ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นจะยังไม่มีกฎหมายรับรองการแต่งงานระหว่างคนรักชาว LGBTQ+ แต่ก็มี "ระบบคู่ชีวิต" ในอย่างน้อย 540 เขตพื้นที่ ถึงแม้ว่าระบบนี้จะยังไม่เทียบเท่าสมรสเท่าเทียม แต่ก็เป็นระบบที่ให้สิทธิคู่รักหลากหลายทางเพศในระดับหนึ่ง และได้มีส่วนต่อพัฒนาการด้านนี้ ทำให้ประเด็นความหลากหลายทางเพศในญี่ปุ่นคืบหน้าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

ภาพจาก: Emily Boon/Tokyo Review
ย้อนไปเมื่อราว 10 ปีที่แล้ว เขตพื้นที่ชิบุยะและเซตากายะได้ออกระบบที่เรียกว่า "ระบบคู่ชีวิต" ซึ่งเป็นการรับรองให้คู่รัก LGBTQ+ สามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ และในปีต่อๆ มา นโยบายแบบนี้ก็เริ่มแพร่กระจายไปสู่เขตพื้นที่อื่นๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าระบบการจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ทำให้ความสัมพันธ์แบบ LGBTQ+ ถูกมองเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ในญี่ปุ่น จนมีความเป็นไปได้ว่าญี่ปุ่นกำลังเข้าใกล้การพิจารณาให้คู่รัก LGBTQ+ สามารถจดทะเบียนสมรสได้ และจะนำไปสู่กฎหมาย 'สมรสเท่าเทียม' ในที่สุด
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2015 สองเขตพื้นที่ที่อยู่ในกรุงโตเกียว ต่างก็ได้ยื่นใบรับรองการยอมรับสถานะคู่ชีวิตให้กับคู่รักเพศเดียวกันที่ยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เนื่องจากญี่ปุ่นยังไม่มีกฎหมายรับรองตรงนี้ และในปีถัดมาก็มีการรับรองสถานะคู่ชีวิตในเขตเทศบาลอื่นๆ อีก 3 แห่ง เมื่อถึงปี 2019 ก็เริ่มมีเขตพื้นที่อย่างน้อย 21 แห่งในญี่ปุ่นที่รับรองการจดทะเบียนคู่ชีวิต และหนึ่งในนั้นคือจังหวัดอิบารากิ ซึ่งถือเป็นการขยายออกไปที่อื่นนอกเหนือจากจังหวัดโตเกียว
จนกระทั่งช่วงปลายปี 2568 ญี่ปุ่นก็มีระบบการจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับคู่รัก LGBTQ+ ในเขตพื้นที่รวมแล้วอย่างน้อย 541 แห่ง นับเป็นประมาณร้อยละ 30 ของเขตพื้นที่ทั้งหมดในญี่ปุ่น แต่ถ้าพูดถึงในแง่ประชากรแล้ว เขตพื้นที่ที่อนุญาติให้จดทะเบียนคู่ชีวิตเหล่านี้นับเป็นเขตพื้นที่ที่มีประชากรญี่ปุ่นรวมแล้วร้อยละ 93 ของประชากรทั้งหมด และทำให้ในทุกจังหวัด 47 จังหวัดของญี่ปุ่นจะมีอย่างน้อย 1 เขตพื้นที่ที่มีระบบคู่ชีวิต และมีอยู่ 33 จังหวัดที่มีการรับรองในเรื่องนี้อย่าง "ครอบคลุม" ทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพราะหน่วยงานปกครองส่วนจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้เสนอระบบนี้เอง อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกๆ เขตพื้นที่มีการให้การรับรองในเรื่องนี้หมด
ส่วนใหญ่แล้วระบบการจดทะเบียนคู่ชีวิตในญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ทำได้ถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งระบุตัวตนว่าเป็นบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ แต่ก็มีบางพื้นที่ที่ไม่ได้แบ่งแยกว่าจะเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่ ทำให้ชายรักหญิง หรือหญิงรักชาย ที่ไม่ได้แต่งงานกันก็สามารถยื่นขอจดทะเบียนคู่ชีวิตได้
ระบบคู่ชีวิตในญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะของการรับรองความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก LGBTQ+ ในบางส่วน ช่วยให้เกิดการลดภาระที่คู่รัก LGBTQ+ ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้พวกเขาเข้าถึงบริการของรัฐบาลส่วนท้องถิ่นได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงที่พักอาศัยหรือโรงพยาบาล โดยการยอมรับว่าคู่รักของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในแบบเดียวกับคู่แต่งงาน ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการธุรกรรมต่างๆ ได้แบบเดียวกับคู่แต่งงานหรือครอบครัว
แต่ถึงแม้ว่าจะมีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนยอมรับในแบบเดียวกันด้วยแต่ก็ไม่มีการกำหนดให้เอกชนต้องทำตาม เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาซึ่งเคยเกิดขึ้นที่ชิบุยะ เมื่อมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกีดกันเลือกปฏิบัติต่อคู่รัก LGBTQ+ และได้ทำให้คู่รักคู้นี้อับอายด้วยการนำชื่อของพวกเขามาประจาน
มีตัวอย่างของเมืองอาคาชิที่เป็นเมืองแรกในญี่ปุ่นที่นำนโยบาย "ระบบครอบครัว" สำหรับคู่รัก LGBTQ+ มาใช้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ มกราคม 2021 เป็นต้นมา โดยที่ระบบนี้จะให้การยอมรับเด็กที่อาศัยอยู่กับคู่รักว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวพวกเขา ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองชาว LGBTQ+ สามารถไปรับลูกจากที่โรงเรียนได้ สามารถไปร่วมการประชุมผู้ปกครองได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นพ่อแม่ตามระบบทะเบียนครอบครัวของญี่ปุ่นก็ตาม นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ก็ได้นำระบบครอบครัวมาใช้เสริมไปกับระบบคู่ชีวิตแบบเดียวกับที่เมืองอาคาชิทำ
การพัฒนาไปสู่สมรสเท่าเทียม
ในแง่หนึ่งระบบคู่ชีวิตที่มาจากส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่นนี้อาจจะยังไม่ได้ให้สิทธิความหลากหลายทางเพศครอบคลุมมากพอ เพราะไม่ได้ให้สิทธิทางกฎหมายในหลายๆ ด้าน เช่นสิทธิในการสืบทอดมรดก เคยมีกรณีที่คู่รักรายหนึ่งถูกบังคับให้ต้องออกจากบ้านที่อยู่กินมาด้วยกันหลายปีเพราะเขาไม่มีสิทธิตามกฎหมายในการสืบทอดมรดกที่อยู่อาศัย นี่คือตัวอย่างที่ทำให้คู่รัก LGBTQ+ มีความเสียเปรียบอย่างมากในการใช้ชีวิต
ในอีกแง่หนึ่ง การที่ญี่ปุ่นเริ่มใช้ระบบจดทะเบียนคู่ชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม ส่งผลต่อการขับเคลื่อนไปสู่ระบบสมรสเท่าเทียมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีข้อสังเกตว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเด็นสมรสเท่าเทียมที่เคยเป็นประเด็นนอกสายตา เริ่มจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญมากขึ้นในญี่ปุ่น
ข้อสังเกตที่ว่าชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเรื่องสมรสเท่าเทียมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากผลโพลที่จัดทำเมื่อช่วงก่อนปี 2015 เทียบกับช่วงหลังปี 2015 พบว่า ผลโพลช่วงก่อนปี 2015 ยังคงมีกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการที่คู่รัก LGBTQ+ จะแต่งงานกัน แต่ผลโพลหลังปี 2015 เป็นต้นมาก็ได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านการแต่งงานระหว่างคนรักเพศเดียวกันนั้นมีน้อยลง แต่มีผู้เห็นด้วยมากขึ้น เช่น ผลสำรวจจากศูนย์วิจัยพิวเมื่อปี 2023 ระบุว่ามีกลุ่มตัวอย่างชาวญี่ปุ่นร้อยละ 68 เห็นด้วยกับการแต่งงานของคู่รัก LGBTQ+
นอกจากนี้ศาลญี่ปุ่นยังมีการตัดสินคดีในเชิงที่ยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักหลากหลายทางเพศว่าเทียบเท่ากับคู่รักชายหญิงมากขึ้น เช่นในปี 2021 ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นเคยตัดสินให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้รับเงินค่าชดเชยหลังจากที่คู่รักหญิงของเธอนอกใจ ซึ่งเป็นคำตัดสินแบบเดียวที่ใช้กับคู่รักชายหญิงที่นอกใจจากการสมรส
อีกกรณีหนึ่งในปี 2024 ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นก็ได้ตัดสินให้ชายคนหนึ่งมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากการสูญเสียบุคคลที่รักจากการตาย หลังจากที่คู่รักของเขาซึ่งเป็นชายได้เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม โดยที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะของของจังหวัดไอจิเคยปฏิเสธไม่ให้เขาได้รับเงินช่วยเหลือมาก่อน
หลังจากที่มีคำตัดสินเหล่านี้ เมื่อเดือน มกราคม 2025 รัฐบาลญี่ปุ่นก็เริ่มกำหนดให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิเท่าเทียมตามกฎหมาย 24 ฉบับ และในเดือน กันยายน 2025 ก็มีการขยายเป็น 33 ฉบับ แต่คู้รักเพศเดียวกันก็ยังคงไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักชายหญิง เพราะยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ไม่ครอบคลุมพวกเขา
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ได้สะท้อนว่าสังคมญี่ปุ่นมีความใส่ใจในประเด็นความหลากหลายทางเพศมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ยุค 2010s มีภาวะ "LGBT Boom" หรือภาวะที่เรื่องของผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นที่สนใจมากขึ้นและมีตัวตนของชาว LGBTQ+ ปรากฏในหน้าสื่อมากขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งก็ถูกมองว่ามาจากการรับรองสภานะคู่ชีวิตในช่วงปี 2015 เป็นต้นมา ที่ทำให้พรรครัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่ทรงอำนาจในญี่ปุ่นอย่างพรรค LDP หันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าทางพรรคจะต่อต้านการรับรองสิทธิชาว LGBTQ+ มาโดยตลอดก็ตาม
เรียบเรียงจาก
A decade of LGBT partnership systems in Japan, Tokyo Review, 5-11-2025
