Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรป หรือ CJEU ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา ให้คนข้ามเพศในยุโรปควรได้รับเอกสารราชการที่มีการรับรองเพศสภาพของพวกเขาได้ เพื่อเป็นการยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานในการเดินทางหรือย้ายถิ่นฐานไปสู่ประเทศสมาชิกประเทศอื่นได้

นอกจากนี้ศาล CJEU ยังตัดสินห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกปฏิเสธการรับรองเพศสภาพ เพราะขัดกับสิทธิในการเดินทางของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งสื่อด้านความหลากหลายทางเพศ และกลุ่มด้านสิทธิฯ ต่างๆ มองคำตัดสินนี้ว่า "เป็นก้าวสำคัญสำหรับสิทธิของคนข้ามเพศทั่วยุโรป"

สรุปก็คือ ถ้าหากผู้หญิงข้ามเพศ คือ คนที่ถูกกำหนดเพศเป็น "ชาย" ตอนเกิดแต่มีเพศสภาพที่แท้จริงคือหญิง (ใจเป็นหญิง) จึงได้ทำการข้ามเพศ พวกเธอจะต้องได้รับการรับรองเพศสภาพในเอกสารราชการให้เป็นหญิง เรื่องนี้เทียบกับกฎหมายคำนำหน้าในบ้านเรา คำตัดสินของศาลยุโรปล่าสุด จะทำให้ผู้หญิงข้ามเพศในยุโรปจะสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นหญิงได้ และเปลี่ยนการระบุเพศเป็นหญิงได้อย่างทั่วถึงมากกว่าเดิม จากเดิมที่มีบางประเทศเท่านั้นที่ให้สิทธินี้

คำตัดสินในครั้งนี้มีจุดเริ่มมาจากกรณีของผู้หญิงข้ามเพศสัญชาติบัลแกเรีย ซึ่งในเอกสารของศาลยุโรประบุว่า "ปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในอิตาลี เธอเริ่มเทคฮอร์โมน และในตอนนี้ก็แสดงตัวของเธอเองเป็นผู้หญิง"

โฆษณา - Advertising

หญิงข้ามเพศชาวบัลแกเรียผู้นี้เริ่มฟ้องร้องต่อศาลบัลแกเรียเพื่อให้ตัวเธอเองได้รับการเปลี่ยนแปลงเอกสารราชการคือใบสูติบัตรของเธอเป็นหญิง ซึ่งเธอได้รับการยอมรับให้เปลี่ยนได้ตามความเห็นทางการแพทย์และการพิจารณาด้านกฎหมาย แต่คำขอของเธอกลับถูกปฏิเสธโดยหน่วยราชการของบัลแกเรีย

บัลแกเรีย นับเป็นหนึ่งในสามประเทศของยุโรปที่มีการจำกัดเรื่องเพศสภาพอย่างมากหรือไม่เช่นนั้นก็สั่งห้ามการรับรองเพศสภาพในทางกฎหมายไปเลย อีกสองประเทศที่เหลือคือ ฮังการีและสโลวาเกีย

ก่อนหน้านี้ศาลสูงสุดของบัลแกเรียได้พิจารณาโดยอาศัยกฎหมายของบัลแกเรีย ไม่อนุญาตให้หญิงข้ามเพศผู้นี้เปลี่ยนการระบุเพศตนเองได้ ศาลบัลแกเรียอ้างว่า "เพศ" นั้นต้องขึ้นอยู่กับลักษณะทางชีวภาพเท่านั้น รวมถึงอ้างเรื่องค่านิยมทางศีลธรรมและศาสนาในสังคมบัลแกเรียให้กลายมาเป็นหลักในพิจารณาคดีเหนือสิทธิที่พึงได้รับของคนข้ามเพศ

แต่ศาลสูงสุดของบัลแกเรียก็ไม่แน่ใจว่าคำวินิจฉัยของพวกเขาจะสอดคล้องเป็นไปตามกฎหมายของอียูด้วยหรือไม่ เพราะประเทศสมาชิกของอียูต้องมีกฎหมายและการพิจารณาคดีให้เป็นไปตามหลักการกฎหมายของอียูด้วย ต่อมาจึงได้ส่งต่อคดีนี้ไปให้ศาลยุติธรรมของอียูพิจารณา และศาลอียูก็พิจารณาให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศต้องมีการรับรองเพศสภาพคนข้ามเพศในเอกสารราชการ

ศาลอียูตัดสินว่ากฎหมายใดๆ ก็ตามที่ปิดกั้นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพของประชาชนที่ใช้สิทธิในการเดินทางอย่างเสรี กฎหมายนั้นก็นับว่าขัดกับหลักกฎหมายของอียู เรื่องนี้ไม่ได้หมายความโดยตรงว่าจะกำหนดให้ทุกประเทศสมาชิกอียูต้องสร้างระบบใหม่ขึ้น แต่นั่นก็อาจจะกลายเป็นผลที่ตามมาหลังจากนี้

ศาลของอียูลงความเห็นว่า "การปล่อยให้มีการกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของความแตกต่างกันระหว่างเพศสรีระกับอัตลักษณ์ทางเพศนั้น ในกรณีที่กระทำต่อคนข้ามเพศแล้ว จะเทียบได้กับเป็นความล้มเหลวในการเคารพซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเสรีภาพที่เขาหรือเธอพึงได้รับ และเป็นสิ่งที่ศาลมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องคุ้มครอง"

ศาลยุโรปยืนยัน สิทธิของคนข้ามเพศเป็นพื้นฐานสำคัญต่อเรื่องเสรีภาพในการเดินทาง

ศาลยุติธรรมยุโรปตัดสินว่าการที่เอกสารราชการไม่ได้สะท้อนตัวตนทางเพศสภาพของบุคคลนั้นๆ อาจจะ "สร้างความไม่สะดวกอย่างมาก" ในการเดินทาง รวมถึงในชีวิตประจำวันด้วย

ทางศาลยุโรปมีความเคารพในเพศสภาพของบุคคลตามที่พวกเขาใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกยัดเยียดให้ตอนเกิด จึงตัดสินให้ต้องรับรองเพศสภาพเพื่อให้คนข้ามเพศที่มีอุปสรรคไม่ต้องเผชิญอุปสรรคที่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของพวกเขาอีกต่อไป

คำตัดสินนี้มีนัยสำคัญอย่างมากต่อสิทธิทางกฎหมายสำหรับคนข้ามเพศทั่วยุโรป กลายเป็นการสร้างพื้นฐานการพิจารณาคดีให้ต้องยอมรับอัตลักษณ์ของคนข้ามเพศ ว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานภายในอียู และประเทศสมาชิกก็ต้องปฏิบัติตามในเรื่องนี้ ตามพันธะหน้าที่ในด้านสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ผู้พิพากษาของอียู ยังได้ยกเลิกคำตัดสินอื่นๆ ที่มีการจำกัดปิดกั้นการรับรองเพศสภาพจากศาลสูงสุดทุกแห่งในประเทศสมาชิกอียู รวมถึงศาลสูงสุดของบัลแกเรียที่เคยวินิจฉัยว่าหญิงข้ามเพศนะเนไม่ควรได้รับการรับรองเพศ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นการสั่งโดยกลายๆ ให้ทุกประเทศสมาชิกต้องรับรองเพศสภาพให้กับคนข้ามเพศในกระบวนการยุติธรรม

องค์กรแนวร่วมสิทธิความหลากหลายทางเพศ ILGA-Europe ระบุว่า เรื่องนี้มีความสำคัญตรงที่เป็นครั้งแรกที่ CJEU พูดออกมาอย่างชัดเจนว่าการเข้าถึงการรับรองเพศสภาพทางกฎหมาย หรือพูดง่ายๆ คือ การที่คนข้ามเพศเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ เปลี่ยนเพศสภาพให้ตรงกับเพศที่ตัวเองใช้ชีวิตได้ นับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตาม

ทาง ILGA-Europe ระบุอีกว่า เมื่อปราศจากการรับรองเพศสภาพแล้ว กลุ่มคนข้ามเพศก็จะเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตประจำวันในสิ่งที่ควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพวกเขา เช่นการข้ามแดน การเข้าถึงบริการสุขภาพ ไปจนถึงการสมัครงานและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ILGA Europe ระบุว่า "การที่(ศาลอียู)รับรองในสิทธิของประชาชนชาวอียูทุกคน ทั้งเรื่องการเดินทาง การใช้ชีวิต และการทำงานอย่างเสรีโดยได้เป็นตัวของตัวเองนั้น ศาลไม่เพียงแค่เสริมสร้างสิทธิของคนข้ามเพศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการรับรองเรื่องสิทธิพื้นฐานด้านความเท่าเทียมและเสรีภาพในการเดินทางภายในอียูด้วย"

เดนิซา ลูเบโนวา ทนายความขององค์กร LGBTQ+ ชื่อ Desytvie กล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นกับหญิงข้ามเพศชาวบัลแกเรียนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับศักดิ์ศรี, ความเท่าเทียม และความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมายสำหรับคนข้ามเพศในบัลแกเรีย

มารี-เฮเลน ลุดวิก ที่ปรึกษาอาวุโสด้านยุทธศาสตร์คดีความ ของ ILGA-Europe กล่าวว่า เรื่องนี้นับเป็นก้าวสำคัญก้าวใหญ่สำหรับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของคนข้ามเพศทั่วยุโรป อีกทั้งยังเป็นการทำให้ประเทศ 3 ประเทศของอียูที่ยังสั่งห้ามการรับรองเพศสภาพ ให้ต้องปฏิบัติตามหลักการข้อกฎหมายของอียูด้วย

อย่างไรก็ตามคำตัดสินนี้จะไม่มีผลกับสหราชอาณาจักร ที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในยุโรปแต่ก็ออกจากการเป็นสมาชิกของอียูแล้ว

เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สภายุโรปก็มีมติเห็นชอบในการระบุว่าผู้หญิงข้ามเพศคือผู้หญิง และจะมีการเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมประจำปีสมัยที่ 70 ของคณะกรรมการว่าด้วยสถานภาพสตรีของสหประชาชาติ (CSW70)

ริชาร์ด คูห์เลอร์ ที่ปรึกษาชำนาญการและประธานฝ่ายคดีความขององค์กร Transgender Europe (TGEU) กล่าวว่า คำตัดสินนี้จะทำให้กฎหมายของประเทศสมาชิกที่เคยปิดกั้นเสรีภาพในการเดินทางของคนข้ามเพศ ไม่กลายเป็นอุปสรรคขวางทางอีกต่อไป

"คนข้ามเพศจำนวนมากในอียูถอนหายใจได้อย่างโล่งอกในวันนี้ พวกเราขอขอบคุณโจทก์ที่มีความมุ่งมั่นกับคดีนี้มาเป็นเวลาหลายปี" คูห์เลอร์กล่าว

การไม่ได้รับรองเพศสภาพ กระทบสิทธิในการเดินทางอย่างไร

ในหลายพื้นที่ของโลกยังคงมีกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อคนข้ามเพศหรือผู้มีเพศกำกวม (Intersex) หรืออาจจะรวมถึงบุคคลที่แต่งกายข้ามเพศด้วย พวกเขาและพวกเธอมักจะประสบกับปัญหาการข้ามแดนเพราะข้อมูลในหนังสือเดินทางไม่ตรงกับรูปลักษณ์ หรือ ถูกหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองมองว่าไม่สอดคล้องกันด้วยสาเหตุอื่นๆ

เรื่องนี้ส่งผลให้เกิดการล่วงละเมิดและลิดรอนสิทธิต่างๆ ของคนข้ามเพศ คนเพศกำกวม และผู้ที่แสดงออกทางเพศไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคม โดยพวกเขามักจะต้องเผชิญกับคำถามที่รุกล้ำชีวิตส่วนตัวหรือกระทั่งเนื้อตัวร่างกาย ถูกคุกคาม และแม้กระทั่งถูกปฏิเสธไม่ให้สามารถเดินทางได้

อาจจะมีคนถกเถียงว่า เราควรจะเรียกร้องให้สังคมยกเลิกการกีดกันเลือกปฏิบัติตรงนี้มากกว่าจะให้การรับรองเพศสภาพ แต่แนวคิดนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว การทำให้สังคมเลิกกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสภาพเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรทำให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันการไม่ได้รับรองเพศสภาพในตัวมันเองคือการกีดกันเลือกปฏิบัติอย่างหนึ่งต่อคนข้ามเพศและคนเพศกำกวม จากการถูกบังคับให้เป็นเพศที่ตัวเองไม่ได้เป็น ถูกระบุเพศแบบผิดๆ มาโดยตลอด

นอกจากนี้ภาวะของคนข้ามเพศกับคนเพศกำกวมบางส่วนนั้นยังแตกต่างจาก เกย์ชายออกสาว (คนที่แค่แสดงออกสาวแต่ยังระบุตัวเองเป็นชาย ต่างจาก หญิงข้ามเพศที่มีใจเป็นหญิงมาตั้งแต่แรก) เพราะคนข้ามเพศมีสภาวะจิตใจที่มองเพศตัวเองไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ถูกยัดเยียดมาแต่กำเนิดอยู่แล้ว (เช่น สมหญิง มีจิตใจเป็นหญิงแต่ถูกยัดเยียดให้ต้องเป็นชายมาโดยตลอดตั้งแต่การระบุเพศตอนเกิด มาจนถึงเอกสารราชการในตอนโต ทำให้เธอรู้สึกทุกข์ใจในเพศสภาพ) เรื่องนี้ส่งผลต่อทางด้านจิตใจของคนข้ามเพศ ทำให้เกิดภาวะทุกข์ในทางเพศสภาพ (Gender Dysphoria) ไปจนถึงปัญหาเรื่องซึมเศร้า และอาจจะถึงขั้นฆ่าตัวตายได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้ากาดคนข้ามเพศได้รับรองเพศสภาพแล้ว สุขภาพจิตของพวกเขาหรือพวกเธอจะดีขึ้น

เคยมีงานวิจัยรองรับเรื่องนี้ไว้ คืองานวิจัยในวารสาร The Lancet ที่เป็นวารสารที่ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว งานวิจัยที่ว่านี้ระบุว่า การรับรองเพศสภาพ หรือ การมีเอกสารระบุตัวตนที่เป็นไปตามเพศสภาพของคนข้ามเพศ จะช่วยลดความเจ็บปวดทางใจขั้นรุนแรงของคนข้ามเพศได้ รวมถึงลดอัตราการวางแผนฆ่าตัวตายได้ด้วย จึงสรุปได้ว่าการรับรองเพศสภาพน่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตของคนข้ามเพศได้ด้วย

ดังนั้นแล้วการรับรองเพศสภาพจะทำให้ทั้งปัญหาเรื่องการกีดกันเลือกปฏิบัติ ทั้งในทางปฏิบัติ และในทางการระบุตัวตนคนข้ามเพศเอง รวมไปถึงปัญหาเรื่องความทุกข์ทางจิตใจที่คนข้ามเพศต้องเผชิญ ได้รับการแก้ไขไปในทีเดียว

 

เรียบเรียงจาก

 

Tags : รายงานพิเศษ, ต่างประเทศ, สิทธิมนุษยชน, 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising