัติการทางการทหารยังใช้ไปตามปกติทั้งก่อนและหลังจากการมีกระบวนการพูดคุยเมื่อปี 2556 ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ในบางช่วงที่กระบวนการพูดคุยสะดุดลง ก็อาจเป็นตัวแปรทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย โดยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมาเหตุรุนแรงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ยิ่งในช่วงปลายปี 2567 หรือนับตั้งแต่นางสารแพทองธาร ชินวัตร รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 เหตุรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2568 ก็มีเหตุลอบวางระเบิดไปแล้วมากกว่า 20 ลูก
เผยตัวแปรสำคัญทำให้เหตุรุนแรงลดลง
ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2547 ถึงปี 2567 รวม 21 ปีเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีรูปแบบสถิติที่ขึ้นๆลงๆอย่างมีพลวัต โดยในช่วง 4 ปีแรก มีจำนวนเหตุการณ์สูงมากประมาณ 200-300 เหตุการณ์ต่อปี จากนั้นก็ลดลงมาตั้งแต่ปี 2556 อย่างเป็นขั้นๆ จนกระทั่งต่ำที่สุดในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่มีสถานการณ์โควิด 19 ระบาด
“จุดเปลี่ยนสำคัญของเหตุการณ์ที่ลดลงตั้งแต่ปี 2556 มีปัจจัยสำคัญตอนนั้น คือการริเริ่มการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรก ที่รัฐบาลเปิดการพูดคุยกับขบวนการ BRN จากนั้นเมื่อมีรัฐประหารปี 2557 รัฐบาลก็ยังดำเนินการพูดคุยต่อเนื่องจนกระทั่งปี 2563” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายต่อไปว่า จากนั้นปี 2564 – 2566 เหตุการณ์ก็กระดกขึ้นแต่ก็ยังน้อยเทียบกับปีก่อนๆ โดยสรุปแล้วเหตุการณ์ลดลงแต่กลับขึ้นมาในช่วงหลังๆ เนื่องจากความแปรปรวนจากสถานการณ์บางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่านโยบายการแก้ปัญหาล้มเหลวทั้งหมด ที่น่าสนใจคือเมื่อปีที่แล้ว (2567) สถิติเหตุการณ์กระโดดขึ้นมาอีก ซึ่งต้องพิจารณาว่าความแปรปรวนนี้เกิดขึ้นจากอะไร
“สรุปในภาพใหญ่ได้ว่าเหตุการณ์ลดลง ทั้งในทางสถิติ ในความเป็นจริงและในความรู้สึกของเราที่รู้สึกว่าเหตุการณ์ลดลงมาก” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ในแง่ของงบประมาณการแก้ปัญหาจังหวัดชาแดภาคใต้พบว่าตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2565 ใช้งบประมาณรวม 5 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 20,000 - 30,000 ล้านบาท โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมามีการใช้งบประมาณสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะงบประมาณด้านการทหารและการพัฒนาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน
ผศ.ดร.ศรีสมภพ วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากในตอนหลัง เป็นเพราะกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่มีความต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ถึงแม้อาจจะมีปัจจัยอื่นด้วยก็ตาม เพราะก่อนปี 2556 มีการใช้เครื่องมือทุกอย่างแล้ว ทั้งกำลังทหารและกำลังด้านความมั่นคง ประมาณ 70,000 นาย กฎอัยการศึกที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2547 พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2548 การปิดล้อมตรวจค้น การวิสามัญฆาตกรรม สถิติเหตุการณ์ก็ยังแกว่งขึ้นลง
“กระบวนการสันติภาพเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา”
ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายว่า แต่เมื่อปี 2556 เมื่อเริ่มมีปัจจัยของการพูดคุยสันติภาพ สถิติเหตุการณ์ก็เทลง เพราะฉะนั้นในการอธิบายทางวิชาการคือ มีความเป็นไปได้มากที่มีตัวแปรในเรื่องการพูดคุยสันติภาพอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะขณะที่มีการพูดคุยนั้นเครื่องมืออื่นๆ ก็ไม่ได้หยุดใช้ พื้นที่การประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ยังไม่ลด พื้นที่ที่ประกาศลดใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็อยู่บางส่วน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังประกาศใช้อยู่ เช่นเดียวกับมาตรการทางด้านความมั่นคงต่างๆ รวมถึงงบประมาณจำนวนมากที่ลงมาในพื้นที่
“นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายว่า การรักษากระบวนการสันติภาพและความต่อเนื่องของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ คือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหา” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายต่อไปว่า ในช่วงปี 2565 ถึง 2567 มีเหตุการณ์รุนแรงขึ้นๆ ลงๆ ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลังจากนั้นเดือนสิงหาคม 2566 ก็เป็นรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน การพูดคุยสันติภาพก็ยยังมีต่อเนื่องมา แม้จะชะงักในช่วงแรกของรัฐบาลเศรษฐา แต่ต่อมามีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่คือนายฉัตรชัย บางชวด ปรากฏว่าช่วงนั้นเหตุรุนแรงลดลง โดยเฉพาะตอนนั้นมีข้อตกลงเรื่อง JCPP (แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม) ซึ่งเป็นโรดแม็พร่วมระหว่างคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยกับคณะพูดคุยของฝ่าย BRN
เหตุรุนแรงพุ่งสูง แต่รัฐบาลแพทองธารยังไม่เดินหน้า
“หลังจากนั้นเหตุการณ์รุนแรงก็พุ่งสูงขึ้น เพราะความไม่แน่นอนของนโยบายในการแก้ปัญหา เนื่องจากความไม่ต่อเนื่องของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เข้ามาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2567 เหตุการณ์รุนแรงยังแกว่งอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ และยังไม่มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทยคนใหม่” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
“ประกอบกับรัฐบาลบอกว่าจะทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ก็ยังไม่รู้ว่าจะทบทวนอะไร จะมีแนวทางอย่างไร มีข่าวลือว่าจะยกเลิกของเก่า แต่จะเอาแบบไหน จะไม่มีการพูดคุยแล้วหรือไม่ จะพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการหรือคุยแบบลับๆ ท้ายที่สุดแล้วเหตุการณ์ก็มีความรุนแรงมากขึ้น ตรงนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวทิ้งท้าย
“ทำไมจึงเป็นหัวใจสำคัญ” หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน
ด้านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนำเสนอว่าทำไมกระบวนการสันติภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ข้อแรก การทำงานของฝั่งที่อยู่ตรงข้ามรัฐ มีแค่ 2 ช่องทาง คือใช้การเมืองหรือใช้การทหาร ดังนั้นต้องเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ เพราะเราต้องการลดความรุนแรง
ข้อ 2 เชื่อว่ากลุ่มที่อยู่ตรงข้ามรัฐพยายามปรับตัว เพราะการใช้ความรุนแรงไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่เราก็ไม่อยากเห็นภาพการถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม หรือการใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้นสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติจะช่วยกำกับดูแลหรือทำให้การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐมีความโปร่งใส เป็นที่ยอมรับมากขึ้น
ข้อสุดท้าย การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน เมื่อวานไปพบ กอ.รมน. คีย์เวิร์ดหนึ่งที่พูดคุยในการประชุม คือการสร้างความไว้ใจและเชื่อใจระหว่างรัฐกับประชาชน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
3 หมุดหมายเพื่อเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ
ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องมาขบคิดกันต่อ คือการตั้งหมุดหมายการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพอย่างไร มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ
อย่างแรก ต้องขอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อนว่า เดินหน้ากระบวนการสันติภาพอย่างไร เร็วๆนี้ อาจจะมารประชุมครม.สัญจรใน 3 จังหวัดชายแดน จะมีการสื่อสารเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร ทางกลไกในสภาเองจะพยายามติดตามเรื่องนี้
อย่างที่สอง การลดใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง เราไม่ได้บอกว่าต้องยกเลิกเพราะในบางสถานการณ์ยังต้องมีอยู่ แต่จะใช้อย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้
อย่างสุดท้าย คือการสร้างความโปร่งใสและการมีส่วนรวม เพราะความไว้ใจเชื่อใจจะเกิดไม่ได้ถ้าขาดความโปร่งใส ซึ่งตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากการประชุมร่วมกับ กอ.รมน. คือแม่ทัพภาค 4 ตกลงจะให้มีคณะทำงานที่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมไปช่วยตรวจด่านร่วมกัน ซึ่งล่าสุดมีการลดจำนวนด่านตรวจลงประมาณ 600 กว่าแห่ง
เผย 6 สิ่งที่ต้องจับตากระบวนสันติภาพ
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วน 6 สิ่งที่ต้องช่วยกันจับตามองร่วมกับฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล โดยสามารถอาศัยกลไกในสภาผู้ทนราษฎร คือ
หนึ่ง ความต่อเนื่องและความจริงจังในการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกังวลถึงแนวโน้มเหตุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2563
สอง การถอดบทเรียนและหมุดหมายของการพูดคุยในกระบวนการสันติภาพหลังจากนี้ อะไรที่เป็นสิ่งที่ควรมองและช่วยกันเสนอเพื่อไปผลักดันต่อ
สาม ท่าทีของรัฐบาลต่อกระบวนการสันติภาพ สี่ ความกังวลต่อการยกชะงักและความรุนแรงที่อาจฟื้นตัว ห้า แนวทางใหม่ของรัฐบาล ความคืบหน้าและมีข้อสังเกตอะไรบ้าง และ การประชุมครม. สัญจรและการลงพื้นที่จะมีการพูดถึงสันติภาพหรือไม่
พูดคุยสันติภาพเป็นข้อเสนอหลักเสมอ
ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ นำเสนอว่า ข้อเสนอหลักๆที่เรามีแน่นอนตลอดเวลาคือเรื่องของการพูดคุย เพราะเชื่อว่าการพูดคุยเป็นโซ่กลางที่พวกเราได้ส่งเสียงขึ้นไปให้ข้างบน ทั้งฝ่าย A ฝ่าย B รับฟัง
“เพราะฉะนั้นทุกปีสภาประชาสังคมร่วมกับเครือข่ายจัดกิจกรรมที่เรียกว่าสมัชชาสันติภาพ ซึ่งจะมี 2 เรื่องหลักคือ ข้อเสนอเรื่องกระบวนการพูดคุยเป็นข้อเสนอหลักเสมอ นอกนั้นก็เป็นข้อเสนอจากสมาชิกหรือเครือข่ายที่ทำงานในประเด็นต่างๆ ซึ่งข้อเสนอเหล่านั้นประเมินว่ารัฐบาลก็ไม่ได้ทำตามข้อเสนอเราอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นสมาชิกสภาฯ ส่วนหนึ่งก็ไปทำงานด้วยตัวเอง มีชุมชนปฏิบัติการทุกที่” ลม้าย กล่าว
ลม้ายกล่าวว่า ตอนนี้สภาฯมีองค์กรสมาชิก 45 องค์กร 11 ประเด็น เช่น ประเด็นเยาวชน การศึกษา ฯลฯ คือสมาชิกทำด้วยตัวเองเพราะเหมือนรัฐบาลไม่ได้สนใจ บางส่วนก็ได้รับงบประมาณจากรัฐ ที่ทำกันด้วยตัวเอง แต่การศึกษาก็ก้าวหน้าขึ้น เพราะคนที่นี่สามารถจัดการศึกษาด้วยตัวเองได้
เรื่องศาสนิกสัมพันธ์ เราคิดว่ารัฐบาลไม่ได้สนใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนมุสลิมกับคนแตกต่างหลากหลาย เช่น ซิกข์ ฮินดู คริสต์ โดยเฉพาะชาวพุทธ ตอนหลังประชาสังคมชาวพุทธมี 15 กลุ่มละปีนี้ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้เป็นชาวพุทธด้วย เราทำงานร่วมกับทั้งพี่น้องพุทธและมุสลิม จึงตั้งกลุ่มศาสนิกสัมพันธ์ขึ้นมา ซึ่งจะออกแบบว่าต้องทำอะไรบ้าง

ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
ผลักดันให้เกิดหน่วยงานสนับสนุนภาคประชาสังคม
ลม้ายกล่าว ตอนนี้ภาคประชาสังคมผลักดันให้ ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ตั้งบางหน่วยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ จนเกิดหน่วยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และผลักดันให้เกิดคณะกรรมการ 3 ชุดหลักๆ คือ
1 ชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดเจริญภาคใต้ว่าควรจะพัฒนาไปทางแนวไหน
2 ชุดการพัฒนาศักยภาพภาคประชาสังคมให้เข้มแข็ง สามารถพัฒนาตัวเอและช่วยพัฒนาสังคม
3 ชุดที่เกี่ยวข้องกับการเปิดช่องทางงบประมาณสนับสนุนภาคประชาสังคม ซึ่งเปิดตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปี 2570 โดยเปิดให้ประชาสังคมเข้าไปของบประมาณเพื่อทำกิจกรรม 7 ด้านที่เป็นวิถีชีวิตของคน เช่น ด้านกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น หวังว่าโอกาสนี้จะทำให้ภาคประชาสังคมได้ทำงานเพื่อจัดการชีวิตคนบ้านเราได้
6 ข้อเสนอตัวแทนสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ
ส่วนซาฮารี เจ๊ะหลง ตัวแทนสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) นำเสนอว่า รากเหง้าของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือปัญหาการเมืองที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเป็นร้อยๆ ปี หรือแก้ไขแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ทั้งที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาผ่านรัฐบาล 9 ชุดและแม่ทัพภาคที่ 4 จำนวน 16 คนแล้วก็ตาม

ซาฮารี เจ๊ะหลง ตัวแทนสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP)
ข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ ควรมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมโดยคำนึงถึงประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง ความต้องการของประชาชนในพื้นที่และแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยสรุป 6 ประเด็น
- การกระจายอำนาจและการปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งความเป็นไปได้ที่สุดอ้างอิงจากผลงานวิจัย Peace Survey หลายๆครั้งที่ผ่านมา ที่มีคนเลือกแนวทางนี้มากที่สุด
- กระบวนการสันติภาพและการเจรจากับขบวนการเอกราช คือให้เร่งรัดกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่จริงจังและให้ต่อเนื่องกับทุกฝ่าย ตั้งคณะกรรมการอิสระด้านสันติภาพที่มีตัวแทนของทุกฝ่าย รวมถึงภาคประชาสังคมเพื่อเป็นกลไกกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง เพิ่มบทบาทของฝ่ายการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรแทนที่จะเป็นแค่ฝ่ายความมั่นคงและทหาร
- การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ควรจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ เพื่อกระตุ้นการลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
- การปฏิรูปด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ควรพัฒนาการศึกษาที่เคารพต่ออัตลักษณ์ของคนในพื้นที่สร้างกลไกป้องกันการเลือกปฏิบัติ ทางศาสนาและชาติพันธุ์เพราะยังมีการเลือกปฏิบัติสูงมาก
- การปฏิรูปด้านความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยขอให้ทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษและควรแก้ไขให้เหมาะสมและไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ปรับโครงสร้างการกำกับฝ่ายความมั่นคงให้อยู่ภายใต้การกำกับองฝ่ายพลเรือมากขึ้น ตั้งกลไกตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน
- การมีส่วนร่วมของภาคประกันสังคมและเยาวชน ไม่ดำเนินคดีเยาวชนที่พยายามแสดงอัตลักษณ์ของพื้นที่ด้วยสันติและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของตนเอง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ผู้นำท้องถิ่น เยาวชนและผู้นำศาสนาในกระบวนการสันติภาพ และสนับสนุนโครงการของเยาวชนในด้านสันติภาพและการศึกษาที่เยาวชนมีบทบาทในการพัฒนาและ แก้ไขปัญหาในพื้นที่
“สุดท้ายฝากให้รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยแนวทางทางการเมืองแทนการใช้กำลังทางทหาร ผ่านการกระจายอำนาจ การเจรจาสันติภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะต้องดำเนินการผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่เพื่อให้มีทางออกที่ยังยืนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ซาฮารี กล่าวทิ้งท้าย
