การเมืองสะอาด สันติภาพยั่งยืน ความหวังจากคนรุ่นใหม่ เก็บประเด็นเวทีเสวนา "กระบวนทัศน์ทางการเมืองชายแดนใต้" เผยแนวคิดทางการเมืองและการพัฒนาชายแดนใต้เปลี่ยนมาแล้ว 2 ครั้ง เริ่มจากการถูกแช่แข็งสู่ความรุนแรงและความเจริญทางวัตถุ จากความขัดแย้งสู่การพูดคุยสันติภาพ พลังของภาคประชาสังคม เยาวชนปาตานี และพลวัตรการเปลี่ยนแปลงที่มาจากฐานราก กระบวนทัศน์ใหม่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ทางการเมืองของคนรุ่นใหม่
6 มี.ค. 2568 เก็บประเด็นจากเวทีเสวนา "กระบวนทัศน์ทางการเมืองชายแดนใต้" วันที่ 25 ก.พ. 2568 เวลา 14.00-16.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี วิทยากรโดย ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อานัส พงค์ประเสริฐ ชารีฟุดดีน สารีมิง จัดโดย Pattani Bangkit
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางการเมืองและการพัฒนาของจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือเหตุการณ์ไม่สงบปี 2547 และกระบวนการพูดคุยสันติภาพปี 2556 ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงกายภาพและกระบวนการ และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงด้วย
คำว่า กระบวนทัศน์ ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายว่า มาจากภาษาอังกฤษคือ Paradigm เป็นกรอบการคิดกรอบใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคน เป็นกรอบความคิดที่สำคัญในเชิงทฤษฎีที่ควบคุมให้คนต้องคิดอย่างนี้ มีกระบวนทัศน์ใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อมีความก้าวหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น ปัตตานีหรือปาตานีถูกละทิ้งมาจากรัฐเป็นเวลายาวนานทั้งที่เคยเป็นดินแดนรุ่งเรืองในอดีต หมายความว่า 100 ปีที่ผ่านมาที่ปาตานีเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยยุคใหม่ ก็ไม่ได้มีการทุ่มเทการพัฒนามากมาย ทำให้มีการพัฒนาที่ช้ามาก

เสวนา "กระบวนทัศน์ทางการเมืองชายแดนใต้"
กระบวนทัศน์เปลี่ยนจากเหตุรุนแรง
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ยกตัวอย่างผ่านประสบการณ์ของตนเองตั้งแต่เริ่มทำงานที่ จ.ปัตตานีเมื่อ 30 ปีที่แล้วว่า ปัตตานีเป็นดินแดนสงบ น่าอยู่ แม้ห่างไกลความเจริญ จากนั้นตนไปเรียนต่อต่างประเทศ 6 ปีแล้วกลับมาในปี 2540 ก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะปัตตานีไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ชายแดนใต้เจริญช้ามาก ต่างจากภาคอื่นที่เปลี่ยนแปลงเร็ว แสดงว่าพื้นที่นี้ถูกแช่แข็ง
“ตอนนั้นนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี 90% เป็นคนนอกพื้นที่ มีคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ประมาณ 10% แต่เมื่อเกิดเหตุไม่สงบปี 2547 คนที่อื่นไม่มาเรียนที่นี่เพราะกลัว จนเกิดความกังวลว่า ม.อ.ปัตตานีจะไม่มีคนมาเรียนแล้ว แต่ที่ไหนได้ กลับมีคนมาเรียนเยอะกว่าเดิม แต่เป็นเด็กมลายูมุสลิมในพื้นที่ 80-90% ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปหมด ทั้งวัฒนธรรมของนักศึกษา วิถีชีวิต อาหารการกิน การสอนภาษา”
“กรอบคิดหรือกระบวนทัศน์การเรียนการสอนก็เปลี่ยนไปเร็วมาก ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าจะไม่ดีแต่ผมกลับมองว่าถูกแล้ว เพราะตรงกับสัดส่วนของคนที่นี่ 80-90% เป็นคนมลายู จำนวนนักศึกษาก็ควรมีสัดส่วนเดียวกัน” ดังนั้นหลังปี 2547 โอกาสจึงเปิดให้คนในพื้นที่มากขึ้น แม้คนวิจารณ์ว่าคุณภาพการศึกษาจะลดลง แต่ผมดูแล้วไม่ต่างกัน อาจจะต่างนิดหน่อยแต่ไม่มีนัยสำคัญ
งบ 5 แสนล้าน เปลี่ยนอะไรบ้าง
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เปลี่ยนคือ งบประมาณแผ่นดินที่ลงมาในพื้นที่เยอะมาก ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท งบส่วนหนึ่งลงมาทำโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ทำให้เกิดความเจริญขึ้นมาเยอะมากในช่วง 10 ปี เป็นความเจริญทางด้านวัตถุ รวมทั้ง ม.อ.ปัตตานีด้วยที่มีตึกใหม่ๆ เกิดขึ้น
“ผมเคยแซวเล่นกับนักศึกษาว่า พวกคุณต้องขอบคุณบีอาร์เอ็น เพราะถ้าไม่มีพวกเขา ตึกเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ได้มาเพราะมีการต่อสู้ รัฐถึงยอมรับควักกระเป๋ามาพัฒนา”
กระบวนทัศน์การเมืองเรื่องสันติภาพ
ผศ.ดร.ศรีสมภพ อธิบายว่า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อมาเกิดขึ้นในปี 2556 จากการพูดคุยสันติภาพครั้งแรกที่ทำให้เห็นตัวแสดง คือการปรากฏตัวของขบวนการบีอาร์เอ็นที่รัฐบาลไทยไปพูดคุยด้วย เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ของการแก้ปัญหา คือโอกาสในการสร้างสันติภาพและการแก้ปัญหาด้วยแนวทางสันติมันเกิดขึ้นแล้ว
ประกอบกับในช่วงปี 2554 - 2556 ขบวนการภาคประชาสังคมเติบโตขึ้นเยอะมาก มีกลุ่มต่างๆเกิดขึ้นเต็มไปหมดเหมือนเห็ดในหน้าฝน นี่คือกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไป คือ มีการคาดหวังต่อกระบวนการสันติภาพ ความร่วมมือ และการสร้างอนาคตชายแดนใต้ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
นอกจากนี้ เศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็งขึ้นจากคนในพื้นที่เอง ยิ่งทำให้คนรุ่นใหม่เติบโตเบ่งบานมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้กระบวนทัศน์ทางการเมืองในพื้นที่เปลี่ยนไปอีก โดยการมองท้องถิ่นและอัตลักษณ์ผสมกับความสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ นี่คือกระบวนทัศน์ที่เกิดขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา
พลังเยาวชน-ประชาสังคมและนักการเมืองรุ่นใหม่
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ขยายความให้ชัดขึ้นว่า ในช่วง 30 ปีที่อยู่ปัตตานี เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทำให้มีความหวังกับคนรุ่นหลังๆ อายุ 30-40 ปีที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างที่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดภาพนี้ เพราะช่วงเหตุการณ์ใหม่ๆ ปี 2547 ทุกคนกลัวจึงไม่กล้าแสดงออก ตอนนั้นผมเก็บข้อมูลสถิติอยู่ก็ได้ให้ข้อมูลและให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ ถ้าเราไม่พูดก็จะไม่มีใครพูด
พอปี 2556 ที่เกิดกลุ่มต่างๆ มากมาย เริ่มเห็นภาคประชาสังคมออกมาแสดงบทบาทมากขึ้น รวมถึงการแสดงความคิดเห็นและการวิเคราะห์ต่างๆ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ตัวคนในฐานะตัวแสดงใหม่ๆ ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้น
ในด้านเศรษฐกิจก็เติบโตและเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร การท่องเที่ยวหรือวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่
พลวัตรการเปลี่ยนแปลงที่มาจากฐานราก
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า บรรยากาศเหล่านี้เป็นสิ่งใหม่ที่ทำให้เห็นว่า พลังหรือศักยภาพของพื้นที่มีสูงมาก เพราะคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น ทำให้ผมเห็นว่าชายแดนใต้มีอนาคตและเข้มแข็งพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งผมเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ
เพราะฉะนั้น ความหวังในทางการเมืองที่จะนำมาสู่การสร้างนักการเมืองรุ่นใหม่ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้น นี่คือพลวัตรการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจที่มาจากเบื้องล่าง จากฐานรากของสังคมแล้วส่งผลกระทบไปได้ไกลและลึก
กระบวนทัศน์ใหม่กำลังจะเกิดขึ้นจากคนรุ่นใหม่
ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ตัวบุคคลใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในทางสังคม จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ เพราะคนรุ่นใหม่ที่มีความใฝ่ฝันได้เติบโตขึ้นมาแล้วแตกตัวไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากไว้ คือการสร้างกลไกและเครือข่ายที่มีความเข้มแข็ง การขยายตัวและการพัฒนาตัวเองมันสำคัญมาก
ความเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะเห็นภาพชัดขึ้นอีกครั้งในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2570 ถ้ากระแสในพื้นที่เป็นอย่างนี้เราจะเห็นอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้น จะมีการเติบโตแล้วขยับขยาย จะมีการเคลื่อนไหวอย่างเข้มแข็ง จะมีการสื่อสารและการเชื่อมเครือข่ายที่เบ่งบานออก
การเลือกตั้งปี 2570 น่าจะเห็นคนใหม่ๆ เข้ามา การเมืองจะเข้มข้นด้วยบทบาทของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นตัวหลักที่นำสังคมต่อไป ซึ่งผมเห็นด้วยกับคำขวัญหนึ่งของการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวคือ “เวลาเป็นของเรา” เพราะคนรุ่นเก่าก็จะร่วงโรยไปเรื่อยๆ
การเมืองในพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ : อานัส พงค์ประเสริฐ กลุ่ม The looker
ในมุมองของอานัส พงค์ประเสริฐ จากกลุ่ม The looker มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งทำให้มีความพยายามสร้างพื้นที่พูดคุยและการเปิดประเด็นทางการเมือง ประกอบกับการเมืองส่วนกลางที่คนรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น เช่น พรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคเพื่อไทยในรุ่นผมที่สร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาในช่วงนั้น ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มสนใจการเมือง และประชาธิปไตย
“ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ตื่นตัวกับการเมืองมากขึ้น แม้แต่คนที่ยังไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ยังสนใจ อาจเป็นกระแสส่วนกลางที่ทำให้เขาต้องพูดเรื่องการเมือง ไม่งั้นตกเทรน ยิ่งในยุค คสช, การวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียนทางการเมืองของเยาวชนก็มีความกล้าหาญมากขึ้น”
ภาคประชาสังคมในพื้นที่ขัดแย้งก็พยายามเปิดพื้นที่พูดคุยหรือถกเถียงเรื่องการเมือง และพยายามผลักดันเชิงนโยบายด้วย บรรยากาศแบบนี้หาที่อื่นไม่ได้ นอกจากในพื้นที่ขัดแย้งที่มีความพยายามดิ้นรนที่จะกำหนดทิศทางการเมืองในพื้นที่
บรรยากาศการเมืองระดับชาติในช่วงเลือกตั้ง คนจะสนใจนโยบายจากส่วนกลาง แล้วพยายามตั้งคำถามว่ามีผลอะไรต่อพื้นที่บ้าง หรือจะเกิดประโยชน์อะไรบ้าง ส่วนล่าสุดในการเมืองระดับท้องถิ่น คือการเลือกตั้ง อบจ, ซึ่งก่อนเลือกตั้งยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นแบบไหน
“แอบคิดว่าก่อนทำรายการ Politik Move คนจะสนใจมากเหมือนการเมืองส่วนกลางไหม แต่สถานการณ์กลับพลิกอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เรารู้สึกว่าการตื่นตัวในการเมืองท้องถิ่นมีมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้เกิดการยกระดับการเมืองในระดับท้องถิ่นในอนาคตด้วย โดยผู้สมัครพยายามที่จะนำเสนอตัวเองให้สังคมหรือคนรุ่นใหม่ยอมรับ”
พลวัตเยาวชนในพื้นที่ความขัดแย้ง
อานัสบอกว่า ตนเองไม่สามารถสรุปได้ว่าเยาวชนจะเอายังไงกับการเมือง แต่ถ้าดูพลวัตของเยาวชนในพื้นที่ความขัดแย้ง รวมถึงคนทั่วไปด้วย ต่างก็พยายามดิ้นรนลุกขึ้นมาด้วยลำแข้งของตัวเองมาตลอด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรืออะไรก็ตาม
ในมิติเศรษฐกิจ เยาวชนในพื้นที่พยายามลุกขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ อย่างเช่น ร้านกาแฟซึ่งเป็น Community (ชุมชน) ที่ใหญ่มาก กลายเป็นหมุดหมายหนึ่งที่คนต่างถิ่นจะมาเสพบรรยากาศร้านกาแฟในพื้นที่
ธุรกิจเสื้อผ้ามือสองในพื้นที่ก็เป็น Community ใหญ่ ในแพลตฟอร์มออนไลน์ของคนใน 3 จังหวัดก็ใหญ่มาก แต่เหล่านี้ไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐหรือแม้แต่จากท้องถิ่นเอง
การท่องเที่ยวภาพใหญ่ใน 3 จังหวัด คนที่กระตุ้นการท่องเที่ยวจนคนมาเลเซียเข้ามาเยอะ คือ Influencer หรือ Youtuber ทั้งหลาย ไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เลย ถ้าเกี่ยวก็น้อยมากเพราะงบประมาณที่ลงมาเป็นฟอร์มเดิมๆทุกปี
“นี่แหละศักยภาพในพื้นที่มันเยอะมากๆ จนผมตกใจ แต่สิ่งนี้ไม่ถูกนับเข้าสู่ระบบ และผมก็ไม่เชื่อว่าที่นี่ยากจนที่สุด เพราะธุรกิจบางตัวไม่ถูกคำนวณเข้าระบบด้วย เช่น ธุรกิจเสื้อผ้าที่วัยรุ่นโพสต์ขายได้วันละ 1,000 บาท บางวันเป็นหมื่น ธุรกิจเหล่านี้มันก็หมุนอยู่ในพื้นที่”
นี่คือจุดแข็งที่การเมืองต้องสนใจ
อานัส กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้ยึดโยงกับการเมืองอย่างไร การเมืองท้องถิ่นจะหนุนเสริมอย่างไร เป็นโจทยี่ต้องขับเคลื่อนต่อไป นักการเมืองที่ออกแบบนโยบายอาจต้องยึดโยงกับสิ่งเหล่านี้ เพราะนี่เป็นโอกาส อย่างน้อยที่สุดเราต้องการการเมืองดีเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดี แต่น้อยคนที่จะจับเรื่องนี้ทั้งที่มันสำคัญ เมื่อไหร่ที่นักการเมือง จะเป็น อบจ. อบต. หรือเทศบาล ยึดโยงกับกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือนักธุรกิจในพื้นที่มันจะทำให้เกิดความน่าสนใจในการเมืองระดับพื้นที่มากขึ้น
“การเมืองในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพราะนี่คือจุดแข็งจริงๆ ที่เราจะรับไม้ต่อในเรื่องการกระจายอำนาจที่จะมามากขึ้น”
แต่น่าเศร้าที่ นักการเมืองส่วนใหญ่จะมองเรื่องสนามฟุตบอล หรืออะไรที่ดึงมวลชนได้ แต่ถ้าพลิกได้ก็จะได้มวลชนที่ใหญ่กว่าสนามฟุตบอลมาก ถ้าสับสวิตช์ได้ บรรยากาศทางการเมืองและความหวังของคนที่จะเลือกการเมืองที่ไม่ใช่การเมืองแบบเก่าอาจจะมากขึ้น
ร่องรอยการเมืองแบบใหม่เริ่มเห็นชัดมาก
อานัส บอกว่า เยาวชนที่รวมกลุ่มเป็น Community ที่เข้มแข็งยังมีน้อย ยังไม่เห็น Community ที่เข้มแข็งพอจะส่งคนของตัวเองลงเลือกตั้งหรือหนุนเสริมการเมืองที่ตัวเองต้องการ สันนิษฐานว่าอายังห่างไกลกับการเมือง และที่ผ่านมาก็ไม่มีความหวังกับการเมืองด้วย
“ไม่แน่ว่าคะแนน 4 หมื่นกว่าคะแนนในปัตตานีที่ไม่เลือกใคร(ในการเลือกตั้ง อบจ.) อาจเป็นของกลุ่มคนเหล่านี้ก็ได้”
แต่ถ้า Community ใหญ่ขึ้นและเข้มแข็งขึ้น ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ส่งคนของตัวเองไปสมัครเลือกตั้งก็เป็นไปได้ในอนาคต แต่ต้องรองรับการเมืองแบบใหม่ด้วย มิฉะนั้น มันก็จะกลับไปสู่การเมืองแบบเก่าเดิมๆ ที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิด
ตอนนี้มีทิศทางที่ดีมาก ผมรู้สึกมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยๆเปลี่ยน เพราะมีร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดมาก ผมรอการเมืองแบบนี้มานานแล้ว และคนเริ่มรู้สึกว่าตอนนี้ใช้เงินจำนวนมากก็ไม่ได้การันตีชัยชนะ
การเมืองสะอาด สันติภาพยั่งยืน : ชารีฟุดดีน สารีมิง
สำหรับนักการเมืองรุนใหม่ อย่างนายชารีฟุดดีน สารีมิง ผู้กล้าหาญชาญชัยลงสมัคร นายก อบจ.ปัตตานีครั้งล่าสุดในนามทีมปลุกพลังปัตตานี - Pattani Bangkit โดยประกาศชัดเจนถึงความพยายามสร้างการเมืองแบบใหม่ที่ไม่ใช้เงินซื้อเสียง มีมุมมองต่อกระบวนทัศน์ใหม่อย่างไร
ชารีฟุดดีน เล่าว่า ตัวเองไปอยู่ในแวดวงการเมือง ได้คลุกอยู่ในพื้นที่มาตลอด ได้สัมผัสคนและกลุ่มคนที่หลากหลาย และด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในชายแดนใต้ คิดว่าต้องมีกรอบคิดหรือกระบวนทัศน์ใหม่ที่สามารถเปลี่ยนหรือสร้างบางอย่างให้การเมืองหรือสังคมปาตานีในรูปแบบที่ควรจะเป็น
อย่างน้อยเราก็มีกระบวนทัศน์ส่วนตัวในวันที่จะลงสู่สนามเลือกตั้งโดยที่เราไม่มีอะไรเลยมันก็เป็นไปได้ เราพยายามนำเสนอรอบคิดหรือกระบวนทัศน์ใหม่ในทางการเมืองให้คนพื้นที่
ทุกวันนี้การเมืองระดับไหนก็แล้วแต่ ต้องเป็นการเมืองสะอาดสำหรับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะในบริบทสังคมที่อยู่ในครรลองคุณธรรมจริยธรรม มีองคาพยพหรือบุคคลที่ดำรงคุณธรรมจริยธรรมหลากหลายและมากมาย เพราะฉะนั้นในการตอบโจทย์ สันติภาพยั่งยืน การเมืองก็ต้องสะอาดด้วย นั่นคือ การเมืองสะอาด สันติภาพยั่งยืน
กรอบคิดใหม่ โครงสร้างการเมืองแบบใหม่
ชารีฟุดดีน กล่าวว่า ผมเคยสมัคร ส.ส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ (พรรคภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์) เพื่อพยายามทำงานความคิดให้เขาได้รู้จักพื้นที่ ได้เห็นกลไกสำคัญๆ ในการขับเคลื่อนการเมืองในพื้นที่มีแบบไหนบ้าง
กระบวนทัศน์ใหม่ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้ เราจะให้ปัตตานีหรือปาตานีเป็นพื้นที่พัฒนาแล้วในประเทศกำลังพัฒนาจะมีกี่กลไกไหนบ้าง ในการเมืองระดับชาติมีฝ่ายนิติบัญญัติ ส่วนการสร้างความรุ่งเรืองระดับท้องถิ่น เช่น อบจ.จะมีบทบาทสำคัญมากภายใต้รัฐธรรมนูญไทย
เราเป็นพื้นที่ชายแดนและชายขอบที่มีปัญหาต่างๆ มาก จะมีจุดไหนบ้างที่เราสามารถนำศักยภาพและพลังจากพื้นที่มาพัฒนา โจทย์คือ เราต้องวางโครงสร้างทางการเมืองในกรอบคิดใหม่ๆ กับคนในพื้นที่ โดยควรมีสถาบันที่จะหาทางออกจากปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการศึกษา ปัญหายาเสพติด เพราะกระบวนทัศน์ที่มีอยู่วันนี้เพียงพอหรือยังที่จะตอบโจทย์สังคม ในอีก 10 ปีข้างหน้าเราพร้อมที่จะเป็นพื้นที่พัฒนาแล้วในประเทศกำลังพัฒนาเป็นไปได้ไหม
หลายคนได้ตอกย้ำความภาคภูมิใจของพื้นที่มาตลอดว่า เรามีศักยภาพ เราเป็นคนเก่ง เราสามารถเชื่อมโลกได้ แล้วตรงไหนคือพื้นที่ทำงาน ถ้าไม่ทำในพื้นที่ทางการเมือง โดยเฉพาะท้องถิ่น ไม่ว่า อบต, เทศบาลหรือ อบจ. มาทำงานร่วมกัน มาพัฒนาในเชิงกระบวนทัศน์ใหม่ร่วมกัน ผมว่ามันท้าทายแต่สามารถทำให้เห็นได้จริง
ส่วนทำอย่างไร แบบไหนที่สังคมต้องการก็ต้องอาศัยองค์ประกอบของกระบวนทัศน์ในการวางโครงสร้าง สถาบัน หรือแนวคิดต่างๆ ในการพัฒนาการเมืองในพื้นที่อย่างไร
ทีม Pattani Bangkit กล้านำเสนอ กระบวนทัศน์และกิริยาทางการเมืองมาแล้ว คือการไม่ซื้อเสี่ยง ไม่ทุจริตการเลือกตั้ง ถ้าพอใจคนก็เลือก เพราะเราพยายามที่จะทำให้เป็นการเมืองสะอาด เพราะสันติภาพถูกแขวนไว้ที่การเมืองที่ไม่ใช่ประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ ให้ความสำคัญกับประชาชน
ชารีฟุดดีน กล่าวถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการลงสมัครเลือกตั้ง อบจ.ล่าสุดคือ เรายังอยู่ในหนทางที่ต้องยืนหยัดและสร้างการเมืองรูปแบบใหม่ด้วยกระบวนทัศน์ใหม่หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลงพื้นที่นี้ โดยโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมด จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ทั้งการเมืองท้องถิ่นหรือการเมืองระดับชาติ รวมถึงฝ่ายปกครองที่มีการเลือกตั้งด้วย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หลังจากที่เราเดินเราพบว่า ยิ่งตอกย้ำในสิ่งที่เราเดินให้ต้องมั่นคง เพราะผลตอบรับที่ได้เหมือนแสงสว่าง และย้ำเตือนให้ต้องทำงานหนักขึ้น ต้องทำงานทางความคิดให้มากขึ้น เพื่อให้กระบวนทัศน์ทางการเมืองใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่
ต่อให้โครงสร้างการเมืองระดับชาติหรือภูมิภาคเปลี่ยนไป แต่การเมืองของภาคประชาชนก็ยังต้องเดินต่อไป ทำงานความคิดต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการใช้อำนาจแทนประชาชนอย่างแท้จริง
นโยบายหลักที่ผมเคยเสนอในการเลือกตั้ง อบจ. คือการสร้างสถาบันอนาคตปัตตานี ถึงเราไม่ชนะเลือกตั้งก็สามารถขับเคลื่อนต่อได้ อาจตั้งเป็นสถาบันการเมืองใหม่ในพื้นที่ เพราะเรามีองคาพยพและคนทำงานด้านต่างๆ ที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่จำเป็นต้องมาขมวดกันหาทางออกอย่างจริงจัง
เพราะฉะนั้น เราจะสร้างพื้นที่อย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านั้นเข้ามามีส่วนร่วมกัน ทีม Pattani Bangkit ต้องเป็นข้อต่อสำคัญในการดึงทุกภาคส่วนเข้ามา
วาระของเยาวชน สร้างอนาคตปาตานี
ชารีฟุดดีน กล่าวว่า สำหรับเยาวชน Pattani Bangkit ต้องมีวาระของเยาวชนที่ชัดเจนเพื่อสร้างเยาวชนแห่งอนาคต มุ่งเน้นที่คุณภาพการศึกษาทุกรูปแบบในปาตานี ด้วยระบบการศึกษาที่มีอยู่จะไม่นำพาเยาวชนไปสู่สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นกลไกของการมีส่วนร่วมตั้งแต่ชุมชนขึ้นมาจะแก้ปัญหาเยาวชน ขณะเดียวกันต้องให้พื้นที่เยาวชนได้กำหนดวาระ (Dasar Pemuda) ของตัวเองให้เห็นชัดเจนมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทอดทิ้งคือการประชิดตัวเยาวชนให้มากที่สุด ในรูปแบบไหนก็แล้วแต่ เพราะเราจะสร้างสังคมที่มีศักยภาพ ซึ่งกลุ่มคนที่ต้องมาสร้างได้อย่างมีความหวังก็คือเยาวชนในพื้นที่
