“สม รังสี” แกนนำฝ่ายค้านพลัดถิ่นของกัมพูชาวิเคราะห์ ตระกูล “ฮุนเซน” และชนชั้นนำกัมพูชากำลังเผชิญภาวะหนีเสือปะจระเข้ พยายามพึ่งพาจีนกับสหรัฐฯ แต่ก็ถูกกดดันด้วยประเด็นแก๊งอาชญากรรมจีนที่ตั้งอยู่ภายในประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจกัมพูชาก็กำลังจะล่ม การกระจายรายได้แย่ ภาวะหนี้ครัวเรือนพุ่ง ผู้คนลำบากจนหนีมาประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย
25 มี.ค. 2568 แกนนำฝ่ายค้านพลัดถิ่นของกัมพูชา “สม รังสี” ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ถึงแม้ว่าอัตราการเติบโต GDP ของกัมพูชาจะอยู่ที่ราวร้อยละ 5 ในปี 2567 แต่ก็ยังคงมีปัญหาการกระจายรายได้อย่างไม่ทั่วถึง สภาพทางการเงินของกัมพูชากำลังดิ่งลงเหว มีทั้งปัญหาหนี้พอกพูนและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ล่มจม การลงทุนจากต่างชาติลดลง
ไม่เพียงเท่านั้น กัมพูชาในตอนนี้ยังนับเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงสุดเทียบกับรายได้ รังสีมองว่าควรจะเรียกว่าเป็น "หนี้เอาตัวรอด" มากกว่า เพราะประชากรส่วนใหญ่ของกัมพูชาต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อเลี้ยงปากท้องในแต่ละวัน
รังสียังได้ระบุ ถึงปัญหาด้านการเกษตรที่เกษตรกรในกัมพูชาต้องเผชิญในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพและปล่อยปละละเลยมาเป็นเวลานาน ทำให้เกษตรกรในกัมพูชาไม่มีตลาดรับซื้อที่พึ่งพาได้ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของกัมพูชาที่เคยเฟื่องฟูตอนนี้ถกถอยลงอย่างมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะชาวต่างชาติมองภาพลบของกัมพูชาว่าเป็นแหล่งแก๊งอาชญากรรม ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของกัมพูชาแย่ลงกว่าเดิม
เรื่องนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ทรัพยากรธรรมชาติของกัมพูชากำลังร่อยหรอลงอย่างมาก ทั้งป่าไม้หรือแหล่งแร่ถูกแสวงหาผลประโยชน์มากเป็นเวลาหลายปีแล้ว บวกกับการทุจริตคอร์รัปชันเชิงระบบในประเทศ ทำให้กัมพูชามีแหล่งรายได้เอาไว้ฟื้นฟูเศรษฐกิจน้อยลง นอกจากนี้ยังมีชาวกัมพูชาจำนวนมากอพยพไปหางานทำที่ประเทศไทย เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศตัวเอง
รังสียังได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาจากพึ่งจีนของกัมพูชา จีนเป็นแหล่งกู้ยืมรายสำคัญของกัมพูชา และกัมพูชาก็ดูเหมือนจะพึ่งพาจีนต่อไปได้ยากเพราะปัจจัยต่างๆ ดังนี้
ปัจจัยแรกคือจีนลดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานลง ปฏิเสธแม้กระทั่งการให้ทุนโครงการใหญ่ๆ อย่างโครงการคลองฟูนันเทโชที่เป็นโครงการของครอบครัวฮุนเซน ปัจจัยต่อมาคือจีนไม่ได้อนุมัติเงินกู้ยืมแก่กัมพูชาเลยระหว่างปี 2566-2567 ที่ผ่านมา ส่งสัญญาณให้เห็นว่าจีนกำลังปรับยุทธศาสตร์การให้ทุนกู้ยืมครั้งใหญ่ และปัจจัยสุดท้ายคือนักท่องเที่ยวจีนกับนักลงทุนจีนที่เคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชากลับมาเที่ยวกัมพูชาน้อยลงหลังโควิด-19
ในขณะที่กัมพูชาหวังพึ่งพาจีน สม รังสีเล็งเห็นว่าชาติตะวันตกให้การสนับสนุนกัมพูชาลดลงจากการที่กัมพูชามีความเป็นอำนาจนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยอมตามจีนในเรื่องยุทธศาสตร์การทหารก็ทำให้สหรัฐฯ ไม่พอใจ
เมื่อจีนมองว่ากัมพูชาไม่มีที่พึ่งอื่น จีนก็เรียกร้องจากกัมพูชามากขึ้น เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ “ท่าเรือเรียม” ซึ่งเป็นฐานสำคัญของจีนในการขยายอิทธิพลทางการทหารเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ
เมื่อสหรัฐฯ มองว่าการที่จีนช่วยสร้างท่าเรือเรียมในกัมพูชาเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ ก็ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชาด้วย สหรัฐฯ พยายามขอให้กัมพูชามีความโปร่งใสในเรื่องที่ว่ากองทัพจีนมีส่วนร่วมอย่างไรบ้างกับท่าเรือเรียม แต่กัมพูชาก็บ่ายเบี่ยง ยิ่งทำให้สหรัฐฯ กังขา
กัมพูชาพยายามสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็นกลางด้วยการเสนอสหรัฐฯ ให้มีการฟื้นคืนการซ้อมรบร่วมกันที่เรียกว่าการฝึก "อังกอร์เซนทิเนล" สม รังสี มองว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่สหรัฐฯ จะหลงเชื่อท่าทีเชิงสัญลักษณ์จากผู้นำกัมพูชา
ไม่เพียงแค่ปัญหาจากการพยายามยื้อระหว่างสองขั้วอำนาจโลกเท่านั้น กัมพูชายังมีปัญหาจากอิทธิพลของกลุ่มแก๊งอาชญากรรมใต้ดินด้วย สม รังสี ระบุว่า เมื่อกัมพูชาพึ่งเงินทุนจากจีนหรือสหรัฐฯ ไม่ได้ ก็เลยหันไปหาแหล่งทุนสีเทาจากมาเฟียจีนสแกมเมอร์ออนไลน์
ทุนเทาเหล่านี้อาศัยแหล่งศูนย์รวมคาสิโนอย่างสีหนุวิลล์ในการสร้างรายได้ 12,500 ล้านดอลลาร์ต่อปี เทียบเท่ากับ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจทางการของกัมพูชา ทำให้อาชญากรรมผิดกฎหมายเหล่านี้กลายเป็นรายได้หลักให้กับตระกูลฮุนเซนและชนชั้นนำกัมพูชา
ขณะที่ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ไม่ชอบแก๊งมาเฟียจีนสีเทาที่สร้างศูนย์สแกมเหล่านี้ เพราะประชาชนของทั้งสองประเทศต่างก็สูญเสียหลายล้านดอลลาร์ให้กับขบวนการสแกมเมอร์ และทั้งสองฝ่ายต่างก็กดดันให้กัมพูชาปราบปราบแหล่งสแกมและแก๊งอาชญากรรมภายในประเทศ
แต่ถ้าหากกัมพูชาปราบปรามแก๊งอาชญากรรมเหล่านี้จริง เหล่าชนชั้นนำกัมพูชา รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงก็จะขาดรายได้จากทุนสีเทา อีกทั้งเศรษฐกิจของกัมพูชาก็เสี่ยงจะล่มจนทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นกับดักสำหรับฮุนเซนและชนชั้นนำกัมพูชาเองว่าจะยอมเสียรายได้ไปพร้อมๆ กับสร้างความสูญเสียให้เศรษฐกิจตัวเอง หรือจะเสี่ยงทำให้จีนไม่พอใจแล้วก็สูญเสียการสนับสนุนจากประเทศเดียวที่ยังสนับสนุนตัวเอง กลายเป็นประเทศโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิง
สม รังสีเรียกตระกูลฮุนเซนว่า "ราชวงศ์ฮุนเซน" (Hun Sen dynasty) เป็นกลุ่มอำนาจนำแทบจะเบ็ดเสร็จในกัมพูชา โดยตระกูลฮุนเซนก็กำลังติดกับดักหนีเสือปะจระเข้ จากเดิมที่พยายามสร้างสมดุลเอาใจแต่ละขั้วอำนาจให้ช่วยพยุงพวกเขาไว้ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนกัมพูชาจะไม่มีหนทางที่จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้อีกแล้ว
สม รังสีระบุในบทความว่า "พนมเปญในตอนนี้ติดอยู่ในวงจรของการกดข่ม, การพึ่งพิง, การเสื่อมทรุดทางเศรษฐกิจ โดยที่ทุกทางเลือกนำไปสู่การขาดเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น"
"...คำถามในตอนนี้ไม่ใช่ว่ารัฐบาลปัจจุบันของกัมพูชาจะยังคงสามารถเล่นบทตีสองหน้าได้อีกต่อไปหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าเหลือเวลามากแค่ไหนก่อนที่ระบบทั้งระบบจะล่มสลายลงภายใต้ความย้อนแย้งนี้"
เรียบเรียงจาก
Cambodia’s Tightrope Act: The Hun Sen Dynasty’s Struggle for Survival Between China, the U.S., and the Underworld, The Geopolitics, 10-03-2025
