ในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านนโยบายความหลากหลาย ความเสมอภาค และการนับรวมทุกคน หรือ DEI จากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มีหลายบริษัทที่ล่าถอยยอมถูกกดดันด้วยการประกาศจะไม่ร่วม “งานภายนอก” อย่างเช่นงานไพรด์ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่นานนี้ ทำให้นักเคลื่อนไหวต้องผลักดันประเด็น DEI มากขึ้น แต่ก็มีอยู่อีกหลายบริษัทที่ไม่ยอมอ่อนข้อและจะยังรักษาแนวทางแบบ DEI เอาไว้
ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองแบบใดก็ตาม แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปีนี้เป็นปีที่นโยบาย DEI หรือ นโยบายเพื่อความหลากหลาย ความเสมอภาค และการนับรวมทุกคน (Diversity, Equity and Inclusion)เผชิญกับแรงต้านอย่างหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำสั่งพิเศษให้มีการล้างบางนโยบายด้านความหลากหลายออกจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เรื่องนี้ส่งผลให้บรรษัทใหญ่ๆ หลายแห่งได้ยอมตามด้วยการพับโครงการ DEI ของตัวเองไป
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หลายบริษัทมีการประชุมหารือและลงมติของผู้ถือหุ้นบริษัทต่างๆ ในเรื่อง DEI ในขณะที่กลุ่มนักกิจกรรมก็ต้องต่อสู้หนักขึ้นในเรื่อง DEI และดูเหมือนว่าผลกระทบจะตกทอดไปถึงการจัดงานไพรด์ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ด้วย
บรรษัทใหญ่หลายแห่งเช่น มาสเตอร์การ์ด, เป็ปซี, นิสสัน และ PwC ต่างก็ประกาศถอนสปอนเซอร์จากการจัดไพรด์นิวยอร์กหรือ NYC Pride บริษัท บูซ อัลเลน แฮมิลตัน และ ดีลอยท์ ก็ถอนสปอนเซอร์จากการจัดเวิร์ลด์ไพรด์วอชิงตันดีซี ขณะที่บริษัท แอนไฮเซอร์-บุช (เจ้าของเบียร์บัดไวเซอร์), คอมแคสต์ และ บริษัทสุรา ดีอาจิโอ ต่างก็ยุติการเป็นสปอนเซอร์ให้กับซานฟรานซิสโกไพรด์
ในขณะเดียวกันก็มีกรณีที่กลุ่มทวินซิตีไพรด์ของมินนิแอโปลิสปฏิเสธไม่ยอมรับสปอนเซอร์ของห้าง Target โดยอ้างว่าเพราะ Target มีความโลเลสองจิตสองใจในเรื่องการสนับสนุนชุมชน LGBTQ+ และเป็นบริษัทที่ทำการยกเลิกโครงการ DEI
เบน ฟินเซล ประธาน RENEWPR กล่าวว่าผู้บริโภคและลูกจ้างต่างก็ต้องการความคงเส้นคงวาในค่านิยมและการแสดงออกบริษัท ว่าต้องการจะสื่ออะไร ไม่ใช่แค่การเอนเอียงไปหาอะไรที่ดูเป็นที่นิยมหรือทำไปเพื่อเอาหน้าอย่างเดียว แต่มันต้องเน้นเรื่องค่านิยมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเหล่านั้นด้วย
ทำไม DEI ถึงมีความสำคัญ?

ป้ายและธงรำลึกเหตุการณ์จลาจลสโตนวอลล์ที่หน้า Stonewall Inn นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือนไพรด์ปี 2559 (ที่มา: Rhododendrites/Wikipedia)
DEI คือการให้ความสำคัญทั้งในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการนับรวมทุกคน ในที่ทำงาน สถานศึกษา หรือวงการต่างๆ เช่น ศิลปะ หมายถึงการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับและเคารพในความเป็นคนของพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะมีพื้นเพความเป็นมาอย่างไรก็ตาม เป็นคนเชื้อชาติหรือชนชาติใดก็ตาม ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่ มีอัตลักษณ์ทางเพศแบบไหน มีเพศวิถีแบบไหนก็ตาม
ค่านิยมแบบ DEI นี้จะช่วยสร้างพื้นที่ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น และเป็นพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เคยมีงานวิจัยที่ระบุว่าแนวทางแบบ DEI จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น และมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มีการตัดสินใจที่ชาญฉลาดขึ้นเพราะมุมมองที่หลากหลาย สร้างความพึงพอใจให้ลูกจ้างมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือคู่ค้าให้ดีขึ้นด้วย
ถึงแม้ว่า DEI จะมีความสำคัญขนาดนี้ แต่บริษัทบางส่วนก็เลือกที่จะยกเลิกและไม่เข้าร่วมกิจกรรมในเดือนไพรด์ ข้อมูลการวิจัยของกราวิตีรีเสิร์จระบุว่ามีบรรษัทร้อยละ 39 ที่ลดระดับการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในเดือนไพรด์ภายนอกบริษัทลงในปีนี้
นอกจากนี้การสำรวจของกราวิตียังระบุว่า ในปีนี้ การให้ความสำคัญ การเข้าร่วมต่อประเด็น LGBTQ+ ภายในบริษัทถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงมากขึ้นร้อยละ 42 เช่น ประเด็นเรื่องการทำระบบประกันสุขภาพแบบครอบคลุม การช่วยเหลือทางสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศ นโยบายการเข้าถึงห้องน้ำ การใช้สรรพนามเรียกบุคคลตามเพศสภาพ การสร้างกลุ่มให้ความช่วยเหลือด้านทรัพยากรแก่ชาว LGBTQ+
ขณะเดียวกันก็มีข้อสังเกตว่า การถอนตัวหรือลดระดับการปฏิสัมพันธ์กับไพรด์เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นทุกที่ทั่วโลก มีบางที่ก็ยังมีการเตรียมจัดงานใหญ่โดยไม่สนใจเรื่องคำสั่งต่อต้าน DEI ของทรัมป์ เช่น โครงการพัฒนาตลาดหุ้นยั่งยืน SSE ของสหประชาชาติก็ประกาศจัดงานรวมภาคประชาสังคมกับภาคธุรกิจและตลาดหุ้น ให้เข้ามามีส่วนร่วมในงาน "Ring the Bell เพื่อสิทธิความเท่าเทียม LGBTIQ+ 2025" นับเป็นการจัดงานครั้งแรกขององค์กรนี้
ทั้งนี้ยังมีข้อสังเกตว่า การสื่อในทำนองต่อต้าน DEI จะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่กับยุโรป คนที่ต่อต้าน DEI ในยุโรปมีแต่จะถูกมองเป็นตัวตลกด้วยซ้ำ และมันกลับจะยิ่งทำให้บริษัทสัญชาติยุโรปตอกย้ำการมีพันธกรณีและความรับผิดชอบต่อ DEI มากยิ่งขึ้น
แล้วบริษัทไหนบ้างที่ยกเลิก DEI
สำหรับภาคเอกชนที่ยอมตามคำสั่งของทรัมป์ โดยการยกเลิก DEI นั้น เป็นกลุ่มบรรษัทใหญ่ไม่ว่าจะเป็นแอมะซอน (แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำระดับโลก), กูเกิล, แมคโดนัลด์, เมตา (เจ้าของเฟซบุ๊ก), Target, วอลมาร์ท การถอนตัวของกลุ่มบรรษัทใหญ่เหล่านี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากที่ต่างๆ ทั่วโลก
กรณี แอมะซอน นั้นมีระบุในบันทึกที่ส่งให้กับลูกจ้าง เขียนโดย แคนดี คาสเซิลเบอร์รี ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลอาวุโส ระบุว่า แอมะซอน ได้ลดระดับนโยบาย DEI ลง โดยอ้างว่าเป็นการตัดสินใจหลังจากที่ได้สำรวจแล้วว่าโครงการ DEI ของพวกเขาได้ผลมากแค่ไหน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ในปี 2563 แอมะซอนเคยสัญญาว่าจะเพิ่มจำนวนลูกจ้างคนผิวดำในตำแหน่งระดับสูงขึ้นเป็นสองเท่าและตั้งเป้าหมายว่าจะจ้างงานลูกจ้างคนผิวดำเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 แต่พอพวกเขาเปลี่ยนจุดยืนแล้ว พวกเขาก็ลบการใช้ภาษาแบบ DEI ออกจากเว็บไซต์ โดยยังไม่แน่นอนว่าจะมีโครงการอะไรถูกโละทิ้งบ้าง
บริษัทต่อมาคือ กูเกิล ที่มีบริษัทแม่คือ อัลฟาเบต มีการลบข้อความที่สื่อถึงนโยบาย DEI ออกจากรายงานประจำปีของพวกเขา จากเดิมที่เคยมีการระบุว่าพวกเขา "มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ ความหลากหลาย, ความเท่าเทียม และการนับรวมทุกคน ถือเป็นสิ่งที่พวกเขาจะทำทั้งหมด" ซึ่ง ปิโอนา ซิคโคนี หัวหน้าแผนกบุคคลของอัลฟาเบตระบุว่าเป็นเพราะพวกเขา "เป็นผู้รับเหมาให้กับภาครัฐ" ด้วย จึงทำให้พวกเขาพิจารณาโครงการเพื่อให้เป็นไปตามคำตัดสินของศาลและเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดี
บริษัทคอมพิวเตอร์ ไอบีเอ็ม เคยแสดงท่าทีจะรักษา DEI เอาไว้มาก่อน แต่ในช่วงหลังๆ มานี้ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงข้อความของตัวเอง โดยไม่ระบุคำว่า "ความหลากหลาย" ในรายงานของตัวเองอีกต่อไป นอกจากนี้ในบันทึกการสื่อสารภายในบริษัทเดือนเมษายน 2568 ก็มีการระบุว่า จะมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายเรื่องความหลากหลายจากเรื่องเชื้อชาติและเพศสภาพ ไปเน้นเรื่องธุรกิจขนาดเล็กและบริษัทที่นำโดยผู้มีประสบการณ์แทน โดยอ้างว่าการปฏิบัตินโยบายนับรวมผู้คนที่หลากหลายนั้น "สร้างความตึงเครียด"
บริษัทแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่อย่าง แมคโดนัลด์ ก็ออกแถลงการณ์เมื่อต้นเดือน มกราคม 2568 สรุปว่าพวกเขาจะยกเลิกเป้าหมายการเป็นตัวแทนของความหลากหลาย รวมถึงยังยกเลิกการกำหนดให้ใช้วัตถุดิบจากบริษัทที่ให้คำมั่นในประเด็น DEI เหมือนกัน อย่างไรก็ตามแมคโดนัลด์ก็ได้เปลี่ยนชื่อทีมความหลากหลายเป็น "ทีมที่นับรวมทุกคน" ซึ่งก็น่าสังเกตว่าอาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนค่านิยมหลักจากความหลากหลายมาเป็นการนับรวมทุกคน
บริษัท เมตา เจ้าของเฟซบุ๊กและ Threads ได้ลดระดับ DEI ลงโดยการปลดทีมดำเนินการเรื่อง DEI ออกจากบริษัท ยกเลิกการเน้นจัดซื้อจัดจ้างจากบริษัทที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มความหลากหลาย ยกเลิกการจ้างงานและการฝึกอบรมลูกจ้างโดยคำนึงถึงการให้คำมั่นในประเด็นความหลากหลาย ซึ่งแผนกบุคคลของพวกเขาก็อ้างเรื่องการเมืองสหรัฐฯ ในการตัดสินใจเช่นนี้ นอกจากนี้ยังมีการลดระดับความพยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียของพวกเขาลงด้วย
บริษัทอย่าง Target ที่เคยให้ความสำคัญต่อกลุ่มคนผิวดำมากขึ้นหลังการประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อปี 2563 เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ แต่ในปีนี้พวกเขาก็ยกเลิกการเน้นรับซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทของชนกลุ่มน้อย ยกเลิกการรายงานเรื่องความหลากหลายต่อพาร์ทเนอร์ภายนอกบริษัทอย่าง ฮิวแมนไรท์แคมเปญ และยุติโครงการเรื่องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติสีผิว
ส่วนวอลมาร์ท ห้างค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ อีกแห่งหนึ่งก็เคยประกาศมาตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2567 ว่าพวกเขาจะยุติโครงการริเริ่มด้าน DEI ในหลายเรื่องและถึงขั้นยกเลิกการให้เงินทุนเฉลิมฉลองเดือนไพรด์ นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกโครงการฝึกอบรมเรื่องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติสีผิวและยกเลิกการส่งข้อมูลให้กับองค์กรฮิวแมนไรท์แคมเปญเช่นเดียวกับ Target
หลายบริษัทมีกระแสต่อต้าน DEI แต่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นไม่เอาด้วย
ถึงแม้ว่าหลายบริษัทจะเริ่มลดระดับหรือถึงขั้นยกเลิก DEI รวมถึงตัดการสนับสนุนไพรด์ แต่นักลงทุนจำนวนมากที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทก็ไม่ซื้อนโยบายต่อต้าน DEI เช่นนี้ เมื่อมีการให้โหวตข้อเสนอยกเลิก DEI มีผู้ถือหุ้นแค่ร้อยละ 1-2 เท่านั้นที่สนับสนุนให้ต่อต้านหรือยกเลิก DEI
เช่นบริษัทโคคา-โคลา มีการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่มีการโหวตลงมติเกี่ยวกับข้อเสนอต่อต้าน DEI จากกลุ่มนักกิจกรรมอนุรักษ์นิยม NLPC แต่ก็มีผู้ถือหุ้นร้อยละ 1.1 เท่านั้นที่โหวตสนับสนุนนโยบายต่อต้าน DEI
บริษัทยีนส์ลีวาย ก็ออกแถลงการณ์ว่าบอร์ดบริษัทของพวกเขายึดถือเรื่องความหลากหลายเป็นค่านิยมหลักมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และมีแค่ร้อยละ 1 เท่านั้นที่โหวตสนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนักกิจกรรมอนุรักษ์นิยม NCPPR ให้มีการยกเลิกนโยบายและเป้าหมาย DEI
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ อย่าง Costco, แอปเปิล และ ไมโครซอฟต์ ที่โหวตคัดค้านการยกเลิกนโยบาย DEI
แถลงการณ์ของแอปเปิลระบุว่า "พวกเรามีความพยายามที่จะสร้างวัฒนธรรมให้ผู้คนรู้สึกได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ที่ที่ทุกคนสามารถทำงานของพวกเขาให้ดีที่สุด" ส่วนไมโครซอฟต์ระบุถึงการให้คำมั่นของธุรกิจว่า "สำหรับไมโครซอฟต์แล้ว ความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบ ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์หรือกระแสตามฤดูกาลเท่านั้น"
เรียบเรียงจาก
What companies are rolling back DEI policies in 2025?, Tech Target, 29-04-2025
https://www.techtarget.com/whatis/feature/What-companies-are-rolling-back-DEI-policies
DEI is emerging triumphant in shareholder battles across corporate America from Coca-Cola to Berkshire Hathaway, Yahoo!, 10-05-2025
https://finance.yahoo.com/news/dei-emerging-triumphant-shareholder-battles-100000154.html
U.S. companies end Pride sponsorships as anti-DEI pressure mounts, Axios, 08-05-2025
https://www.axios.com/2025/05/08/pride-month-sponsorship-decline-2025
What is diversity, equity & inclusion (DE&I) & why is it important?, IMD, 05-2025
https://www.imd.org/blog/management/what-is-dei/
Ring the Bell for LGBTIQ+, SSE Initiative
https://sseinitiative.org/sse-event/2025-ring-bell-lgbtiq-equality
