Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ถกประเด็น "ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจกับความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวและผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน" - หอการค้าเชียงใหม่ชี้ฝุ่น PM 2.5 ฉุดยอดจองที่พักร่วงกว่า 50% - ด้าน กมธ. เสนอให้มีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจภูมิภาคโดยเฉพาะกรณีจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งการวางระบบแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การสนับสนุนสินเชื่อพื้นที่ปลอดฝุ่น และการเร่งประชาสัมพันธ์วีซ่า DTV ดึงกลุ่มผู้ทำงานทางไกลเข้าพื้นที่

4 กรกฎาคม 2569 นางสาวการณิก จันทดา โฆษกคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ประชุมพิจารณาเรื่อง "ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจกับความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวและผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน" โดยเชิญกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่เข้าชี้แจ

เชียงใหม่จากดาวรุ่งสู่ขาลง โลว์ซีซันซ้ำเติมผู้ประกอบการ

ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือสถานการณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ (ร่วมประชุมผ่าน Zoom) รายงานว่า ช่วงต้นปี 2569 (มกราคม–กุมภาพันธ์) การท่องเที่ยวของจังหวัดยังเติบโตดีเยี่ยมต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มีนักท่องเที่ยวสะสมทะลุ 12 ล้านคน แต่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา สถานการณ์กลับชะลอตัวอย่างรุนแรง ทั้งจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประกอบกับวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่บั่นทอนความเชื่อมั่น ส่งผลให้อัตราการจองที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวลดลงกว่าร้อยละ 50

แม้เทศกาลสงกรานต์จะช่วยฟื้นบรรยากาศได้ชั่วคราว แต่จังหวัดต้องเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ตั้งแต่พฤษภาคมถึงตุลาคม ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนค่าโดยสารเครื่องบินกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ที่อยู่ในระดับสูง และการแข่งขันด้านราคาจากปริมาณห้องพักที่มีมากกว่าความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี หอการค้าฯ ประเมินว่ายังมีปัจจัยบวก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ได้แก่ การเติบโตของตลาดประชุมสัมมนา (MICE) การขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ และการผลักดันวัดสำคัญ 7 แห่งรวมถึงคูเมืองเชียงใหม่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกยูเนสโก ส่วนไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season คาดว่าจะกลับมาคึกคักจากกิจกรรมระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาลยี่เป็ง และงาน Lanna Expo

ภาคเอกชนเชียงใหม่ยังยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐรวม 8 ประการ อาทิ การสนับสนุนเงินทุน SMEs รายย่อย มาตรการจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับปรุงพื้นที่ปลอดฝุ่น (Clean Air Zone) และการดึงกลุ่ม Digital Nomads ผ่านวีซ่าพำนักระยะยาว (DTV) ขณะเดียวกัน เมื่อกรรมาธิการสอบถามถึงแนวคิดการประกาศเขตประสบสาธารณภัยกรณีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานวิกฤต ผู้แทนหอการค้าฯ ระบุว่าภาคเอกชนเห็นด้วย เพื่อกระตุ้นกลไกการแก้ปัญหาของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ แม้ยอมรับว่าอาจกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยวระยะสั้น แต่บริหารได้ด้วยการสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication) ควบคู่การนำเสนอกิจกรรมในร่มที่ปลอดภัย

ภาพรวมประเทศ ลดเป้านักท่องเที่ยวเหลือ 33 ล้านคน

ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่า ช่วง 1 มกราคม–31 พฤษภาคม 2569 ประเทศไทยมีรายได้ท่องเที่ยวสะสม 1.17 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 14 ล้านคน ลดลงร้อยละ 2.30 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมัน ทำให้กระทรวงฯ ปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจาก 35 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคน และลดประมาณการรายได้จาก 1.6 เหลือ 1.5 ล้านล้านบาท

ขณะที่ ททท. ชี้แนวโน้มนักท่องเที่ยวจองแบบกระชั้นชิด (Last-minute Booking) มากขึ้น พร้อมวางกลยุทธ์เจาะตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดียและเอเชียกลาง รักษาฐานตลาดจีน และกระตุ้นเที่ยวในประเทศ โดยคาดว่าหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายใน 3 เดือน สิ้นปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 32.3 ล้านคน

กมธ. ชง "Value over Volume" ทางรอดท่องเที่ยวไทย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ มีความเห็นร่วมกันว่า จำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนต่อปีอาจไม่หวนคืนกลับมา และระดับ 30–33 ล้านคนอาจเป็น New Normal ประเทศไทยจึงไม่ควรแข่งขันด้านราคาจนกลายเป็นจุดหมายราคาถูก แต่ต้องปรับตำแหน่งการตลาดสู่ตลาดมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงมรดกโลก และเมืองรอง พร้อมเสนอแนะให้บูรณาการแผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเมืองรอง นำดัชนีเศรษฐกิจสีเขียว (Green GDP) มาประเมินนโยบาย และมีมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจภูมิภาคโดยเฉพาะกรณีจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งการวางระบบแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 การสนับสนุนสินเชื่อพื้นที่ปลอดฝุ่น และการเร่งประชาสัมพันธ์วีซ่า DTV ดึงกลุ่มผู้ทำงานทางไกลเข้าพื้นที่

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง