ศาลปัตตานีพิพากษายกฟ้องนายอัสมาดี บือเฮง นักข่าวพลเมืองชายแดนใต้ ข้อหาขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน จากกรณีถูกกล่าวหาว่าแย่งศพของนายฮัยชัม สมาแฮ ผู้ตายที่ถูกเจ้าหน้าที่ความมั่นคงวิสามัญฆาตกรรม เมื่อปี 2566 ศาลระบุ ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอว่าจำเลยกระทำผิดจริง ส่วนนางแมะดะแม่ของผู้ตายซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ปรับเป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ทนายความเผยกระบวนการยังไม่สิ้นสุด อัยการมีสิทธิอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน
24 ก.พ. 2568 ศาลจังหวัดปัตตานีนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทย์ยื่นฟ้องนางแมะดะ สะนิ และนายอัสมาดี บือเฮง สื่ออิสระนักข่าวพลเมืองและนักเขียน ข้อหาร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานฯ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ตั้งแต่สามคนขึ้นไป จากกรณีถูกกล่าวหาว่าแย่งศพของนายฮัยชัม สมาแฮ ผู้ตาย หลังนายฮัยซัมผู้ต้องหาคดีความความมั่นคงถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2566 ทั้งนี้นายฮัยซัมเป็นบุตรชายของนางแมะดะหนึ่งในจำเลยคดีนี้ ขณะเกิดเหตุจำเลยพร้อมชาวบ้านพยายามไปรับศพจากโรงพยาบาลปัตตานี
ศาลมีคำพิพากษาลงโทษนางแมะดะ จำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี ปรับเป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ส่วนนายอัสมาดีจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอว่าจำเลยกระทำผิดจริง
คดีนี้เป็นหนึ่งใน 14 คดีที่ถูกระบุว่าเป็นคดีที่มีลักษณะการฟ้องร้องเพื่อปิดปากนักกิจกรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ หรือคดี SLAPP คดีนี้เป็นคดีที่ 2 ที่ศาลยกฟ้องนักกิจกรรม

นายอัสมาดี บือเฮง นักข่าวพลเมือง
นายอัสมาดีเปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจแต่ก็กังวลในทิศทางในภาพรวม แม้ว่าคดีนี้แม่ของผู้เสียชีวิตจะรับสารภาพ ซึ่งศาลพิพากษาให้รอลงอาญา แต่สิ่งที่กังวลคือยังมีคดีอื่น โดยเฉพาะคดีการเมืองเช่น คดีนักศึกษาจัดเวทีวิชาการเรื่องการกำหนดชะตากรรมตนเอง คดีชุดมลายูที่เป็นการชุมนุมเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของตนเอง รวมถึงวัฒนธรรมการเยี่ยมคนตายหรือการระดมทุนให้ผู้เสียชีวิตก็เป็นวัฒนธรรมในพื้นที่มานาน
“สิ่งที่เรากังวลคือการใช้กฎหมายไปจัดการเรื่องนี้ แม้ศาลจะยกฟ้องมในศาลชั้นต้น แต่ก็สร้างความ ลำบากตลอดระยะเวลาของการพิสูจน์ความจริง ซึ่งก่อเกิดความเสียหายต่อเราและต่อแม่ที่เป็นจำเลยที่ 1 เรารู้สึกว่าแม่ต้องแบกรับความรู้สึกของการตกเป็นจำเลยทั้งต่อสังคมและชุมชนตนเองที่มองว่าแม่เป็นคนผิด และความเหนื่อยล้าในการต้องมาศาล อัยการและตำรวจสร้างความลำบากต่อครอบครัวพอสมควร ต้องเห็นใจด้วย เพราะเท่าที่ผมสังเกตตลอดระยะเวลาของการฟังศาลอ่านคำพิพากษา แม่ร้องไห้ตลอดเวลาสิ่งนี้มันสะท้อนเบื้องลึกของคนที่โดนคดี” อัสมาดี กล่าว
นายอัสมาดีกล่าวต่อว่า หลังจากนี้ต้องติดตามกันต่อไปในแง่มุมของการสื่อสาร ยืนยันว่านักข่าวสามารถเข้าไปสังเกตการณ์และทำงานด้านการสื่อสารในพื้นที่เกิดเหตุได้ ชัดเจนในเจตนาและวิธีปฏิบัติอยู่แล้วว่า เราไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เราก็ต้องสื่อสาร โดยเฉพาะเรื่องวิสามัญฆาตกรรมซึ่งมันเกิดขึ้นมากในพื้นที่ จนรู้สึกว่าเป็นนัยยะสำคัญ ซึ่งต้องแก้ด้วยนโยบาย ต้องทำข้อมูลและทำงานสื่อสารให้มากที่สุด ซึ่งผมก็จะกลับไปทำงานสื่อสาร ต่อไป” อัสมาดี กล่าว
นายอัสมาดีกล่าวว่าด้วยว่า สำหรับจำเลยที่ 1 ตนไม่ได้รู้จักเป็นส่วนตัวตั้งแต่แรก สิ่งที่ตนทำได้คือการสื่อสาร มองว่าแม่ที่ไปรับศพลูกชายก็มีความเป็นแม่มีความเป็นมนุษย์ ตนพยายามสื่อสารความรู้สึกของความเป็นแม่ให้ลูกชาย ใครจะมองว่าผิดก็แล้วแต่ วินาทีนั้นคงไม่มีใครคิดถึงเรื่องอื่น คิดถึงแต่ลูกอยากเห็นหน้าลูกว่าใช่ลูกของเขาจริงไหม ถ้าใช่แล้วจะทำยังไงต่อ และปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะตีความทางกฎหมายยังไงก็แล้วแต่ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก
“ผมก็เลยทำแคมเปญเรื่อง mother and son โดยการขายเสื้อสีพาสเทล ซึ่งไม่ได้กลบความรุนแรง แต่จะทำอย่างไรที่จะอยู่กับความขัดแย้งนี้อย่างไรให้ตัวเองเจ็บปวดน้อยที่สุด Concept คือทำเสื้อที่มีลายนิ้วมือที่เป็นข้อความภาษามลายูว่า “มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์” อาจมีคำอื่นที่อาจมองเห็นจากวิธีคิดหรือจากพื้นฐานทางจิตใจ เป็นงานศิลปะที่เราพยายามออกแบบเพื่อสะท้อนความรู้สึกความเป็นความตายของสังคมที่นี่ เราอยากให้สังคมเห็นว่า ในลายนิ้วมือของมนุษย์นี้มันมีความเป็นมนุษย์อยู่” อัสมาดี กล่าว
นายอัสมาดีกล่าวว่า ส่วนคดีที่เหลืออยู่ก็ขอให้ยืนหยัดต่อสู้ในทุกกระบวนการที่เกิดขึ้น เราเห็นว่านัก กิจกรรมหลายคนก็ยืนหยัด และเป็นกำลังใจให้ทุกคดีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการใช้กฎหมายในการสกัดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
“สิ่งแรกที่ผมยืนหยัดคือการมีส่วนร่วมต่างหากที่จะสร้างสันติภาพ ไม่ใช่การปิดเสียงของประชาชน เรามีสิทธิคิดและเรามีสิทธิที่จะออกแบบกิจกรรมรณรงค์เรื่องสิทธิเสรีภาพของเรา ทั้งเรื่องประชามติจำลอง การชุมนุมทางอัตลักษณ์ นี่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของที่นี่” อัสมาดี กล่าว

ทนายเผย กระบวนการยังไม่สิ้นสุด – อัยการมีสิทธิอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน
อธิวัฒน์ เส้งคุ่ย ทนายความผู้ว่าความให้อัสมาดีกล่าวว่า วันนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษายกฟ้อง นายอัสมาดีนักข่าวพลเมือง โดยศาลให้เหตุผลทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง และพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดจึงยกผลประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย คดีนี้นับเป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการทำหน้าที่ในพื้นที่ขัดแย้ง ตลอดขั้นตอนของการต่อสู้คดีนายอัสมาดีได้ให้การปฏิเสธยืนยันความบริสุทธิ์ของตนมาตั้งแต่ต้น
“อัสมาดียืนยันมาตลอดว่า เขาเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน เก็บข้อมูลเกี่ยวกับคดีวิสามัญฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี และบันทึกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อใช้สำหรับงานเขียนในอนาคตของเขา” ทนายความ กล่าว
อธิวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องในศาลชั้นต้นนี้ แต่คดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากพนักงานอัยการยังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 1 เดือน หากอัยการยื่นอุทธรณ์คดีจะถูกส่งต่อไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาคดีต่อไป
“เราต้องรอดูว่าพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ หากอุทธรณ์ คดีก็จะถูกพิจารณาต่อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 และเราต้องลุ้นต่อไปว่าผลคำพิพากษาจะเป็นเช่นเดียวกับศาลจังหวัดปัตตานีหรือไม่” ทนายความ กล่าว
หมายเหตุ : มีการปรับแก้พาดหัว เวลา 18.02 น.
