ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หรือ Deep South Watch ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เป็นศูนย์วิจัยที่สำคัญในการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งและพัฒนาการด้านสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นผู้นำการวิจัย ซึ่งได้กล่าวถึงกระบวนการเจรจาที่เริ่มต้นในปี 2556 ว่า เป็นจุดสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่าในช่วงปี 2567 หลังจากการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล กระบวนการพูดคุยถูกหยุดชะงัก จนนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความรุนแรงอีกครั้งในปี 2567 ศรีสมภพเห็นว่า การพูดคุยสันติภาพควรดำเนินการต่อไป ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวแทนระดับสูงสุด แต่ควรให้ผู้ที่มีบทบาทในขบวนการพูดคุยจริงเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมเน้นว่าการสร้างสันติภาพต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยุติธรรมในพื้นที่
ศรีสมภพเล่าว่า จุดสำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้คือปี 2556 ซึ่งหลังจากเหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในปี 2547 สถานการณ์มีความรุนแรงสูง และความรุนแรงยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดช่วงสิบปีแรก ความรุนแรงสลับขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่จากข้อมูลสถิติความรุนแรงที่เก็บรวบรวมจาก Soft Watch ที่จัดเก็บในฐานข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา สถิติความรุนแรงได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในลักษณะของการลดลงแบบเป็นขั้นๆ เหมือนกับการเดินลงบันได ซึ่งเป็นภาพที่ชัดเจนและเห็นได้ในภาพรวม

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อเริ่มมีการพูดคุยกันเป็นครั้งแรกในปี 2556 และกระบวนการพูดคุยนี้ทำให้ระดับความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่อง” ศรีสมภพอธิบาย เขาย้ำว่ากระบวนการพูดคุยไม่เพียงแต่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลดความขัดแย้งในพื้นที่ แต่ยังทำให้ภาพของสันติภาพที่เป็นไปได้จริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เริ่มปรากฏ
โดยในช่วงสิบปีหลังจากนั้น เหตุการณ์ความรุนแรงลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงปี 2566–2567 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเลือกตั้งและมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลเศรษฐา จากพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาบริหาร และสานต่อกระบวนการพูดคุยที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2556 ภายใต้การแต่งตั้ง ฉัตรชัย บางชวด ที่ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
การพูดคุยที่ต่อเนื่องนำไปสู่การตกลงกันในปี 2566 เกี่ยวกับ แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติภาพแบบองค์รวม หรือที่เรียกว่า JCPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สำคัญระหว่างรัฐบาลไทยและขบวนการ BRN (บีอาร์เอ็น) เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง โดย JCPP ถือเป็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมจากการเจรจาที่เริ่มต้นในปี 2562–2563 แต่ยังคงต้องมีการยืนยันและตกลงรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะถือว่าเป็นข้อตกลงสุดท้าย ในขณะเดียวกัน ข้อตกลงนี้ยังไม่ได้ถูกพิจารณาว่าเป็นข้อตกลงสุดท้าย เพราะยังต้องมีการหารือและตกลงในหลายๆ รายละเอียดเพิ่มเติม เช่น การลดความรุนแรง การตั้งระบบเฝ้าระวัง การแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง และการเปิดเวทีสาธารณะพูดคุยเพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม
แม้จะมีความคืบหน้าในการเจรจา แต่สถานการณ์ในปี 2566–2567 กลับมีความชะงักงันเมื่อรัฐบาลเศรษฐาไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างต่อเนื่อง ศรีสมภพกล่าวถึงข้อจำกัดและปัญหาที่เกิดขึ้นว่า หลังจากการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ การดำเนินการต่อเนื่องในกระบวนการ JCPP ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน เนื่องจากต้องรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ในการผลักดันการเจรจาต่อไป

หลังจากการตัดสินใจหยุดการพูดคุยในปี 2567 ผลกระทบจากการหยุดการเจรจาเริ่มปรากฏชัดเจนในสถิติความรุนแรง ปี 2567 ถือเป็นปีแรกที่สถิติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้กลับเพิ่มขึ้นโดยประมาณ 30% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น่าสังเกตเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่มีการลดลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา สถานการณ์ความรุนแรงก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2568 สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างปี 2547 - 2568 ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลา 21 ปี มีลักษณะเป็นความยืดเยื้อและต่อเนื่อง โดยในช่วงสิบปีแรก ( 2547-2556) ความรุนแรงสูงถึงระดับเดือนละ 200-300 ครั้ง และความถี่เหตุการณ์อยู่ที่ปีละ 1,500-2,000 ครั้ง ต่อมาในช่วงปี 2556-2563 ความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะหลังจากการเริ่มต้นกระบวนการพูดคุยสันติภาพในปี 2556 ซึ่งช่วยลดความถี่ของเหตุการณ์ลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ความถี่และความแปรปรวนของเหตุการณ์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มีการเพิ่มขึ้นของระดับความรุนแรงถึง 31.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
การวิเคราะห์สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถพิจารณาได้ทั้งในมุมมองระยะยาวและระยะสั้น จากมุมมองระยะยาว แนวโน้มความรุนแรงมีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเส้นแนวโน้มทางสถิติแสดงให้เห็นถึงการลดลงในภาพรวมตลอดระยะเวลา 21 ปี แต่ในมุมมองระยะสั้น ความแปรปรวนของสถานการณ์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังอาจสะท้อนถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กระบวนการสันติภาพที่ยังไม่บรรลุผลอย่างชัดเจน และปัจจัยภายในพื้นที่ที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูความสงบสุข ทั้งนี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเพิ่มขึ้นของความรุนแรงในช่วงปีหลัง
ศรีสมภพ อธิบายเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันเกิดจากการที่รัฐบาลไม่มีโต๊ะเจรจาสันติภาพที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือกับทุกฝ่าย ขบวนการ BRN และฝ่ายที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างในพื้นที่ก็ขาดพื้นที่สำหรับการเจรจา การไม่มีพื้นที่สำหรับการพูดคุยทำให้ไม่สามารถหาทางออกจากความขัดแย้งได้ ส่งผลให้เกิดความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
ในช่วงที่สถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้นนี้ ยังคงมีข้อสงสัยว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากการกระทำของ BRN หรือจากกลุ่มอื่นๆ หรือแม้แต่จากฝ่ายรัฐเองก็ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน ซึ่งการไม่สามารถระบุผู้ก่อเหตุได้ ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนคลุมเครือและยากที่จะคาดเดาผลลัพธ์ได้
แม้สถานการณ์ความรุนแรงในปัจจุบันจะยังไม่รุนแรงเท่ากับช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ในปี 2547-2549 แต่การเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องในแต่ละวัน ก็สร้างความตึงเครียดในสังคมและชุมชนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกลุ่มชาวพุทธในพื้นที่ ซึ่งมีการโจมตีทั้งพระสงฆ์และสามเณร ทำให้เกิดความหวาดระแวงและความรู้สึกไม่ดีระหว่างศาสนา อีกทั้งยังทำให้เกิดความตึงเครียดในชุมชนที่อาจจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่
สถานการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ทำให้มีความกังวลว่า หากไม่มีการพูดคุยหรือหาทางออกที่เป็นทางการอย่างจริงจัง ความรุนแรงอาจจะกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นได้อีกครั้ง การที่เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องทุกวัน จึงเป็นสัญญาณเตือนว่า หากยังไม่มีการพูดคุยหรือความพยายามในการหาทางออกอย่างจริงจัง สถานการณ์อาจจะกลับมารุนแรงขึ้นเหมือนในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ชายแดนใต้กล่าวอีกว่า จริงๆ แล้วการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยและขบวนการ BRN มีมาแล้วเกิน 10 ปี โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายก็ได้มีการนั่งเจรจาและพูดคุยกันอย่างจริงจัง แต่รัฐบาลกลับบอกว่า ตัวแทนที่มาพูดคุยนั้นไม่ใช่ "ตัวจริง" ตามที่ต้องการ โดยรัฐมนตรีภูมิธรรมได้กล่าวว่าควรจะต้องนำคนที่มีอำนาจสูงสุดในขบวนการ BRN มานั่งเจรจาแทน ตนเองมีข้อสงสัยว่า เมื่อการพูดคุยเกิดขึ้นและมีตัวแทนของ BRN ที่มีบทบาทสำคัญแล้ว ทำไมรัฐบาลถึงยังยืนยันว่าเป็นตัวแทนที่ไม่ใช่ตัวจริง?
ตัวอย่างเช่น ‘อนัส อับดุลเราะห์มาน’ ผู้นำ BRN ตามที่รายงานข่าวหรือข้อมูลจากสายข่าวระบุว่า อนัต อับดุรามาน ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสันติภาพ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้นำสูงสุดของขบวนการ BRN แต่ก็มีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนฝ่ายการเมืองของขบวนการนี้ อย่างไรก็ตามฝ่ายรัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าพวกเขาต้องการตัวแทนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในขบวนการ BRN โดยส่งรายชื่อไปให้กับทางมาเลเซียเพื่อช่วยในการหาตัวบุคคลดังกล่าว โดยให้ ‘อันวาร์ บิน อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วยในการติดต่อประสานงาน
อย่างไรก็ตาม ศรีสมภพกล่าวว่า การพยายามหาคนระดับสูงที่แท้จริงก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไร เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการยิงแกนนำของขบวนการ BRN ที่เป็น ‘อุสตาส’ ครูสอนศาสนาในโรงเรียนของพื้นที่ จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุที่แท้จริง
ข้อมูลสายข่าวบางแหล่งระบุว่า การยิงแกนนำ‘อุสตาส’ อาจเป็นฝีมือของฝ่ายรัฐ แต่ทางฝ่ายรัฐกลับบอกว่าเป็นการยิงกันเองภายในขบวนการ BRN ขณะที่ BRN เองก็ยืนยันว่าเป็นการกระทำของฝ่ายรัฐ สิ่งที่ตามมาคือความสับสนและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุ เนื่องจากเหตุการณ์ในพื้นที่นั้นค่อนข้างมั่วและไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความรุนแรงนี้ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ไม่ว่าจะอย่างไรขบวนการ BRN มองว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่การแสดงความจริงใจจากฝ่ายรัฐบาล และยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น โดยเกิดการตอบโต้และการฆ่าฟันกันต่อเนื่อง ทำให้เกิดความหวาดระแวงในพื้นที่
ศรีสมภพกล่าวว่า จริงๆ แล้วในตอนนี้ขบวนการ BRN ก็ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน แม้ว่าทักษิณ ชินวัตร จะต้องการที่จะเจรจากับแกนนำ แต่จากข้อมูลที่ทราบก็ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวจากผู้นำระดับสูงของขบวนการแต่อย่างใด แต่ในมุมมองของตน การที่มีคนที่เคยไปนั่งพูดคุยอยู่แล้ว ก็สามารถดำเนินกระบวนการสันติภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องไปคุยกับผู้นำระดับสูงเท่านั้น แต่สามารถคุยกับคนระดับกลางที่มีความสัมพันธ์กับทั้งระดับสูงและระดับล่าง (Middle Out) ได้ เพราะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กระบวนการนี้จะขยับไปเอง
เขาให้เหตุผลว่า สังเกตได้จากการที่เหตุการณ์ความรุนแรงลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการที่ได้พูดคุยกับคนระดับกลางที่มีบทบาทเชื่อมโยงกับทั้งสองฝั่ง
“ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะท่านภูมิธรรมกลับมองว่า การพูดคุยควรเริ่มต้นใหม่จากจุดศูนย์กลาง หรือที่เรียกว่า Set Zero แต่ผมมองว่าความคิดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะการพูดคุยสันติภาพไม่ว่าจะที่ไหนในโลกก็ตาม มักจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นในระหว่างการเจรจาอยู่ดี แต่จุดสำคัญคือการลดระดับความรุนแรงลงหลังจากการพูดคุย และทดสอบฝ่ายตรงข้ามว่าการลดเหตุการณ์ได้จริงหรือไม่ภายในช่วงเวลา 1, 2 หรือ 3 เดือน”
ศรีสมภพกล่าวเสริมว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมาก็ได้มีการทดสอบการหยุดยิงในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งปรากฏว่าเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงจริง ๆ และฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็ยอมรับว่า การหยุดยิงในช่วงนั้นสามารถลดเหตุการณ์ได้จริง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันยังคงเชื่อว่า ต้องการให้เหตุการณ์ความรุนแรงหายไปทั้งหมด ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ยากจะเป็นจริงและอาจนำไปสู่ทางตันได้ การไม่ยอมรับความจริงในเรื่องนี้อาจทำให้กระบวนการพูดคุยหยุดชะงักและไม่มีทางออก
ศรีสมภพ กล่าวถึงทางออกของปัญหาว่า ด้านหนึ่งคือการพูดคุยสันติภาพต้องมีต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นตัวแทนระดับสูงสุด คนระดับกลางที่มีบทบาท มีความเชื่อมโยงกับทั้งระดับบนและระดับล่าง ก็สามารถขับเคลื่อนกระบวนการได้เหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความเข้าใจในพื้นที่ และการเชื่อมต่อคนในขบวนการ เขายังชี้ให้เห็นถึงการโต้ตอบเชิงสัญลักษณ์ที่น่าสนใจในวงพูดคุยว่า ฝ่ายขบวนการ BRN เองก็ท้าทายกลับว่า หากรัฐไทยต้องการพูดคุยกับตัวแทนระดับสูงสุดของ BRN จริง อย่างนั้นฝั่งรัฐก็ต้องส่งบุคคลระดับสูงสุดมานั่งคุยด้วยเช่นกัน
“ขบวนการ BRN ได้แสดงท่าทีว่า หากต้องการตัวแทนระดับสูงสุดจากฝ่ายรัฐ ก็จำเป็นต้องให้คุณแพทองธาร รักษาการณ์มานั่งเจรจา เพราะระดับของการเจรจาต้องตรงกัน ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายไทยไม่ยอมรับข้อเสนอเช่นนี้ ทำให้ BRN ตั้งคำถามสำคัญกลับไปยังรัฐไทยว่า บุคคลที่รัฐบาลส่งมาเจรจานั้นเป็น “ตัวจริง” แค่ไหน? เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายรัฐเคยกล่าวว่า ตัวแทนจาก BRN ที่มาร่วมเจรจาไม่ใช่ตัวจริง แต่เป็นเพียงตัวแทนที่ไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องถามกลับไปว่า ตัวแทนของรัฐบาลที่เข้ามาเจรจาตอนนี้นั้น “ตัวจริง” หรือไม่? คำถามนี้ก็เป็นสิทธิของ BRN ที่จะตั้งขึ้นมา และเราเองก็สามารถเข้าใจได้จากมุมมองของพวกเขา”
ศรีสมภพชี้ว่า ปัญหาเรื่องตัวจริงหรือตัวปลอม อาจไม่ใช่แก่นแท้ของกระบวนการสันติภาพ แต่เป็นกับดักทางความคิดมากกว่า ถ้าเรามัวแต่ยึดติดว่าต้องเป็นแกนนำระดับสูงสุด กระบวนการมันจะไปไม่ได้ เพราะองค์กรของขบวนการอย่าง BRN ไม่ได้มีโครงสร้างแบบพีระมิดอย่างที่รัฐเข้าใจ ไม่ใช่ว่ามีหัวแล้วสั่งลงมาได้เลย เขายกตัวอย่างคำอธิบายของนักวิชาการต่างประเทศ ดันแคน แมคคาร์โก นักวิชาการชาวอังกฤษ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษานอร์ดิก และศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ที่ระบุว่า องค์กรของขบวนการมีลักษณะเป็น Liminal Organization หรือ องค์กรในระยะเปลี่ยนผ่าน ที่โครงสร้างอำนาจอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และไม่มีความแน่นอนในรูปแบบเดียวกับองค์กรทางราชการ
“เพราะงั้นคนที่เราคิดว่าเป็นตัวนำ อาจจะไม่ได้มีอำนาจจริงก็ได้ และคนที่ไม่มีตำแหน่งชัดเจน อาจมีอิทธิพลมากกว่าด้วยซ้ำ”
ศรีสมภพเสนอว่า หากรัฐไทยยอมรับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและเปิดโอกาสให้คนที่มีบทบาทจริง แม้ไม่ใช่ผู้นำสูงสุดเข้ามาเจรจาก็อาจช่วยให้กระบวนการสันติภาพเดินหน้าต่อไปได้ โดยการเริ่มจากคนที่มีสายสัมพันธ์จริงแล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นไปทีละขั้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม กระบวนการนี้จะขยับไปเองโดยธรรมชาติ นอกจากนี้เขายังชี้ว่า BRN ไม่ใช่องค์กรที่มีโครงสร้างแนวดิ่งแบบชัดเจนเหมือนองค์กรทั่วไป แต่เป็น "network organization" ที่มีแกนนำและการประสานงานกัน แต่ไม่ได้ยึดติดกับลำดับชั้นที่ตายตัว ซึ่งการเข้าใจผิดในลักษณะนี้ทำให้บางฝ่ายในรัฐคิดว่าการจัดการกับแกนนำจะสามารถยุติการต่อสู้ได้ แต่แท้จริงแล้ว BRN ยังคงทำงานได้ผ่านเครือข่าย
“การพูดคุยต่อเนื่องเป็นวิธีที่ได้ผลในการลดความรุนแรง โดยไม่ใช่แค่การนั่งโต๊ะแล้วจบ แต่ต้องเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ สร้างเงื่อนไขใหม่และลดเงื่อนไขเก่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจและลดการต่อต้าน นอกจากนี้ การสร้างสันติภาพไม่สามารถทำได้แค่ผ่านการเจรจาทางการเมือง แต่ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในหลายด้าน เช่น ความยุติธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยทำไปพร้อม ๆ กับกระบวนการพูดคุย ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า Peace Building หรือการสร้างสันติภาพ ที่ต้องทำหลายด้านพร้อมกัน เพื่อค่อยๆ ลดความรุนแรงและพัฒนากระบวนการแก้ปัญหาสู่สันติภาพ”ศรีสมภพกล่าว
