คนเชียงใหม่รวมตัวที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์เมื่อวันที่ 3 พ.ค. เรียกร้องให้รัฐบาลยืนยันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดกลับสู่รัฐสภาก่อนวันที่ 13 พฤษภาคม หลังร่างกฎหมายค้างอยู่จากรัฐบาลชุดก่อน ร่างกฎหมายนี้มีหลักการสำคัญ 5 ข้อ รวมถึงการรับรองอากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐาน และจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด อย่างไรก็ตาม วุฒิสภายังมีข้อคัดค้านอย่างน้อย 10 ประเด็น โดยเฉพาะการตัดกองทุนออกและปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 กลุ่มจิตอาสารักษ์ดี เชียงใหม่ เครือข่ายจักรยานวันอาทิตย์ นักวิชาการ กลุ่มรถไฟฟ้าเขียวชมเมือง สภาลมหายใจเชียงใหม่ และกลุ่มพลเมืองเชียงใหม่ที่มีทั้งผู้สูงอายุ และคนรุ่นใหม่มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐสภาเพื่อผลักดันร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด ณ บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยในเวทีได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์การปั่นจักรยาน และใช้รถไฟฟ้ารอบคูเมือง
นลี อินทรนันท์ ตัวแทนจากกลุ่มจิตอาสารักษ์ดี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมวันนี้เพื่อเป็นการส่งเสียงให้รัฐบาล หลังจากที่ชาวเชียงใหม่อดทนกับฝุ่นมายาวนาน การมีพ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นทางออกทำให้เรากลับมามีอากาศที่สดชื่นได้ เพราะเราเป็นห่วงเยาวชน ผู้สูงอายุอย่างมาก อยากให้รัฐบาลอย่าประมาทกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนทุกคน เป็นเรื่องที่กระทบกับร่างกาย และสภพจิตใจ และส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไปด้วย เรื่องของมลหายใจเป็นสิ่งที่สุดท้ายที่สำคัญสำหรับชีวิตเรา แต่ละจังหวัดสามารถที่จะวางแผน และบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นทางออกทำให้เรามีส่วนร่วมในการจัดการแก้ปัญหาฝุ่นด้วยตัวเราเอง
รังสรรค์ จันทร์ต๊ะ ตัวแทนจากกลุ่มจักรยานเชียงใหม่ และจักรยานเสือสันทรายกล่าวว่าที่ตนเองมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เพราะเราอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่เคยสนใจเรื่องของดินฟ้า อากาศ และและป่าไม้ เราโดนรมควันเป็นโรคทางเดินหายใจ และฝุ่นนี้กำลังคุกคามเรา อยากให้มีพ.ร.บ.อากาศสะอาด ช่วยทำให้ประชาชนมีสิทธิ ได้รับการปกป้องคุ้มครอง สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอากศในพื้นที่ของเรา และยังมีบทลงโทษกลุ่มทุนใหญ่ที่ปลูกข้าวโพดได้ด้วย
ไพสิฐ พาณิชยกุล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ติดตามเรื่อง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดให้ความเห็นว่าการผลักดัน พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดมาจากสถานการณ์มลพิษที่รุนแรง พื้นที่กว้างขึ้นและเป็นเวลานานขึ้นทั่วประเทศ ภาคเหนือเผชิญปัญหารุนแรง 2-3 เดือน และยังภาคอื่น ๆ ที่เผชิญกับปัญหามลพิษยาวนานเช่นกัน เช่น ภาคอีสานที่เผชิญปัญหามลพิษยาวนานถึง 8 เดือน กรุงเทพ และภาคใต้ก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ระบบการจัดการของภาครัฐในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการผลักดันร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด
หลักการและกลไกสำคัญในร่างกฎหมาย:ร่างกฎหมายนี้มีหลักการสำคัญ 5 ประการได้แก่ 1. อากาศสะอาดเป็นสิทธิของประชาชน เป็นการรับรองสิทธิพื้นฐานครั้งแรก 2. รัฐมีหน้าที่ต้องจัดหา และประชาชนสามารถฟ้องร้องรัฐได้หากรัฐไม่ดำเนินการ 3. ปฏิรูประบบราชการที่เกี่ยวข้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัด
4. การจัดการที่แหล่งกำเนิดมลพิษ (Point Source) แต่ละประเภท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในแต่ละภูมิภาค (เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง) ระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ 6 ประเภท ได้แก่ ภาคป่าไม้ ภาคเกษตร ภาคเมือง ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และมลพิษข้ามแดน โดยแต่ละประเภทต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
5. มีการจัดกองทุนอากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เช่น แจกหน้ากากอนามัย
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลว่ากระทรวงการคลังพยายามที่จะถอดกองทุนนี้ออกจากร่างกฎหมาย สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายและความท้าทาย คือร่างกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรกของรัฐบาลชุดที่แล้ว และค้างอยู่ในรัฐสภา ต้องให้รัฐบาลปัจจุบันยืนยันร่างกฎหมายนี้กลับไปยังรัฐสภาภายในวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อพิจารณาต่อแต่มีข้อโต้แย้งจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือมีข้อคัดค้านประมาณ 10 ประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่ถูกเปิดเผย ได้แก่
1. ประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด สว. ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แต่ร่างกฎหมายเสนอให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ซึ่ง สว. มองว่าเป็นการให้นายก อบจ. มีอำนาจมากเกินไป
2. กองทุนอากาศสะอาด สว. ต้องการให้ตัดออกโดยสิ้นเชิง
3. กฎหมายไม่สามารถปฏิบัติได้จริง สว. อ้างว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง
4. อำนาจเจ้าพนักงานอากาศสะอาดมากเกินไป เช่น อำนาจในการเข้าตรวจค้นแหล่งกำเนิดมลพิษโดยไม่ต้องมีหมาย
5. บทลงโทษรุนแรงเกินไป เช่น ค่าปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนไม่เห็นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามล้มทั้งฉบับหรือยืดเวลาการพิจารณา เพื่อให้ร่างกฎหมายตกไปอีกด้วย
