นักเขียนและนักวิเคราะห์ชาวกาซ่า เขียนบทวิเคราะห์ใน Atlantic Council เสนอว่าแผนฟื้นฟูฉนวนกาซาหลังสงครามจะสำเร็จได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขสองอย่าง คือ หนึ่ง การแก้ปัญหาอิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธฮามาสในกาซ่า และสอง คือการเปลี่ยนทัศนคติของชาวปาเลสไตน์ในกาซา ที่โยงชะตากรรมตัวเองกับความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์โดยทั้งหมด

ชาวปาเลสไตน์ตรวจสอบความเสียหายหลังจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในพื้นที่เอล-เรมัล ในเมืองกาซา เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2023 | ที่มาภาพ: Wafa/Wikipedia (CC BY-SA 3.0)
ถึงแม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะเสนอให้มีการแก้ปัญหาด้วย "ยึด" ฉนวนกาซา เป็นคำพูดที่สร้างกระแสในหน้าสื่อได้ แต่การจะทำเช่นนั้นจริง มันก็จะไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีเลยในการแก้ไขปัญหาของกาซา เรื่องนี้มาจากมุมมองของ อาห์เหม็ด ฟูอัด อัลคาติบ นักเขียนและนักวิเคราะห์ผู้ที่มาจากเมืองกาซา ผู้ที่เป็นนักวิจัยในโครงการริเริ่มด้านความมั่นคงตะวันออกกลางสโครวครอฟต์ของ Atlantic Council ด้วย
อัลคาติบ กล่าวว่าการให้กาซาถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งเดียวกับสหรัฐฯ ไม่ใช่คำตอบที่จะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูกาซาและไม่ใช่หนทางในการวางพื้นฐานให้กับความเป็นชาติของชาวปาเลสไตน์ มันมีหนทางที่ดีกว่านั้น
อัลคาดิบ มองว่าในระยะสั้นปัญหาคือการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในฉนวนกาซ่าขั้นมาใหม่ ควรมีการนำเศษซากปรักหักพังจากสงครามมาใช้สร้างคาบสมุทรเทียมที่ชายฝั่งตอนกลาง คาบสมุทรเทียมนี้จะเป็นสนามบินและท่าเรือที่จะกลายเป็นช่องทางลำเลียงสิ่งของจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกาซานอกเหนือจากช่องทางอิสราเอลกับช่องทางอียิปต์
นอกจากนี้ยังมีการเสนอวิธีการจัดหาพลังงานไฟฟ้า เสนอให้ใช้เครื่องทำลายคอนกรีตเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับที่พักพิงชั่วคราวในแบบเคลื่อนที่หรือแบบคาราวาน ในขณะที่ยังคงรอที่พักอาศัยถาวรสร้างเสร็จ มีการเสนอให้ทีมผู้เชี่ยวชาญพิเศษของชาติตะวันตกใช้อาวุธที่ยังไม่ระเบิดที่ยังไม่ปะทุที่หลงเหลือในกาซาเพื่อทำลายเศษซากเหล่านี้ ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะมาพบระเบิดที่เหล่านี้แล้วเอาไปใช้อีกรอบ
นอกจากนี้ยังมีการเสนอการแก้ไขปัญหาชั่วคราวในเรื่องการบำบัดน้ำเสีย การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล การทำเกษตรแนวตั้ง และการกำจัดซากปรักหักพัง ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างงานและการสร้างกิจการประกอบการให้กับชาวปาเลสไตน์ สำหรับกลุ่มประชากรกาซานั้นพวกเขาไปกระจุกตัวอยู่ที่ตอนใต้ในช่วงสงครามทำให้พวกเขาอยู่ที่จุดนั้นไปก่อนได้ในระหว่างที่กาซาทางตอนเหนือกำลังบูรณะ
ชี้ 2 ปัญหาใหญ่ที่จะขัดขวางการฟื้นฟูกาซา
อย่างไรก็ตาม อัลคาดิบ ผู้ที่พื้นเพมาจากกาซา ได้ชี้ให้เห็น 2 ปัญหาใหญ่ที่จะเป็นอุปสรรคขัดขวางการฟื้นฟูกาซา ปัญหาแรกคืออิทธิพลของกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่ง อัลคาดิบ บอกว่าเป็นกลุ่มที่ฉ้อฉล, รุนแรง, เป็นอิสลามสุดโต่ง และมีอุดมการณ์แบบไม่เห็นค่าของชีวิตคน โดยที่ฮามาสยังคงอยู่ในพื้นที่กาซาถึงแม้ว่าจะถูกทำให้อ่อนแอลงกว่าเดิมก็ตาม
สำหรับ ปัญหาที่ 2 อัลคาดิบ ระบุว่ามาจากปัญหาเชิงทัศนคติของชาวปาเลสไตน์ในกาซาเอง ชาวปาเลสไตน์ในกาซาจำนวนมากมีมุมมองต่อชีวิตแบบผูกโยงกับความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ในแบบที่ไม่สามารถแยกตัวเองออกจากชาตะกรรมของการสู้รบและการถูกยึดครองได้ ทำให้ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้คิดว่ากาซาเป็นที่สุดท้ายและที่ๆ เดียวที่เป็นรัฐชาติของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมากพอในการที่จะทำให้กาซากลายเป็นที่ๆ ดีที่สุดสำหรับชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นี่
อัลคาดิบ มองว่าสองปัจจัยนี้จะเป็นปัญหาทำให้เกิดความขัดแย้งและหายนะตามมาในอนาคตซึ่งจะทำให้ชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารและสูญเสียทรัพยากรมากกว่าเดิม ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีทางออกง่ายๆ ให้กับสองปัญหานี้ แต่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างอดทน มีการนำแผนการมาปรับใช้เป็นระยะเฟสต่างๆ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และอาจจะต้องเลือกสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด
สิ่งแรกที่กาซาควรจะทำ อัลคาดิบ เสนอว่า ควรจะต้องทำลายการผูกขาดของอำนาจจากกลุ่มฮามาส ซึ่งเสมือนได้จับชาวปาเลสไตน์ไว้เป็นตัวประกันเพื่อแนวทางที่คับแคบ ทำลายล้าง และเป็นอันตรายของพวกเขา เรื่องนี้สามารถทำได้โดยการร่วมมือกันปิดช่องทางทางการเงินของฮามาส ทำให้กลุ่มที่กลางๆ ไม่ได้สุดโต่งมากเท่าที่อยู่ในฮามาสแยกตัวออกมา เรื่องวิธีนี้ต้องอาศัยการทำข้อตกลงระยะยาวกับอิสราเอลโดยมีนานาชาติคอยดูแล และการทำให้สมาชิกกลุ่มฮามาสดำเนินตามกฎกติกาได้ ชณะเดียวกันก็ทำการโดดเดี่ยวฮามาสในเวสต์แบงค์ ทำให้เกิดการแบ่งแยกฮามาสเป็นสองกลุ่มแบบที่ทำให้สนับสนุนกันไม่ได้
วิธีแก้ไขปัญหาอย่างที่สอง คือการแก้ปัญหาเรื่องที่ชาวกาซาผูกตัวเองไว้กับความขัดแย้งกับอิสราเอล อัลคาดิบเสนอว่า ต้องอาศัยการสื่อสารอย่างกล้าหาญและรื้อสัญญาทางสังคมระหว่างชาวกาซา กับ ผู้นำของพวกเขา และกับโลกภายนอก แล่้วเขียนสัญญาทางสังคมแบบใหม่ขึ้นมา กลุ่มผู้นำใหม่ในกาซาควรจะต้องยอมรับกับประชาชนว่าพวกเขาล้มเหลวและถูกละเลย อีกทั้งยังควรจะให้คำมั่นว่าจะไม่ปลุกระดมผู้คนหรือใช้ความรุนแรงหรือการกระทำใดๆ ก็ตามแต่ฝ่ายเดียวในแบบที่จะสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและทรัพย์สินของผู้คน
อัลคาดิบ บอกอีกว่าควรมีสื่อใหม่ที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ทางการเมืองในปาเลสไตน์ เป็นพื้นที่ทางเลือกและพื้นที่สำหรับเสียงต่อต้าน ส่งสารในเชิงต่อต้านฮามาส และท้าทายแนวคิดแบบทำลายล้างแบบที่อ้างว่า "สนับสนุนปาเลสไตน์"
อัลคาดิบ เรียกร้องให้ประชาคมโลกรวมถึงโลกอาหรับ ประเทศตะวันตก และเอ็นจีโอ ควรจะจัดตั้งส่วนที่ช่วยเหลือชาวกาซาก่อนที่พวกเขาจะฟื้นตัวจนสามารถดูแลจัดการตัวเองได้ซึ่งต้องใช้เวลา โดยจะต้องระวังไม่ให้การช่วยเหลือของพวกเขากลายเป็นไปสนับสนุนปัจจัยที่จะทำให้กาซาขาดเสถียรภาพ เช่น การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธหรือการลงทุนทางการเมือง โดยต้องมีการทำให้ชาวกาซาแยกแยะสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาซา ออกมาจากเวสต์แบงค์หรือเยรูซาเลมตะวันออก
หลังจากที่มีการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างชาวปาเลสไตน์กับอิสราเอลแล้ว ชาวกาซาก็จะได้ประโยชน์จากการถูกบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจอิสราเอลและของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคตด้วย อัลคาดิบบอกว่า การที่กาซาจะผุดจากเถ้าถ่านได้นั้น ชาวปาเลสไตน์ในกาซาจะต้องใช้พลังต่อรองเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนแทนการจมอยู่กับวงจรของความตาย การทำลายล้าง และการฟื้นฟู อยู่ร่ำไป
อัลคาดิบ วิจารณ์ทรัมป์ว่า ถึงแม้เขาจะเห็นด้วยกับทรัมป์ในเรื่องที่กาซาควรจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมในระดับรากฐาน แต่การใช้วิธีแบบจักรวรรดินิยมของทรัมป์ก็ไม่ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา กลายเป็นการสร้างปัญหาให้มุสลิมนิกายซุนนีสายกลาง และไม่ได้เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ มีแต่จะเป็นการทำลายเสถียรภาพเปล่าๆ การจะลดความหัวรุนแรงและสร้างความมั่นคงในภูมิภาคได้จะต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และวิธีการใหม่ๆ ไม่ใช่วิธีการแบบกำปั้นทุบดินอย่างการเข้าไปยึดครอง
