Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“นลินี” เผยคุยหัวหน้าการค้า EU ในไทยสานต่อคุย FTA ไทย-สหภาพยุโรปหวังขยายโอกาสลงทุนและสิทธิพิเศษทางภาษี ด้าน “พิชัย” มั่นใจ FTA จะทำส่งออกโตรัฐบาลเดินหน้าเจรจานักลงทุนในประเทศแก้กฎหมายข้อบังคับที่ติดขัดเต็มที่

4 มี.ค.2568 เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับประเด็นการค้าระหว่างประเทศ 2 ประเด็น เรื่องแรกเกี่ยวกับการพูดคุยระหว่าง ดร. นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทยกับ Ms. Renita Bhaskar อัครราชทูตที่ปรึกษา และหัวหน้าฝ่ายการค้าและเศรษฐกิจ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ในประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป ส่วนอีกประเด็นเป็นการรายงานถึงมูลค่าการส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA)

หวังขยายลงทุนและสิทธิพิเศษทางภาษีกับ EU 

ประเด็นการพูดคุยระหว่างนลินีกับ Renita ในรายงานระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมีความแน่นแฟ้นใกล้ชิดกันในด้านการค้าและการลงทุนจากการสานต่อดำเนินการตามกรอบต่างๆ โดยเฉพาะกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือรอบด้าน (PCA) ไทย – EU ซึ่งเป็นข้อตกลงทวิภาคีฉบับแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้สรุปผลกันไปแล้ว และความคืบหน้าในการเจรจา FTA ไทย – EU

นลินีระบุว่าการเจรจาสามารถสรุปผลไปได้แล้วสองบท ได้แก่ บทว่าด้วยแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (Good Regulatory Practices) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ และบทความโปร่งใส (Transparency) ที่มุ่งเน้นการสร้างความโปร่งใสในกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ FTA ฉบับนี้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งหวังให้การเจรจาแล้วเสร็จโดยเร็ว

นอกจากนั้นยังได้หารือถึงเรื่อง การส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษาอาชีวะ เพื่อให้ไทยมีความพร้อมในการรับการลงทุนสมัยใหม่ การแลกเปลี่ยนความรู้และการสนับสนุนทางเทคนิคในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในการดำเนินการที่สอดคล้องกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) การส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชน ตลอดจนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

รายงานระบุถึงมูลค้าการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออกระหว่างไทยและสหภาพยุโรปปี 2567 ที่ผ่านมามีรวมกันอยู่ที่ 43,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.17 ของการค้าไทยในตลาดโลก ประโยชน์จาก FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้นนี้ นอกจากขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ยังจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทยด้วย เนื่องจากไทยได้ไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) จาก สหภาพยุโรปมาตั้งแต่ 2558 อีกทั้งยังจะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศและกระตุ้นให้ไทยพัฒนามาตรฐานด้านกฎระเบียบภายในประเทศให้เป็นตามมาตรฐานสากล

แก้กฎระเบียบที่ติดขัดการลงทุนและการค้า

นอกจากนั้นยังมีรายงานถึงมูลค่าการส่งออกของไทยที่ได้ประโยชน์จากการทำ FTA ในปีที่ผ่านมาด้วย โดยระบุว่า มีมูลค่าการส่งออก 83,285.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05% คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ์ 83.81% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ FTA ทั้งหมด แบ่งเป็น

  • ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 31,438.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิ์ 78.35%
  • ความตกลงอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 22,582.15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 89.74%
  • ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,725.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 82.98%
  • ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,209.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 66.40%
  • ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 6,163.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 59.05%

ส่วนประเภทสินค้าที่มีการส่งออกภายใต้ FTA สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 23,030.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 27.65% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 60,254.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 72.35% โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิ์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. ยานยนต์สำหรับขนส่งของ (ดีเซล/กึ่งดีเซล น้ำหนักไม่เกิน 5 ตัน) 6,426.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. ทุเรียนสด 4,342.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. ยางสังเคราะห์และแฟกติซที่ได้จากน้ำมัน 2,284.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  4. เครื่องจักรอัตโนมัติ 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  5. เนื้อไก่ปรุงแต่ง 1,556.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2567 โดยมีสัดส่วนการเติบโตถึง 51.80% มีมูลค่าการใช้สิทธิ์ 1,573.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกไปภายใต้ FTA 7 ฉบับ โดย 3 อันดับแรกเป็นความตกลงอาเซียน มูลค่า 1,550.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาเซียน-เกาหลี มูลค่า 7.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาเซียน-อินเดีย มูลค่า 6.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ

ในรายงานระบุถึง พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้าในการเจรจาทุกมิติกับนักลงทุนในต่างประเทศรวมทั้งอำนวยความสะดวกในการแก้ไขกฎหมายหรือข้อบังคับต่าง ๆ ที่เป็นข้อติดขัดของนักลงทุนและการค้าขายอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นในปีนี้คาดว่าจะมี FTA เพิ่มอีก 3 ฉบับ คือ

1.ไทย-ศรีลังกา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้

2.ไทย-EFTA (สมาคมการค้าเสรียุโรป: สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์) คาดว่ามีผลบังคับใช้ในปี 2569 และ

3.ไทย-ภูฏาน ซึ่งได้เจรจาสำเร็จแล้วเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2568 และคาดว่าจะลงนามในเดือนเมษายน 2568

ไทยยังขาดดุลกับจีน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เกินดุลอียู 4.8 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2567 จากกระทรวงพาณิชย์ทำให้เห็นว่าไทยยังขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ประมาณ 45,364.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากปี 2566 อยู่ที่ 23.77% เนื่องจากไทยมีมูลค่านำเข้าสินค้าจากจีนทั้งหมดอยู่ที่ 80,608 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีมูลค่าการส่งออกไปจีนรวมทั้งหมด 35,243.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนดุลการค้ากับกลุ่มสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ไทยเกินดุลการค้าอยู่ที่ 4,877.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มจากปี 2566 อยู่ที่ 121.19% มีมูลค่านำเข้าสินค้าจากยุโรป 24,205.09 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการนำเข้าสินค้า 19,327.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง