หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้คู่รักทั่วประเทศสามารถจดทะเบียนสมรสได้โดยไม่จำกัดเพศ และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศที่สามในเอเชียที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมต่อจากไต้หวันและเนปาล โดยระหว่างวันที่ 23 ม.ค. ถึงวันที่ 14 ก.พ. มีคู่รักเพศหลากหลายจดทะเบียนสมรสแล้วอย่างน้อย 8,768 คู่ทั่วประเทศ ซึ่ง 4,497 คู่ในจำนวนนี้จดทะเบียนสมรสภายในสองวันแรกที่กฎหมายมีผลบังคับใช้
การจดทะเบียนสมรสได้ หมายถึงการคุ้มครองสิทธิของคู่รักเพศหลากหลายในฐานะคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย นั่นรวมไปถึงสิทธิที่จะเซ็นอนุญาตให้แพทย์ทำการรักษาในกรณีที่คู่สมรสไม่สามารถตัดสินใจเองได้ การได้รับสวัสดิการต่างๆ การรับบุตรบุญธรรม ไปจนถึงการจัดการทรัพย์สินและรับมรดก

ภาคประชาสังคมจัดกิจกรรมที่ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่เพื่อฉลองวันแรกที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยมีคู่รักจำนวนหนึ่งมาร่วมจดทะเบียนสมรสในกิจกรรมนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ภารกิจเพื่อสิทธิที่เท่าเทียมของครอบครัวเพศหลากหลายยังไม่สิ้นสุด กฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือชื่อทางการว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 กำหนดว่าให้หน่วยงานของรัฐทำการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิ หน้าที่ และสถานะของคู่สมรส ในกฎหมายลำดับรองๆ ทั้งหลายและนำเสนอผลการทบทวนพร้อมร่างกฎหมายในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้
ด้านภาคประชาสังคมก็ระบุว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องผลักดัน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเพื่อให้คนข้ามเพศสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามในเอกสารราชการได้ หรือการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการันตีสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวสำหรับบุคคลเพศหลากหลาย
อย่างไรก็ตาม หลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศในราชกิจจานุเบกษา กลับยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายรองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเท่าใดนัก นอกจากระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวที่แก้ไขเพื่อปรับการใช้คำจาก ‘ชายและหญิง’ เป็น ‘บุคคล’ จาก ‘สามีภริยา’ เป็น ‘คู่สมรส’ ซึ่งประกาศใช้ก่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เพียงสองวัน
ประชาไทชวนคู่รัก คนทำงานด้านสิทธิมนุษยชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนภาพประเทศไทยหลังผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม และภารกิจต่อไปที่ต้องทำเพื่อเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่เท่าเทียม
จดทะเบียนสมรสได้แล้ว แต่สิทธิก่อตั้งครอบครัวยังไม่สมบูรณ์

นาตาลี (ซ้าย) และเมย์ (ขวา)
เมย์และนาตาลีเป็นคู่รักชาวไทยกับชาวนิวซีแลนด์ ทั้งคู่พบรักกันเมื่อสิบปีก่อน และเมื่อปี 2564 ก็ได้แต่งงานกันที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมรองรับมาตั้งแต่ปี 2556
เมย์เล่าว่าในช่วงแรกที่คบกัน หลังผ่านช่วงรักทางไกลสองปี เธอตัดสินใจย้ายไปนิวซีแลนด์เพื่ออยู่กับคนรัก ในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่อนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสได้ และการจะให้นาตาลีขอวีซ่าทำงานเพื่อย้ายมาอยู่ประเทศไทยมีขั้นตอนที่ยุ่งยากกว่า ดังนั้นการย้ายประเทศจึงเป็นทางเลือกเดียวสำหรับเมย์ โดยปัจจุบันพวกเธอใช้ชีวิตอยู่ที่นิวซีแลนด์เป็นหลัก
ก่อนประเทศไทยจะผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เมย์บอกว่าถึงแม้ว่าเธอและนาตาลีจะเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศนิวซีแลนด์ แต่ในประเทศไทย ไม่มีอะไรเลยที่จะรับรองการสมรสของพวกเธอ ดังนั้นเธอจึงมองว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็น “ก้าวที่ใหญ่มากสำหรับประเทศไทย” และรู้สึกว่าในที่สุดความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ได้รับการรับรองทางกฎหมายในประเทศบ้านเกิดของเธอ
เมย์บอกว่าการได้รับการรับรองทางกฎหมายทำให้เธอรู้สึกว่าสามารถเปิดเผยตัวตนได้มากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้เธอมักไม่ได้เล่าให้คนอื่นฟังเรื่องความสัมพันธ์ การมีกฎหมายรับรองเป็นแรงสนับสนุนให้เธอรู้สึกว่าเป็นตัวเองได้ในประเทศไทย
ส่วนนาตาลีบอกว่าก่อนจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม เธอรู้สึกว่าเธอกับเมย์อยู่ในสถานะ “เกือบจะเหมือนเพื่อน” เมื่ออยู่กับเพื่อนและครอบครัวของเมย์ในไทย เพราะความสัมพันธ์ของพวกเธอไม่ได้รับการรับรอง เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเธอและเมย์สามารถอยู่ด้วยกันได้จริงๆ แล้วเมื่อการสมรสของทั้งคู่ได้รับการรับรองภายใต้กฎหมายของทั้งสองประเทศ
นาตาลียังบอกด้วยว่าในฐานะบุคคลเพศหลากหลาย เธอรู้สึกสบายใจมากกว่าเมื่ออยู่ในประเทศไทย เพราะเธอมองว่าประเทศไทยเปิดกว้างต่อการแสดงออกทางเพศที่หลากหลายมากกว่า เธอระบุว่านิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรไม่มาก และเธอกับเมย์ก็ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ ความเป็นคู่รักเพศเดียวกันจึงทำให้พวกเธอค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่น และถึงแม้ว่ากฎหมายของนิวซีแลนด์จะให้สิทธิและความคุ้มครองกับบุคคลเพศหลากหลายมากกว่า เธอกลับรู้สึกว่าเธอเข้ากันได้กับสังคมไทยมากกว่า
เมย์และนาตาลีฝันว่าอยากจะมีลูกด้วยกัน แต่ถึงแม้ว่าการสมรสของพวกเธอจะได้รับการรับรองโดยกฎหมายไทยแล้ว แต่พวกเธอยังไม่สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์เพื่อมีบุตรอย่างการทำ IVF หรือเด็กหลอดแก้วได้ในประเทศไทย
นาตาลีเล่าว่าก่อนหน้านี้เธอและเมย์เคยเข้าพบแพทย์ที่คลินิกสำหรับผู้มีบุตรยากในเชียงใหม่ แต่ทางคลินิกแจ้งว่าไม่สามารถให้การรักษาพวกเธอได้เนื่องจากผิดกฎหมายไทย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในขณะที่กฎหมายหลายฉบับยังคงรอการแก้ไข สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศก็ยังไม่ได้รับการรับรอง 100%
มุกดาภา ยั่งยืนภราดร เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนขององค์กร Fortify Rights ระบุว่าถึงแม้คู่รักเพศหลากหลายจะสามารถจดทะเบียนสมรสและรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้แล้ว แต่กฎหมายไทยยังไม่อนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์เช่นการทำ IVF (เด็กหลอดแก้ว) หรือการใช้บุคคลตั้งครรภ์แทนเพื่อมีบุตร
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 ซึ่งควบคุมการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อมีบุตร เช่นการทำเด็กหลอดแก้ว การผสมเทียม หรือการใช้บุคคลตั้งครรภ์แทน ยังคงมีเนื้อหาผูกโยงกับความเป็นหญิง-ชายและสถานะสามี-ภรรยา บางมาตรายังกำหนดเงื่อนไขว่าบริการทางการแพทย์เหล่านี้ต้องกระทำต่อ “หญิงที่มีสามีที่ชอบด้วยกฎหมาย” หรือต้องกระทำโดย “สามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย” เท่านั้น หากยังไม่ได้รับการแก้ไข เงื่อนไขเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คู่รักเพศหลากหลายไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้
ภารกิจถัดไป ขยายนิยาม ‘ครอบครัว’

มุกดาภา ยั่งยืนภราดร
ในระหว่างการทำงานในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการจากภาคประชาสังคมมีความพยายามที่จะเพิ่มคำว่า ‘บุพการี’ เข้าไปในร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมเพื่อขยายนิยามของ ‘ครอบครัว’ ให้ครอบคลุมไปถึงคู่รักเพศหลากหลายด้วย แต่ข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไป
มุกดาภามองว่าเมื่อไม่สามารถแก้กฎหมายให้ใช้คำว่า ‘บุพการี’ เพิ่มเติมจากคำว่า ‘บิดาและมารดา’ ได้ก็เท่ากับว่ากฎหมายยังมองไม่เห็นรูปแบบครอบครัวที่หลากหลายกว่าครอบครัวเดี่ยวของคู่รักต่างเพศ ซึ่งจะมีผลต่อมุมมองของสังคมต่อครอบครัวเพศหลากหลาย โดยเธอมองว่าถ้ากฎหมายสามารถเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวที่หลากหลาย น่าจะช่วยลดอคติและการเลือกปฏิบัติต่อครอบครัวเหล่านี้ได้
เจ้าหน้าที่จาก Fortify Rights อธิบายว่า การที่นิยามความเป็นผู้ปกครองที่ยังไม่ได้ขยายไปถึงบุพการีที่เป็นเพศหลากหลายทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการตีความกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของครอบครัวเพศหลากหลาย
เธอยกตัวอย่างคู่หญิงรักหญิงที่ต้องการมีบุตรด้วยการใช้อสุจิบริจาค โดยมีหนึ่งในคู่รักเป็นผู้ตั้งครรภ์ คำถามคือคู่สมรสของผู้ตั้งครรภ์จะมีสิทธิในตัวบุตรแค่ไหน หากกฎหมายยังไม่ได้มองว่าแม่ทั้งสองคนเป็นบุพการีอย่างเท่าเทียมกัน มุกดาภาคาดว่าทางออกสำหรับกรณีแบบนี้อาจจะเป็นการให้คู่สมรสของผู้ตั้งครรภ์เซ็นรับบุตรบุญธรรม แต่นั่นหมายความว่าแม่ทั้งสองคนก็จะมีสิทธิในตัวบุตรไม่เท่าเทียมกัน เนื่องจากสิทธิของผู้รับบุตรบุญธรรมแตกต่างกับสิทธิของบิดามารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มุกดาภาเล่าว่า ระหว่างการทำงานขับเคลื่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมในชั้นกรรมาธิการของสภา ฝ่ายที่คัดค้านการใช้คำว่า ‘บุพการี’ อ้างว่าการใช้คำนี้จะไปลดทอนสิทธิของคู่รักต่างเพศ ซึ่งเธอมองว่าเป็นความเข้าใจผิดว่าครอบครัวเพศหลากหลายจะเข้ามาเบียดขับพื้นที่ของครอบครัวคู่รักต่างเพศ และมีความกลัวบางอย่างที่แสดงออกมาในรูปแบบของคำพูดที่เหมือนกับต้องการปกป้องตัวบทกฎหมายหรือสิทธิของมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร
"ถ้าเราบอกว่ากฎหมายมันศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายคืออะไร ถ้าเกิดว่ามันถูกบังคับใช้อย่างไม่เต็มที่แล้วกลายเป็นว่าไปลดทอนสิทธิของคนอื่นที่จริงๆ แล้วเขาสมควรที่จะได้รับสิทธิแบบเดียวกัน ซึ่งในที่นี้ก็คือสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของคู่รักเพศหลากหลาย" มุกดาภากล่าว โดยเธอระบุว่าข้อสังเกตในรายงานของกรรมาธิการก็มีเขียนไว้ว่ายังมีช่องว่างของกฎหมายที่ต้องแก้ไข ซึ่งรวมไปถึงการนำคำว่า ‘บุพการี’ มาใช้เช่นกัน
ด้านเมย์และนาตาลีเห็นด้วยว่าการแก้กฎหมายให้ใช้คำที่เป็นกลางทางเพศอย่างคำว่า ‘บุพการี’ จะช่วยแก้ปัญหาได้ โดยเมย์มองว่าถ้าหากผู้บริจาคที่ไม่ใช่คู่ชีวิตต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูบุตรจะทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น
ในส่วนของการแก้ไขกฎหมาย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชนระบุว่า ขณะนี้พรรคประชาชนกำลังยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ เพื่อปลดล็อกให้คู่เพศหลากหลายสามารถรับบริการได้ และนอกจากนี้ก็ยังมีร่างของกระทรวงสาธารณสุขที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้นไปก่อนหน้านี้
ธัญวัจน์ระบุว่า เดิม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ อนุญาตให้มีการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้ในกรณีของคู่ชายหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก โดยต้องมีความเห็นจากแพทย์ว่ามีภาวะดังกล่าวจึงรับการรักษาได้ และมีเงื่อนไขต่างๆ ที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ พรรคประชาชนต้องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถมีบุตรได้โดยใช้อสุจิหรือไข่บริจาค เนื่องจากพวกเขาอาจไม่ได้มีภาวะมีบุตรยาก แต่ตั้งครรภ์เองไม่ได้ด้วยเพศวิถี

ธัญวัจน์ กมลวงวัฒน์ (ภาพจากทีมสื่อพรรคก้าวไกล)
อย่างไรก็ตาม สส.พรรคประชาชนระบุว่า มีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องพูดคุยและได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากยังมีความกังวลเรื่องของการค้ามนุษย์ ดังนั้นจึงยังต้องมีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการรับจ้างตั้งครรภ์แทน และเพื่อให้กฎหมายคำนึงถึงหลักประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ เช่นการกำหนดไม่ให้มีการใช้เอเจนซี่อำนวยความสะดวกในการหาผู้ตั้งครรภ์แทนหรือมีการค้ากำไรจากบริการเหล่านี้ การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ตั้งครรภ์แทนต้องเป็นเครือญาติกับคู่สมรสที่ขอให้ตั้งครรภ์แทน หรือการกำหนดสิทธิของเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีในการรับรู้ว่าพันธุกรรมของตัวเองมาจากไหนในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลเมื่อมีปัญหาสุขภาพ นอกจากนี้อาจต้องมีกลไกฐานข้อมูลรองรับเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กที่เกิดจากผู้บริจาคคนเดียวกันจะไม่สมรสกันเองในอนาคต ไปจนถึงฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางเพศต่อเด็กเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีที่ผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ว่าจะเพศใดรับบุตรบุญธรรมเพื่อนำไปล่วงละเมิดทางเพศ
ธัญวัจน์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.เหล่านี้ควรจะต้องกลับมาสู่สภาใน 180 วัน แต่ถึงแม้หน่วยงานจะทำร่างกฎหมายเสร็จแล้ว ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าคณะรัฐมนตรีจะรับรองหรือไม่ นอกจากนี้ธัญวัจน์ยังมีความกังวลว่าจะมีแรงต้านจากหลายด้านเมื่อกฎหมายเข้าสภา และตั้งข้อสังเกตว่าข้อเสนออื่นๆ เกี่ยวกับสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศนอกจากสมรสเท่าเทียมไม่ได้รับการตอบรับจากภาครัฐ
"ตอนที่คุณมีงานไพรด์สวยงาม บอกว่าเราจะผลักดันความเท่าเทียม คือการกระทำมันก็จะพิสูจน์ แต่แค่เห็นว่าเขาไม่ขยับเท่านั้นเอง" สส. พรรคประชาชนกล่าว
ส่วนการรับบุตรบุญธรรม ธัญวัจน์อธิบายว่ากฎหมายบุตรบุญธรรมของประเทศไทยใช้คำว่า ‘บุตรบุญธรรม’ และ ‘ผู้รับบุตรบุญธรรม’ ซึ่งเป็นคำที่เป็นกลางทางเพศมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นคู่เพศหลากหลายที่จดทะเบียนสมรสจึงสามารถรับบุตรบุญธรรมได้บนเงื่อนไขเดียวกับคู่ต่างเพศ
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมยังมีความกังวล ถึงที่ผ่านมากระบวนการจดทะเบียนสมรสหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมบังคับใช้จะราบรื่น แต่ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ในกระบวนการขอรับบุตรบุญธรรม
มุกดาภาอธิบายว่า การตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้คู่สมรสรับบุตรบุญธรรมหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องมีอคติกับเพศหลากหลายก็อาจทำให้คู่รักเพศหลากหลายที่ไปขอรับบุตรบุญธรรมต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติได้ นอกจากนี้สังคมก็มักมีคำถามว่าคู่เพศหลากหลายจะเลี้ยงดูบุตรได้ดีเท่าคู่ต่างเพศไหม แต่เธอมองว่าเมื่อพูดถึงเรื่องความรุนแรงในครอบครัวแล้ว ไม่ว่าคู่เพศไหนก็พบเจอกับปัญหานี้ได้ทั้งนั้น
มุกดาภาเสนอว่า ต้องมีการอบรบเจ้าหน้าที่หรือจัดทำคู่มือการทำงานเพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานกับคู่สมรสเพศหลากหลายจะตัดสินใจโดยปราศจากอคติและไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ
"อันนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเน้นย้ำว่า มีกฎหมายแล้ว แต่เราต้องทำยังไงเพื่อที่จะรับประกันว่ากฎหมายมันสามารถใช้ได้อย่างเท่าเทียมกันจริงๆ โดยที่ไม่มีการเลือกปฏิบัติระหว่างบุคคลเกิดขึ้นด้วยเหตุแห่งเพศ" เจ้าหน้าที่จาก Fortify Rights ระบุ
ฝันถึงอนาคตในไทย และตัวอย่างจากนิวซีแลนด์

คู่รักที่จดทะเบียนในงานสมรสเท่าเทียมของ Bangkok Pride เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาร่วมถ่ายภาพบนเวที
เมย์กำลังอยู่ระหว่างรอทำ IVF ผ่านระบบประกันสุขภาพของรัฐบาลนิวซีแลนด์ ซึ่งหมายความว่าเธอและนาตาลีแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการเลย โดยหลังจากไปพบแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปแล้ว เมย์ก็ได้รับการส่งตัวไปพบแพทย์เฉพาะทางซึ่งส่งตัวเธอต่อไปที่คลินิกสำหรับผู้มีบุตรยากหลังรับการรักษาครบ 1 ปี
ภายใต้กฎหมายของนิวซีแลนด์ สิทธิของคู่เพศหลากหลายและคู่ต่างเพศแทบไม่ต่างกัน นาตาลีอธิบายว่าเมื่อมีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับนิยามการสมรส สิทธิของคู่เพศหลากหลายก็ได้รับการรับรองตามกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเป็นการรับบุตรบุญธรรม การเป็นบ้านอุปถัมป์เด็กที่ถูกทำร้ายหรือ foster parents และการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ อาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างเนื่องจากกฎหมายบางฉบับยังคงล้าหลัง เช่นกฎหมายเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนที่ยังไม่อนุญาตให้คู่ชายรักชายมีบุตรด้วยการใช้ผู้ตั้งครรภ์แทน
ด้านเมย์เล่าว่า บุคลากรทางการแพทย์ในนิวซีแลนด์ไม่เคยปฏิบัติกับเธอและนาตาลีต่างจากที่ปฏิบัติกับคู่รักต่างเพศ นอกจากนี้ตามกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของนิวซีแลนด์ เมย์และนาตาลีจะมีสิทธิตามกฎหมายในฐานะบุพการีของบุตรทุกประการ โดยผู้บริจาคจะไม่สามารถอ้างสิทธิในตัวบุตรได้ และบนใบสูติบัตรของบุตรจะมีเพียงชื่อของเมย์และนาตาลีเท่านั้น
“พวกเขามองว่าเราคือคู่รักที่ต้องการความช่วยเหลือบางอย่าง และพวกเขาก็มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาสุขภาพธรรมดา พวกเขาไม่ได้มองว่าปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะเราเป็นคู่รักเพศเดียวกัน พวกเขาไม่เคยคิดแบบนั้นและไม่เคยปฏิบัติกับเราแบบนั้น” เมย์กล่าว
สำหรับเมย์และนาตาลี การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้พวกเธอเริ่มคิดถึงการย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทยหลังมีลูก ถึงแม้ว่าจะเคยคิดเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้ แต่การมีสมรสเท่าเทียมทำให้พวกเธอมีทางเลือกมากขึ้น ในฐานะคู่สมรสของเมย์ที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายไทย นาตาลีหวังว่าเธอจะสามารถอยู่ในประเทศไทยได้ด้วยวีซ่าสำหรับผู้พำนักชั่วคราวประเภท Non-immigrant “O” จากเดิมที่เธอมีทางเลือกเดียวคือการขอวีซ่าทำงาน
“ฉันหวังมาตลอดว่าจะสามารถกลับมาอยู่ที่ไทยได้ เพราะฉันรักประเทศไทย” เมย์กล่าว “เหตุผลเดียวที่ทำให้เราทำแบบนั้นไม่ได้คือการไม่มีกฎหมาย แต่ตอนนี้กฎหมายผ่านแล้ว เราจึงวางแผนว่าจะย้ายกลับมาอยู่ที่ไทย”
เมย์และนาตาลีไม่มีความกังวลเกี่ยวกับการพาลูกมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย นอกจากเรื่องการขอหนังสือเดินทางประเทศไทยให้ลูก โดยพวกเธอไม่แน่ใจว่าทางการไทยจะทำอย่างไรเนื่องจากใบสูติบัตรของลูกจะมีชื่อแม่ทั้งสองคน แต่เมย์คิดว่าเธอน่าจะสามารถดำเนินการได้เนื่องจากเธอยังถือสัญชาติไทย
“ฉันคิดว่าเราเป็นครอบครัวปกติทั่วไป และทุกอย่างก็ปกติ” นาตาลีกล่าว เธอเล่าว่าเธอเคยคุยกับครอบครัวเพศหลากหลายในนิวซีแลนด์เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อลูกๆ ของคู่รักเพศหลากหลายเข้าโรงเรียน โดยพวกเขาบอกเธอว่าเด็กๆ ในโรงเรียนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับลูกๆ ของพวกเธอ เธอจึงคิดว่าในประเทศไทยน่าจะไม่ต่างกันและหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี
เมย์และนาตาลีหวังว่าอนาคตจะดีขึ้นสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย เมย์กล่าวว่าถึงแม้ว่าในอนาคตจะยังมีความท้าทายอีกหลายประการ แต่ประเทศไทยได้ผ่านก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่มาแล้ว และจากนี้ไปก็มีแต่จะต้องหาทางทำให้ทุกอย่างดีขึ้นไปอีก เธออยากให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นบุคคลเพศหลากหลายเป็นตัวของตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของตัวเอง
ส่วนนาตาลีบอกว่า เธอคิดว่าคนรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย “สุดยอดมาก” และเธอหวังว่าพวกเขาจะต่อยอดจากการต่อสู้ของคนรุ่นก่อนเพื่อพาประเทศไทยไปข้างหน้า เธอบอกว่าเธอและเมย์อยากขอบคุณนักกิจกรรมในไทยที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของบุคคลเพศหลากหลายและชื่นชมทุกคนที่ทำงานเพื่อสิทธิที่เท่าเทียม เพราะพวกเธอมาอยู่ตรงนี้ได้เพราะการทำงานของคนรุ่นก่อนหน้านี้
“ฉันหวังว่าเพดานของฉันจะกลายเป็นพื้นของพวกเขา (คนรุ่นใหม่)” นาตาลีกล่าว “ไม่ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน ฉันหวังว่าพวกเขาจะเริ่มต้นตรงนั้นและก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม”
