Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปฏิบัติการชักจูง หรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐไทย เป็นปัญหาที่มีอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ 'เจ๊จุกคลองสาม' ซึ่งกลายเป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมา ชาวเน็ตหลายๆ คนสงสัยมานานแล้วว่าเจ๊จุกคลองสามอาจจะเป็น 'หน้าร้าน' ของ 'รัฐพันลึก' แม้แต่วอยซ์ทีวีเองก็เคยตั้งคำถาม เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว ก่อนที่จะมีงานวิจัย ของแคนาดาออกมาสนับสนุน ตามด้วยการรายงานของประชาไท และบีบีซีไทย 

จากการเปิดโปงในครั้งนี้ ขุมกำลังของฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ออกมาตอบโต้ตามแนวทางในคู่มือกันยกใหญ่ ด้วยการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เปิดโปง เช่น โจมตีสื่อที่ร่วมเปิดโปงว่าเป็นสื่อ 'ขายชาติ ' โจมตีว่าผู้วิจัยเป็นเพื่อนซี้ ผู้ต้องหา 112  และบ่ายเบี่ยงว่าเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีไอโอเป็นของตัวเองทั้งนัั้น (ดูคอมเมนต์น่่าสงสัยได้ในโพสต์นี้ และโพสต์นี้ ของบีบีซีไทย) ความไร้จริยธรรมของ 'หน้าร้าน' เหล่านี้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีหนทางว่าจะจัดการอย่างไร

แน่นอนว่าหลังจากการเผยแพร่ข่าว มีนักวิชาการและประชาชนที่ห่วงใยต่อปัญหา ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับปฏิบัติการชักจูงในไทย โดยหลักๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 ข้อด้วยกันคือ

1. เรียกร้องให้แพลตฟอร์ม (เช่น เฟสบุ๊คและเอ็กซ์) ปราบปราม

2. ดำเนินการทางกฎหมาย โดยอาจใช้กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล

3. สร้างความรู้เท่าทันสื่อ (เช่น ทำใจร่มๆ อ่านเพียงเพื่อความบันเทิง อย่าไปแชร์หรืออินมาก นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบ 'พึ่งตัวเอง' อันน่านับถือของชาวเน็ต)

ทั้ง 3 ข้อเสนอล้วนมีข้อจำกัด คือ:

- ในด้านของแพลตฟอร์ม ปัจจุบันไม่ค่อยมีหวัง เพราะทีมงานง่วนอยู่กับการลดต้นทุน และการเตรียมรับมือกับนโยบายบ้าๆ บอๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์

- การดำเนินการทางกฎหมายก็ดูเหมือนจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะการพิสูจน์ให้สิ้นสงสัยในทางกฎหมายยากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อรัฐเป็นกุมข้อมูลเสียเอง

- การสร้างความรู้เท่าทันสื่อ เป็นสิ่งมีการพูดถึงกันมากแล้ว และยังต้องทำต่อไป โดยเฉพาะในยามที่ไอโอของรัฐเริ่มออกมายอมรับอย่างโจ่งแจ้ง และแก้ต่างว่าทุกสื่อล้วนเป็น 'ไอโอ' เหมือนกันหมด ซึ่งบั่นทอนสติปัญญาของสาธารณชนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม งานด้านการศึกษาลักษณะนี้เป็นงานระยะยาว ซึ่งค่อนข้างเห็นผลได้ช้า

ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงขอเสนอกลยุทธ์อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจ คือการโจมตี 'เจ๊จุกคลองสาม' ด้วยประเด็นทางด้านลิขสิทธิ์ !

(ผู้อ่านเปิดเพลง ‘เจ้าตาก’ ประกอบการอ่านในจังหวะนี้จะได้อรรถรสอย่างยิ่ง)

เราเห็นกันจะๆ อยู่แล้วว่า 'เจ๊จุกคลองสาม' ใช้ภาพบิ๊กมัม หรือชาล็อต หลิน หลิน ตัวละครวันพีซเป็นภาพประกอบ เนื่องจากข้าพเจ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับมังงะและอนิเมะมาบ้าง จึงพอทราบมาว่ายูทูบเบอร์หลายๆ คนประสบปัญหาอย่่างมากในการทำงาน หลายๆ ครัั้งวิดิโอถูกนำออกโดยยูทูบ เนื่องจากประเด็นทางด้านลิขสิทธิ์

ตัวอย่างเช่น Uncle Roger ที่รีวิวข้าวแกงกะหรี่ของซันจิ ก็ยังยูทูบห้ามเผยแพร่เพราะประเด็นลิขสิทธิ์ออกอยู่ช่วงหนึ่งจนกระทั่งมีการร้องเรียนและกดดันจากชาวเน็ต คลิปถึงได้กลับมาอีกครั้ง

ในประเทศไทย ยูทูบเบอร์หลายๆ คนก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน ต้องหลีกเลี่ยงการใช้รูปภาพจากมังงะหรืออนิเมะ เพื่อให้คอนเทนต์ตัวเองยังปรากฎในช่องได้ต่อไป บางครั้งพบกรณีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ดำเนินการอย่างถึงที่สุด เช่น "เจ้าของลิขสิทธิ์การ์ตูน ‘วันพีซ’ แจ้งจับแม่ค้าขายฟิล์มโทรศัพท์ละเมิดลิขสิทธิ์" และเรื่องเล่าในพันทิป  ที่ระบุว่าถูกดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 200,000 บาท บางครัั้งมีการแอบอ้าง โดยบุคคลเพื่อเรียกค่าเสียหาย โดยที่บริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้เป็นผู้สั่งการด้วย

ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 ระบุว่า “ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ ถ้าได้กระทำดัง ต่อไปนี้

(1) ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ

(2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน

(3) แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์

(4) นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร

และมาตรา 70 ระบุว่า:

“มาตรา 70 ผู้ใดกระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 31 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงสองปีหรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

แน่นอนว่าภาระการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างเจ๊จุกคลองสามกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีมไซเบอร์ หรือหน่วยงานรัฐใดก็ตามเป็นข้อจำกัด เช่นเดียวกับการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม การโจมตีด้วยประเด็นทางด้านลิขสิทธิ์เปิดช่องให้เราสามารถดำเนินการได้ง่่ายกว่า เนื่องจากแพลตฟอร์ม ได้แก่ เฟสบุ๊คและเอ็กซ์นั้นเป็นผู้เอื้ออำนวยให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย และดูเหมือนว่าผู้ให้บริการจะแข็งขันกว่ามากในการจัดการเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์

อันที่จริงแล้ว เพจเจ๊จุกคลองสามยังมีคนนำไปออกข่าวเป็นประจำ หากค้นหาในยูทูบและกูเกิลก็จะพบสำนักข่าวที่เผยแพร่โพสต์ของเจ๊จุกคลองสามเป็นประจำได้ไม่ยาก น่าสนใจว่า หากมีการดำเนินการด้วยกลยุทธ์ทางด้านลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง คลิปของสำนักข่าวดังกล่าวจะปลิวด้วยหรือไม่ !

นัยยะเชิงทฤษฎี

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นจากการเปิดโปงปฏิบัติการชักจูงในครั้งนี้ คือเจ๊จุกคลองสามใช้วัฒนธรรมป๊อบญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการสร้างฐานผู้ติดตาม ในทำนองเดียวกับประเด็นเรื่อง 'กี้กี้' จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ (ดูข้อมูลประกอบที่นี่(https://www.youtube.com/watch?v=4ez-IzrF9vA)) และการหาเสียง ในการเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นประเด็นทางทฤษฎีที่ว่่าวัฒนธรรมกับการเมืองแยกจากกันไม่ขาด

ที่น่าสนใจก็คือวัฒนธรรมป๊อบบ่อยครั้งมาพร้อมกับประเด็นทางด้านลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับนักปฏิบัติการทางการเมือง ตัวอย่างเช่น กรณีที่นักดนตรีหลายๆ คนไม่อนุญาตให้ทรัมป์ใช้เพลงของพวกเขาในการหาเสียงเลือกตั้งจนกลายเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล

หากเราเชื่อว่าในอนาคตจะมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ 'ประสบความสำเร็จอย่างสูง' เหมือนเจ๊จุกคลองสามอีก มีโอกาสสูงเช่นกันที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเหล่านี้จะใช้วัฒนธรรมป๊อบเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างฐานผู้ติดตาม หมายความว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐอาจจะละเมิดลิทธิ์อีก ทำให้ข้อเสนอนี้กลายเป็นแนวคิดเชิงกลยุทธ์ (tactical concept) ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และการโจมตีด้วยประเด็นทางด้านลิขสิทธิ์จะช่วยให้ต้นทุนในการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายรัฐแพงขึ้น

ข้าพเจ้าเคยได้ยินมาจากคำบอกเล่าของคนรู้จักว่า นักวิชาการนามอุโฆษผู้ล่วงลับท่านหนึ่งเคยกล่าวขณะร่ำสุราว่า ให้สู้รัฐเผด็จการด้วยการ "เอาวัฒนธรรมชนแม่ง !" ข้าพเจ้าไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่คงพอจะกล่าวได้ว่าข้อเสนอของข้าพเจ้าคงนับได้ว่ามีลักษณะคล้ายๆ กัน ต่างไปเพียงเล็กน้อยคือข้าพเจ้าเสนอให้ "เอาทุนชนแม่ง !" ด้วย เพราะเรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ

องค์กรสิทธิ ประชาสังคม และนักวิชาการ มองประเด็นที่ตัวผลักดันจากกรอบมุมมองของสิทธิเป้นตัวตั้ง หรือเรียกกันว่า right-based approach แน่นอนว่ามุมมองเช่นนี้เป็นรากฐานสำคัญมากอย่างไม่่อาจปฏิเสธได้ แต่บางครั้งการมองผ่านกรอบอื่นๆ ก็ช่วยให้เปิดทางในการผลักดันรณรงค์ได้อย่างมาก

แน่นอนว่าฝ่ายซ้ายหลายๆ คนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าการเพิ่มความหลากหลายทางกลยุทธ์ (tactical diversity) อาจเปิดทางให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการผลักดันสังคม โดยผู้รณรงค์สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้ตามอุดมการณ์ทางการเมืองและความเหมาะสมของสถานการณ์

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง