ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) มีคำวินิจฉัยเมื่อไม่นานนี้ว่า กฎหมายต่อต้าน LGBTQ+ ของฮังการีที่อ้างว่าเป็นกฎหมาย "คุ้มครองเด็ก" ถือเป็นกฎหมายที่ขัดต่อกฎของสหภาพยุโรป รวมถึงขัดต่อหลักสิทธิขั้นพื้นฐานและค่านิยมของยุโรป ในแง่ที่เป็นการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อชาว LGBTQ+ ฮิวแมนไรท์วอทช์มองว่าเป็นกฎที่ไม่ควรจะมีอยู่ในสหภาพยุโรป
5 พ.ค. 2569 เป็นครั้งแรกที่สหภาพยุโรปลงดาบต่อประเทศสมาชิกในเรื่องการละเมิดกฎบัตรค่านิยมพื้นฐานของอียู ในเรื่องการคุ้มครองความหลากหลายทางเพศ โดยมีการตัดสินจากศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรป (CJEU) ว่า กฎหมาย "คุ้มครองเด็ก" ปี 2021 ของฮังการี ซึ่งจริงๆ แล้วคือกฎหมายที่ใช้ตีตราและกีดกันเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ นับเป็นกฎหมายที่ขัดต่อกฎบัตรของสหภาพยุโรป
องค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา ศาล CJEU ของยุโรปได้ตัดสินให้กฎหมายต่อต้านชาว LGBTQ+ ของฮังการีนับเป็นการฝ่าฝืนกฎบัตรของอียูเพราะเป็นกฎหมายที่กีดกันเลือกปฏิบัติต่อ LGBTQ+ ซึ่งกฎหมายแบบนี้ไม่ควรจะมีอยู่ในอียู
ลิเดีย กัลล์ นักวิจัยอาวุโสด้านยุโรปและเอเชียกลางที่ฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่าคำตัดสินในครั้งนี้ถือเป็น "คำตัดสินที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่ยืนยันว่ากฎหมายกีดกัน LGBTQ+ ของฮังการีไม่ควรจะมีที่ยืนในอียูและควรจะต้องมีการยกเลิกกฎหมายนี้ โดยที่รัฐบาลฮังการีได้อ้างใช้กฎหมาย "คุ้มครองเด็ก" นี้ในการเซนเซอร์ข้อมูล ตีตราผู้มีความหลากหลายทางเพศ และจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน
ศาล CJEU ระบุว่า กฎหมายของฮังการีมีการฝ่าฝืนกฎของอียูในแง่ที่ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการคุ้มครองและเป็นค่านิยมที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาการจัดตั้งสหภาพยุโรป จากการที่กฎหมายของฮังการีมีการสั่งห้ามหรือจำกัด "การนำเสนอหรือการส่งเสริม" เรื่องเพศวิถีและเพศสภาพให้เด็กกับวัยรุ่นได้รับรู้ ไม่ว่าจะทางการศึกษา ทางสื่อ หรือการโฆษณา
ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า รัฐบาลใหม่ของฮังการีควรจะมีการยกเลิกกฎหมายกีดกัน LGBTQ+ เช่นนี้โดยทันที และต้องรับประกันว่าการออกกฎหมายทุกฉบับจะต้องเคารพในความเท่าเทียม เสรีภาพในการแสดงออก และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร พวกเขายังเรียกร้องให้ทางการต้องยกเลิกการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้จัดงานไพรด์ทุกคนด้วย
กฎหมาย "คุ้มครองเด็ก" ปี 2021 ของฮังการี มีการผลักดันโดยรัฐบาลขวาจัดของ วิกเตอร์ ออร์บาน จากพรรค Fidesz โดยที่ในตอนนั้นกฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมโดยอ้างว่าการรักเพศเดียวกันเทียบได้กับการใคร่เด็ก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วรสนิยมทางเพศในการรักเพศเดียวกันนั้นไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับการใคร่เด็ก แต่วาทะแบบนี้มักจะถูกฝ่ายขวาจัดนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลิดรอนสิทธิ LGBTQ+ เท่านั้น
ศาลอียูระบุว่าการใช้ข้ออ้างกล่าวหาแบบผิดๆ โดยโยง LGBTQ+ กับการใคร่เด็กเช่นนี้ ทำให้เกิดการตีตราและผลักให้เป็นชายขอบต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศรวมถึงคนข้ามเพศ นอกจากนี้ยังละเมิดสิทธิของอียูหลายข้อ เช่น การคุ้มครองไม่ให้เกิดการกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศหรือเพศวิถี เรื่องการเคารพในวิถีชีวิตส่วนบุคคลและชีวิตครอบครัว รวมถึงละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก ละเมิดเสรีภาพในข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ยังละเมิดเรื่องการให้บริการอย่างเสรีโดยไม่เลือกปฏิบัติตามหลักของอียูด้วย
คำตัดสินนี้ออกมา 9 วันหลังจากที่ฮังการีมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาใหม่ ซึ่งในครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านคือพรรค Tisza ได้รับชัยชนะ โค่นพรรค Fidesz ของออร์บานลงได้
ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า กฎหมายของฮังการีส่งผลกระทบต่อเรื่องเพศศึกษาสำหรับเด็กและวัยรุ่นในแบบที่ครอบคลุม ส่งผลให้เกิดการลิดรอนเสรีภาพสื่อ อีกทั้งยังเป็นชนวนให้เกิดการกีดกันเลือกปฏิบัติ สร้างบรรยากาศของความเป็นปฏิปักษ์ต่อความหลากหลายทางเพศ กลายเป็นการปิดปากการพูดคุยหารือกันเรื่องความหลากหลายและความเท่าเทียม เพราะตัวกฎหมายฉบับนี้ทำให้เกิด บรรยากาศของความหวาดกลัวที่นำไปสู่การเซนเซอร์ตัวเองที่เรียกว่า chilling effect ทั้งต่อผู้สื่อข่าว ผู้ให้ความรู้ และภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ ทางการฮังการียังได้อ้างเรื่อง "การคุ้มครองเด็ก" มาเป็นวาทะให้ความชอบธรรมต่อการจำกัดสิทธิในการชุมนุม เช่น การแบนงานไพรด์ โดยมีการฟ้องร้องดำเนินคดีคณะผู้จัดงานไพรด์ รวมถึงมีการฟ้องร้องนายกเทศมนตรีบูดาเปสต์ในเรื่องนี้ด้วย
ไม่นานหลังจากที่รัฐบาลออร์บานออกกฎหมายนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป ก็ได้ดำเนินการเรื่องที่ฮังการีละเมิดกฎบัตรตลาดภายในของอียู ทางฮิวแมนไรท์วอทช์มองว่าคำตัดสินของศาลอียูในครั้งนี้เป็นคำตัดสินครั้งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิความหลากหลายทางเพศในฐานะที่เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนค่านิยมของอียู
ฮิวแมนไรท์วอทช์ยังได้เรียกร้องให้ทางคณะกรรมาธิการยุโรปคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่าฮังการีปฏิบัติตามคำตัดสินหรือไม่ และควรมีการบังคับใช้กฎของอียูถ้าหากฮังการียังไม่ยอมทำตาม เช่น การยังคงระงับการให้เงินทุนอียูกับฮังการีต่อไป หรือการลงโทษในด้านอื่นๆ อีกทั้งประเทศสมาชิกอียูประเทศอื่นๆ ก็ควรจะพิจารณาใช้กระบวนการตามมาตรา 7 คือ กลไกการลงโทษขั้นสูงสุดตามสนธิสัญญายุโรป ที่นำมาใช้กับการฝ่าฝืนค่านิยมพื้นฐานของอียู
กัลล์ กล่าวว่า "คำตัดสินนี้ได้ส่งสารที่สำคัญไปทั่วสหภาพยุโรปว่าจะเกิดผลลัพธ์ตามมาถ้าหากประเทศสมาชิกทำการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ... ความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นค่านิยมหลักของอียูที่ควรจะต้องดำรงรักษาไว้และจะต้องไม่ถูกละเลยโดยอาศัยข้ออ้างที่คลุมเครือและมีลักษณะกีดกันเลือกปฏิบัติ"
เรียบเรียงจาก
Hungary: Top EU Court Rules Anti-LGBT Law Unlawful, Human Rights Watch, 22-04-2026
https://www.hrw.org/news/2026/04/22/hungary-top-eu-court-rules-anti-lgbt-law-unlawful
EU Court rules Orbán’s anti LGBTQ+ law breaches core values, calls on Budapest to cancel it, Euro News, 21-04-2026
https://www.euronews.com/my-europe/2026/04/21/eu-court-rules-orbans-anti-lgtbq-law-breaches-core-values-calls-on-budapest-to-cancel-it