Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลฎีกาพิพากษายืนคดี “พึ่งบุญ ใจเย็น” ศิลปินเชียงใหม่เจ้าของฟอนต์ “ประเทศทวย” ชี้เขียนข้อความประเทศทวยลงบนป้ายจราจรและเสาไฟฟ้า 14 จุดในเชียงใหม่ ผิดทำให้เสียทรัพย์ ม.360 ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ศาลระบุการเขียนคำว่าประเทศทวยแม้ไม่ถึงขั้นทำลายป้ายจราจร แต่ก็เป็นการทำให้ป้ายจราจรสื่อความหมายผิดเพี้ยน ทำให้ป้ายจราจรเสื่อมค่าลง ก่อนหน้านี้พึ่งบุญเคยสู้ว่าประเทศทวยเป็น “กราฟฟิตี้” แสดงออกทางศิลปะรูปแบบหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ปัดตกไม่รับฟังว่าเป็นงานศิลปะ 

 

18 เม.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2568 ศาลจังหวัดเชียงใหม่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดี “ประเทศทวย” ของ “พึ่งบุญ ใจเย็น” ศิลปินช่างสักถูกฟ้องในข้อหาทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 จากกรณีขีดเขียนข้อความคำว่า “ประเทศทวย” ลงบนป้ายจราจรและเสาไฟฟ้า 14 จุด ในเมืองเชียงใหม่ เมื่อช่วงปี 2563

ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี โดยจำเลยได้ยื่นฎีการะบุการกระทำไม่เข้าข่ายมาตรา 360 และมีบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ กำหนดเป็นการเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับความผิดต่อป้ายจราจร แต่จำเลยกลับถูกกล่าวหาและฟ้องในข้อหาที่มีโทษหนักกว่า

ต่อมาศาลฎีกายังคงมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

พึ่งบุญ ใจเย็น ภาพจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์ทนายฯ รายงานเพิ่มเติมว่าคดีนี้พึ่งบุญถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรศัพท์เรียกให้เข้าไปหาที่ สภ.เมืองเชียงใหม่เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 เมื่อไปถึงกลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเอาไว้ พร้อมแสดงหมายจับที่ออกโดยศาลจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจแจ้งข้อหาตามมาตรา 360 ก่อนให้ประกันตัวไป

ต่อมาวันที่ 8 ก.ค. 2564 อัยการมีคำสั่งฟ้องพึ่งบุญต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่

ในการสืบพยานพึ่งบุญให้รับว่าเป็นคนเขียนข้อความตามฟ้องบนป้ายจราจรและเสาไฟฟ้าจริง แต่การกระทำไม่ใช่การทำลาย ทำให้เสียหายหรือทำให้เสื่อมค่า จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 360 และสามารถทำให้ป้ายกลับสู่สภาพเดิมได้ด้วยการลบ และยังมีกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ กำหนดความผิดเรื่องการขีดเขียนป้ายจราจรไว้โดยเฉพาะแล้ว การเขียนป้ายจราจรของจำเลยเป็น “กราฟฟิตี้” ที่เป็นการแสดงออกทางศิลปะรูปแบบหนึ่ง

กระทั่งวันที่ 2 ส.ค. 2565 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง การเขียนคำว่า “ประเทศทวย” แม้ไม่ถึงเป็นการทำลายป้ายจราจร แต่ทำให้ป้ายสื่อความหมายผิดเพี้ยนไป ทำให้สภาพของป้ายจราจรเปลี่ยนแปลงไปและทำให้ป้ายจราจรเสื่อมค่าลง แม้จำเลยนำสืบว่าสามารถลบข้อความออกได้ ก็หาทำให้การกระทำนี้ไม่เป็นความผิดไม่ เพราะการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าเพียงชั่วคราว ก็เป็นความผิดแล้ว

ศาลลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 60,000 บาท เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี และให้คุมประพฤติ 1 ปี ทำกิจกรรมบริการสังคม 48 ชั่วโมง

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

วันที่ 13 มิ.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาเห็นว่ากระทำของจำเลย เมื่อต้องมีการทำความสะอาดป้ายโดยการใช้น้ำยาลบก็จะทำให้ป้ายไม่สามารถสะท้อนแสงได้ เนื่องจากสารเคลือบแผ่นป้ายได้หลุดออก ทำให้ป้ายจราจรเสื่อมค่าลง และได้รับความเสียหาย

ข้อต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยมีกฎหมายเฉพาะบทอื่น เช่น พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.จราจรฯ บังคับใช้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญามาตรา 360 ศาลเห็นว่ากฎหมายทั้ง 2 ฉบับ มีเจตนาเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดเช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษกฎหมายบทหนักที่สุด

การที่โจทก์ฟ้องมาเฉพาะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 360 ก็สามารถกระทำได้

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าโทษปรับของจำเลยไม่ได้สัดส่วน ควรให้ลดค่าปรับเหลือ 9,000 บาท จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดค่าปรับเหลือ 6,000 บาท และแก้ไขไม่ให้ริบปากกาของกลาง นำคืนให้กับจำเลย เนื่องจากเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานระบุได้ว่าปากกาของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน

ศาลฎีกาพิพากษายืนเห็นว่าเพียงได้เขียนข้อความที่มีความหมายอื่นบนป้ายจราจร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว

หลังฟังคำพิพากษาพึ่งบุญได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลควบคุมตัวไปใต้ถุนศาล รอการตรวจสอบเรื่องการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาและจัดการเรื่องเอกสาร แม้เขาได้ชำระค่าปรับตั้งแต่หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โดยเจ้าหน้าที่มีการยึดโทรศัพท์ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในเวลาราว 16.00 น.

พึ่งบุญ ใจเย็น หรือ “หมุน” ปัจจุบันอายุ 40 ปี ประกอบอาชีพเป็นช่างสัก เคยเป็นอดีตทีมชาติกีฬาลองบอร์ด (Longboard) และมักทำงานศิลปะล้อเลียนการเมือง เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสังคมในประเด็นต่างๆ เช่น ร่วมทำอาหารแจกคนไร้บ้าน ร่วมเป็นอาสาสมัครทำแนวกันไฟป่า เป็นต้น โดยเขาถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมและทำกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมด 7 คดี ถึงปัจจุบันสิ้นไปแล้ว 4 คดี

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง