มี 7 ประเทศเท่านั้นที่คุณภาพอากาศเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก WHO จากการสำรวจคุณภาพอากาศโดยบริษัทเทคโนโลยีคุณภาพอากาศ IQAir ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในระดับสีแดงและสีส้มเป็นส่วนใหญ่ คุณภาพอากาศแย่กว่ามาตรฐาน 5-7 หรือ 3-5 เท่า มีนักวิชาการชี้ว่า การสำรวจคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลกยังไม่ครอบคลุมมากพอ
16 มี.ค. 2568 IQAir บริษัทด้านเทคโนโลยีคุณภาพอากาศสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งจะออกรายงานคุณภาพอากาศโลกปี 2567 ไปเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจข้อมูลระดับฝุ่นละออง PM2.5 จาก 8,954 เมืองใน 138 ประเทศ พบว่ามีเมืองอยู่ร้อยละ 17 แห่งของทั้งหมดที่มีค่าคุณภาพอากาศตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก WHO และมีอยู่ 7 ประเทศเท่านั้นที่มีคุณภาพอากาศเป็นไปตามมาตรฐาน
ประเทศที่มีคุณภาพอากาศตามมาตรฐาน WHO จะต้องมีค่าฝุ่นไม่เกิน 5 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม. ซึ่งมีอยู่ 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บาฮามาส, บาร์บาโดส, เอสโตเนีย, เกรนาดา, ไอซ์แลนด์ และ นิวซีแลนด์
ส่วนประเทศที่มีค่ามลภาวะสูงที่สุด 5 ประเทศ คือ ชาด, บังกลาเทศ, ปากีสถาน, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ อินเดีย ซึ่งชาดมีระดับมลภาวะสูงมากกว่ามาตรฐานที่ WHO กำหนดไว้เป็นอันดับที่ 1 คือ 18 เท่า
ประเทศไทย ถูกระบุในผลการสำรวจว่า มีหลายเมืองที่แสดงให้เห็นว่าค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มคือ สูงกว่ามาตรฐานที่ WHO กำหนดไว้ 3-5 เท่า และ สีแดง คือเกินกว่ามาตรฐาน 5-7 เท่า
เมืองที่ได้รับการจัดว่ามีพื้นที่ใจกลางเมืองที่สะอาดที่สุดในโลก คือ มายาเกซ ของเปอร์โตริโก มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่เพียงแค่ 1.1 ไมโครกรัม ต่อ ลบ.ม.
ไอดาน ฟาร์โรว นักวิทยาศาสตร์อาวุโสด้านคุณภาพอากาศขององค์กรสิ่งแวดล้อม กรีนพีช กล่าวว่า รายงานเรื่องคุณภาพอากาศโลกฉบับนี้ ควรจะเป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้นานาชาติหันมาร่วมกันพยายามลดมลภาวะอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ฟาร์โรวยังระบุอีกว่ามลภาวะทางอากาศนั้นยังส่งผลต่อกลุ่มเยาวชนมากเป็นพิเศษด้วย ถ้าหากไม่มีการแก้ไขปัญหาก็จะส่งผลกระทบต่อรุ่นถัดไป
อย่างไรก็ตาม การนำเสนอข้อมูลเรื่องมลภาวะในครั้งนี้ อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในเรื่องความไม่ทั่วถึงของเครื่องมือเก็บข้อมูลคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ ทำให้ค่าเฉลี่ยด้านคุณภาพอากาศอาจจะคลาดเคลื่อน
ปัญหาความไม่ทั่วถึงของการเก็บข้อมูล
มีการตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้อินเดียจะเป็นประเทศที่ถูกยกมาพูดถึงอยู่เป็นประจำ ในแง่ตัวอย่างของปัญหามลภาวะทางอากาศ แต่อินเดียก็กลับไม่ใช่ประเทศที่ถูกจัดให้มีปัญหามลภาวะทางอากาศหนักที่สุด ในขณะที่ ประเทศปากีสถาน กับบังกลาเทศ ถูกระบุว่ามีปัญหาหนักกว่า
สาเหตุของเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องโครงข่ายการวัดผลติดตามผลเรื่องคุณภาพอากาศ ที่มักจะมีติดตั้งเฉพาะในเขตเมืองใหญ่อย่างเดียว ในทางตรงกันข้าม อินเดียมีเครื่องมือการวัดผลคุณภาพอากาศมากกว่า ซึ่งติดตั้งในชนบท และในพื้นที่ๆ มีมลภาวะน้อยกว่าด้วย ทำให้ค่าเฉลี่ยออกมาดีกว่ากลุ่มที่มีเครื่องวัดอยู่ที่เมืองใหญ่ๆ อย่างเดียว
ในทางตรงกันข้าม มีนักวิชาการที่มองว่าความไม่ทั่วถึงของเครื่องมือวัด อาจจะสะท้อนว่าปัญหามลภาวะทางอากาศนั้นแย่ยิ่งกว่าที่รายงานระบุถึง มีอีกหลายแห่งของโลกเช่นทวีปแอฟริกาที่ยังคงมีเครื่องมือวัดมลภาวะทางอากาศน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนจำนวนประชากร คือมีแค่หนึ่งเครื่องต่อประชากรทุกๆ 3.7 ล้านคน
นอกจากนี้การที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เพิ่งจะระงับการเผยแพร่ข้อมูลคุณภาพอากาศต่อสาธารณะในเว็บไซต์ของพวกเขา ที่มีการเก็บข้อมูลผ่านสถานทูตและสถานกงสุลในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ก็ยิ่งทำให้ข้อมูลด้านคุณภาพอากาศถูกจำกัดมากขึ้นไปอีก
คริสตา ฮาเซนคอปฟ์ ผู้อำนวยการโครงการอากาศสะอาดที่ สถาบันนโยบายพลังงาน EPIC มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ปิดโครงการข้อมูลคุณภาพอากาศเช่นนี้จะทำให้ประเทศต่างๆ อย่างน้อย 34 ประเทศไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านคุณภาพอากาศที่น่าเชื่อถือได้
เรียบเรียงจาก
2024 IQAir World Air Quality Report, IQ Air, 11-03-2025
https://www.iqair.com/th-en/newsroom/waqr-2024-pr
Only Seven Countries Meet WHO Air Quality Standards; Most Polluted are Chad and Bangladesh – Northern India Also Dominates, Health Policy Watch, 11-03-2025
https://healthpolicy-watch.news/northern-india-dominates-global-air-pollution-rankings/
Most of the world’s population is breathing dirty air: Report, Aljazeera, 11-03-2025
https://www.aljazeera.com/news/2025/3/11/most-of-the-worlds-population-is-breathing-dirty-air-report
แผนที่โลกเชิงโต้ตอบของความเข้มข้น PM2.5 2024 แยกตามเมือง, IQAir
https://www.iqair.com/th/world-air-quality-report
