รายงานเผยแพร่ใน China Media Project ตั้งข้อสังเกตต่อการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์รอบเมียวดี ที่จุดกระแสมาจากการช่วยเหลือ “หวังซิง” ดาราจีน ซึ่งส่งผลสะเทือนทำให้ครอบครัวเหยื่อจำนวนมากในจีนออกมาเปิดเผยเรื่องราวของคนในครอบครัวที่หายตัวไป อีกด้านหนึ่ง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยเฉพาะไทยและพม่าก็ตกเป็นเป้าการกล่าวโทษโดยสาธารณชนจีน ทั้งที่กลุ่มอาชญากรจีนต่างหากที่เป็นผู้เข้ามาตั้งฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยังดำเนินธุรกิจล่อลวงและลักพาตัวผู้คนจากจีนและประเทศอื่น ๆ เพื่อมาเป็นแรงงานทาส
ในเว็บไซต์ China Media Project เผยแพร่รายงานสืบสวนเชิงลึกของสำนักข่าว Positive Connections ที่อยู่บนแพลตฟอร์ม WeChat “อู๋ ฉิน” นักข่าวจีนได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่หาได้ยากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ตามแนวชายแดนไทย-พม่า หลังจากลงพื้นที่สืบสวนสอบสวนเป็นเวลากว่า 200 วัน ในช่วงระยะเวลากว่า 2 ปี
รายงานซึ่งเผยแพร่โดย Positive Connections เมื่อ 16 มกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้คนหลายพันคนถูกลักลอบค้ามนุษย์ไปยังอาคารคอมเพล็กซ์ที่บริหารโดยแก๊งอาชญากรในฝั่งพม่า และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ ประเด็นนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นในจีนและทั่วทั้งภูมิภาคเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากมีรายงานว่าหวัง ซิง นักแสดงชาวจีนชื่อดัง ถูกลักพาตัวขณะอยู่ในไทย และถูกควบคุมตัวในอาคารคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งที่พม่าเป็นเวลาสามวัน

ซิงซิง ดาราจีนที่ถูกช่วยออกมาได้
รายงานของอู๋มาจากการเก็บข้อมูลภาคสนามในบริเวณแม่น้ำเมยของอำเภอแม่สอด โดยเจาะลึกโครงสร้างและกลไกอันซับซ้อนของเครือข่ายอาชญากรรมในภูมิภาคนี้ อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อชาวจีน นายหน้าชาวไทยเชื้อสายจีน ชาวพม่าเชื้อสายจีนที่มีสายสัมพันธ์กับกองทัพชาติพันธุ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานชายแดน
รายงานของอู๋ซึ่ง China Media Project นำเสนอโดยแปลเนื้อหาบางส่วนจากต้นฉบับภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ นำไปสู่การตั้งคำถามต่อวาทกรรมของสาธารณชนจีน ซึ่งมักมุ่งตำหนิประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็นต้นตอของอุตสาหกรรมนักต้มตุ๋นออนไลน์ ข้อค้นพบจากการสืบสวนสอบสวนของนักข่าวพบว่าที่จริงแล้วกลุ่มอาชญากรจีนอาจเป็นหัวใจของปฏิบัติการ
แดนสนธยาของการบังคับใช้กฎหมาย

ชเวก๊กโก่ถ่ายจากฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก (ที่มา: แฟ้มภาพ/ประชาไท)
อู๋ ฉิน เริ่มเก็บข้อมูลภาคสนามตั้งแต่ปลายปี 2566 โดยเริ่มจากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งตั้งอยู่บนชายแดนด้านตะวันตกสุดของประเทศไทย อยู่ตรงข้ามกับเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง โดยมีแม่น้ำเมย (พม่าเรียกว่าแม่น้ำตองยิน) กั้นกลาง บริเวณดังกล่าวเป็นจุดพักสำคัญในการลำเลียงทรัพยากรต่างๆ ไปยังอาคารคอมเพล็กซ์ของแก๊งอาชญากรออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร เสบียง ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่ของใช้ในชีวิตประจำวัน
ชายแดนไทย-พม่าได้กลายเป็น “เขตไร้ขื่อแป” อันเนื่องมาจากสงครามกลางเมืองส่งผลให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งกอบโกยผลประโยชน์ของผู้นำเหล่าทัพชาติพันธ์ต่างๆ และในอีกด้านหนึ่ง ไทยก็ได้กลายเป็นศูนย์กลางการขนส่งลำเลียงทรัพยากร ในกระบวนการนี้ มีคนเชื้อสายจีนทั้งสองฟากฝั่งไทย-พม่าคอยเป็นผู้ประสานงานปูทางให้กับเครือข่าย
ในฝั่งไทย ชาวไทยเชื้อสายจีนมีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท้องถิ่น และหน่วยลาดตระเวนชายแดน ในฝั่งพม่า ก็มีชาวพม่าเชื้อสายจีนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ ซึ่งช่วยให้พวกเขาจัดหาที่ดินสำหรับสร้างอาคารคอมเพล็กซ์ ปัจจัยเหล่านี้ก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการหลีกเลี่ยงการควบคุมของรัฐ และเปิดทางให้อุตสาหกรรมต้มตุ๋นออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว ทุนสีเทา (หรือ “อู๋ ฉิน” เรียกอีกอย่างว่า “เศษซากของระบบทุนนิยมโลก”) ถูกดึงดูดเข้ามาในพื้นที่ และหลายครั้งหลายคนถูกลักพาตัวมาโดยไม่สมัครใจ
ปฏิบัติการกวาดล้างของรัฐบาลจีนและไทยในช่วงปลายปี 2566 ส่งผลให้ผู้คนที่ถูกกักขังในเมียวดีได้รับการช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก แต่พอเข้าสู่ปี 2567 สถานการณ์ก็กลับมาเหมือนเดิมอีก บริษัทใหม่ๆ ที่เคยตั้งฐานอยู่ในกัมพูชาและลาวได้ย้ายมายังพื้นที่นี้ ขณะที่บางส่วนได้ย้ายไปยังอาคารคอมเพล็กซ์ต่างๆ ทางตอนเหนือของพม่า หรือแม้แต่ดูไบ
หลอกลวงแล้วจับเรียกค่าไถ่
ผู้คนถูกหลอกล่อชักจูงให้เข้ามายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และสุดท้ายก็ "หายตัว" แถวๆ แม่สอด ซึ่งเหยื่อที่ถูกล่อลวงมาที่อาคารคอมเพล็กซ์ของนักต้มตุ๋นออนไลน์เหล่านี้ ไม่น้อยเลยมาจากจีนโดยมักถูกสัญญาว่าจะได้รับงานที่มีเงินเดือนสูง แต่กลับถูกบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย
อู๋ ฉิน เล่าว่าช่วงต้นพฤษภาคม 2567 เขาเดินทางออกจากแม่สอดไปตามแผนที่ซึ่ง “เล่อเก๋อเหวยป่าย” เป็นผู้มอบให้เป็นเยาวชนชายชาติพันธุ์อี๋ที่ถูกกักขังอยู่ในอาคารคอมเพล็กซ์ อู๋ ฉินมุ่งหน้าไปยังท่าเรือขนส่งสินค้าริมฝั่งแม่น้ำเมย ฝั่งตรงข้ามคือ 'ไป๋เชิ่งหยวนชู' ตั้งอยู่ในเขตเมียวดี สถานที่แห่งนี้มีอาคารที่เล่อเก๋อเหวยป่ายและคนอื่น ๆ ถูกกักขังอยู่
อู๋ฉินเล่าว่าท่าเรือบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ตู้คอนเทนเนอร์ถูกขนถ่ายข้ามฝั่งรอบแล้วรอบเล่า อีกฝั่งของแม่น้ำไปเขาได้ยินเสียงสวดมนต์ลอยมาจากฝั่งเจดีย์ ปะปนกับเสียงเครื่องยนต์ของเรือขนส่งสินค้า และเนื่องจากกลัวว่าจะตกเป็นเป้าสนใจ เขาจึงได้แต่มองข้ามไปจากระยะไกล เพื่อพยายามหาตึกที่รูปทรงตรงกับภาพที่เล่อเก๋อเหวยป่าย ส่งมาให้
เล่อเก๋อเหวยป่าย และเล่อเก๋อเสี่ยวลั่ว เคยทำงานร่วมกันที่เมืองหนานจินในมณฑลเจียงซู แต่เนื่องจากในช่วงต้นเดือนเมษายน 2567 เกิดฝนที่ตกหนักจึงทำให้งานก่อสร้างหยุดชะงักจนสูญเสียรายได้
ระหว่างนั่งหารือกันอยู่ใกล้เขตก่อสร้าง พวกเขาได้พบกับ "เอเยนต์" คนหนึ่งเข้ามาเสนองานรายได้ตอบแทนสูงในพม่า เหวยป่ายและเสี่ยวลั่วคุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องการทำงานในพม่าอยู่แล้ว เนื่องจากหลายคนจากเมืองบ้านเกิดในอำเภอเหมยกู่ในมณฑลเสฉวนเคย "ทำงาน" ในพม่ามาก่อน และบางคนก็กลับมาเป็น "ตัวแทน" รับสมัครคนอื่นๆ หลังกลับไปคิดได้ 2-3 วัน พวกเขาก็ได้ตัดสินใจไปพบกับเอเยนต์อีกครั้งที่เมืองคุนหมิง จากนั้นจึงถูกพาไปยังสิบสองปันนา และถูกนำขึ้นรถไปยังจุดหมาย
ในวันที่ 12 เมษายน รื่อปู้ ซึ่งอาศัยอยู่เมืองซื่อชางในมณฑลเสฉวน ได้รับสายวิดีโอจากเหวยป่ายผู้เป็นพี่ชาย ทราบว่าเขามาถึงเมืองเมียวดีแล้ว บนหน้าจอที่ปลายสาย เหวยป่าย และเสี่ยวลั่วถูกกักขังอยู่ในอาคาร เมื่อรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ทั้งสองปฏิเสธที่จะทำงานให้ บริษัทจึงทำการเรียก "ค่าชดเชย" แลกกับการปล่อยตัว และเปิดโอกาสให้พูดคุยขอความช่วยเหลือกับครอบครัวเป็นเวลาสั้นๆ
"ค่าชดเชย" เป็นกลยุทธ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย-พม่า หากใครต้องการออกจากบริษัทก่อนครบสัญญา พวกเขาจะต้องชดเชยค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าขนคน และค่าติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อลักลอบเข้ามา พื้นที่เหล่านี้ไม่มีใครสามารถเดินออกมาได้เอง ต้องอาศัยบริษัทเป็นผู้จัดหาคนขนส่งให้
ค่าชดเชยจะแตกต่างกันไปตามบริษัท บางบริษัทมีสัญญาหกเดือน ขณะที่บางบริษัทมีสัญญาหนึ่งปี บางแห่งเรียกร้องค่าชดเชยประมาณ 100,000 หยวน ขณะที่บางบริษัทเรียกร้องค่าชดเชยสูงถึง 300,000-400,000 หยวน กระบวนการเรียกร้องค่าชดเชยเหล่านี้มักมาพร้อมกับการเรียกเก็บค่าหัวคิวของเอเยนต์กลุ่มต่างๆ แต่บางครั้งบางบริษัทก็ไม่ยอมปล่อยตัวเหยื่อแม้จะได้รับค่าชดเชยแล้วก็ตาม
ทางการจีนไม่ตอบสนอง

กองกำลังกะเหรี่ยง BGF ช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ที่ชเวก๊กโก่ ภาพเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2568 (ที่มา: Khti Thit Media)
รื่อปู้ได้แจ้งความเรื่องนี้ต่อตำรวจมณฑลเสฉวนซึ่งเป็นภูมิลำเนาของเหยื่อทั้งสองทั้งในระดับตำบลและอำเภอ แต่กลับไม่มีการสั่งเดินหน้าคดี การแจ้งความเกิดขึ้นได้ประมาณ 3 เดือนหลังภาพยนตร์ "No More Bets" เปิดรอบฉายเป็นกระแสฮือฮา ส่งผลให้ตำรวจจีนดำเนินการกวาดล้างครั้งใหญ่ หลังจากที่รื่อปู้ทราบว่าอู๋ฉินกำลังสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้ รื่อปู๋จึงติดต่อมาหาอู๋ฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ
"บริษัทบังคับให้เราทำงานฉ้อโกง" เสี่ยวลั่วส่งข้อความเสียงผ่าน WeChat มาหาอู๋ฉิน "ถ้าผมปฏิเสธ พวกเขาจะซ้อมผมให้ตาย แต่ถ้าผมทำ ผมจะโดนจำคุกเมื่อกลับบ้าน" คำแนะนำเดียวที่อู๋ฉินสามารถให้ได้คือพวกเขาต้องฝืนทำงานและพยายามอยู่รอดต่อไปให้ได้ ขณะที่เหวยป่ายรู้สึกหมดหวังแล้วหลังผ่านไปได้เพียงไม่นาน เพราะ "ครอบครัวผมไม่มีเงิน" ดังนั้น "ผมจะอยู่ที่นี่แหละ ผมไม่สามารถโทษพ่อแม่หรือครอบครัวของผมได้ ผมจะทนมันเอง"
เมื่ออู๋ฉินโทรไปที่สถานกงสุลจีนในเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ก็ทำเพียงแค่ลงบันทึกไว้ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการติดตามผลใดๆ เนื่องจากเหยื่อทั้งสองไม่มีหนังสือเดินทางและไม่มีบันทึกการเข้าเมือง อู๋ฉินจึงไม่สามารถร้องเรียนเรื่องนี้กับตำรวจไทยเพื่อขอความช่วยเหลือใดๆ ได้
เส้นทางการเดินทาง

แผนที่ในรายงานของ Positive Connections แสดงที่ตั้งของแหล่มสแกมเมอร์ในฝั่งเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง
เหยื่อส่วนใหญ่ที่ถูกหลอกให้มาทำงานผิดกฎหมายมักจะมาจากพื้นที่ทางตะวันตกของจีน และไม่เคยมีหนังสือเดินทางมาก่อน โดยปกติแล้วเหยื่อจะตัดสินใจเดินทางไปที่ชายแดนในมณฑลยูนนานหรือกวางสีก่อน จากนั้นจะถูกนำขึ้นรถและถูกลักลอบพาเข้าไปในพื้นที่ เส้นทางมักวกวนผ่านพื้นที่ชายแดนหลายแห่งและมีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง การเดินทางมักเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเขตชายแดนของพม่าไม่ว่าจะติดฝั่งไทยหรือฝั่งจีนก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยเหตุนี้ การเดินทางจากชายแดนตอนใต้ของจีนเพื่อมายังภาคตะวันออกของพม่าจึงต้องอาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่าน
การขนส่งที่ออกจากยูนนานบางครั้งจะผ่านลาว และบางครั้งก็เข้าภาคเหนือของพม่าโดยตรง ส่วนการขนส่งที่ออกจากกวางสีจะต้องผ่านเวียดนามก่อนที่จะเข้าสู่ลาว ทั้งสองเส้นทางจะสิ้นสุดที่สามเหลี่ยมทองคำซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างพม่า ไทย และลาวจากนั้นจะจึงเข้าสู่ อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย เมื่อเข้าถึงประเทศไทยแล้ว รถก็จะสามารถเดินทางลงใต้ต่อไปบนถนนหลักได้จนถึงแม่สอด
ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงและมีหนังสือเดินทางอาจเดินทางไปกรุงเทพฯ ก่อน ตัวอย่างเช่น หวังซิง (นักแสดงที่ถูกลักพาตัว) เมื่อเขาขึ้นเที่ยวบินมาลงในกรุงเทพฯ เขาจึงถูกพาขึ้นรถไปยังแม่สอดซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง เมื่อมาถึงรถจะหยุดที่ลานจอดรถของห้างแม็คโครสาขาหนึ่งในแม่สอด ซึ่งเป็นจุดที่มักจะใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนของขบวนการค้ามนุษย์ หลังจากขับรถไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงไปยังจุดข้ามแม่น้ำเมย ท้ายที่สุด พวกเขาทุกคนก็จะ "หายตัวไป" ในแม่สอด
ร่างลอยในแม่น้ำ
แม่น้ำเมยเป็นเส้นแบ่งระหว่างสองประเทศ ในช่วงฤดูแล้ง แม่น้ำจะตื้นและแคบลงจนขนาดเท่ากับท้องร่องทำให้บริเวณดังกล่าวกลายเป็นเส้นทางธรรมชาติสำหรับการลักลอบขนของ การข้ามแดนผิดกฎหมาย และเป็นที่หลบภัยสำหรับหลายๆ คน
ในช่วงเดือนฤดูน้ำหลาก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำบางครั้งจะเห็นร่างไร้วิญญาณลอยมากับสายน้ำ เหยื่อที่ถูกหลอกมาเป็นทาสถูกมองว่าเป็นของใช้แล้วทิ้งในสายตาของผู้ประกอบการธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ ในฤดูแล้งศพจะถูกกลบฝัง แต่ในฤดูน้ำหลากร่างจะถูกโยนทิ้งอย่างไม่มีพิธีรีตองใดๆ ปล่อยให้สายน้ำเชี่ยวกรากพัดพาร่างไปจนหายสาบสูญ
เมื่อร่างลอยมาถึงฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดนก็จะผลักร่างเหล่านั้นกลับไปยังฝั่งพม่า โดยไม่สนใจตรวจสอบสัญชาติของผู้สูญหาย ในฝั่งเมียนมา รัฐกะเหรี่ยงเป็นพื้นที่สถานการณ์ความไม่สงบเพราะความแตกแยกของกองทัพชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ เมื่อธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์เฟื่องฟูขึ้นในบริเวณชายแดนที่ไร้ขื่อแป กองทัพชาติพันธุ์จึงแข่งขันกันให้ความคุ้มครองแก่ตึกอาคารของธุรกิจเหล่านี้ ดังนั้น ร่างเหล่านี้จึงถูกผลักไปมาระหว่างสองฝั่งและค่อยๆ เน่าเปื่อยย่อยสลายไปในแม่น้ำ โดยตึกอาคารของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กระจุกตัวอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักในเมืองเมียวดี
ชำแหละวาทกรรมโทษอาเซียน

ตำรวจไทยประสานรับตัว “หวัง ซิง” ถูกส่งตัวกลับมาที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ 7 มกราคม 2568 (ที่มา: สถานีตำรวจภูธรแม่สอด)
เมื่อหวัง ซิง นักแสดงชื่อดัง ถูกล่อลวงไปยังอาคารคอมเพล็กซ์ของกลุ่มอาชญากรออนไลน์ในเมืองเมียวดีในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กรณีนี้ได้ปลุกกระแสความสนใจต่อบริเวณชายแดนไทย-พม่าอีกครั้ง หลังภาพยนตร์เรื่อง No More Bets ก่อให้เกิดกระแสฮือฮาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2566
กระแสข่าวนี้ทำให้ครอบครัวของเหยื่อจำนวนมากกล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง ขณะที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยรายงานของบุคคลที่ “หายตัวไป” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผลกระทบของเรื่องนี้คือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นเป้าของการกล่าวโทษโดยสาธารณชนจีนอีกครั้ง
ข่าวเกี่ยวกับหวัง ซิงถูกนำเสนอโดยสื่อพม่าและสื่อไทย และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต่างจากกระแสความหวาดกลัวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แพร่หลายในจีน ผู้คนในพื้นที่กลับสงสัยมากกว่าว่าเหตุใดไทยและพม่าต้องเป็นฝ่ายที่สูญเสียความน่าเชื่อถือจากการถูกเชื่อมโยงกับ "อาชญากรรมไซเบอร์" ในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งที่กลุ่มอาชญากรจีนต่างหากเป็นผู้เข้ามาตั้งฐานในเขตชายแดนไทย-พม่า เพื่อดำเนินธุรกิจลักพาตัวผู้คนจากจีนและประเทศอื่น ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์
ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก
Uncovering the Scam Industry, China Media Project, 3 Feb 2025
