“สิทธิพล” จี้รัฐบาลจัดงบ SMEs ไม่ตอบโจทย์ปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่และยังมีปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ ใช้งบไปสร้างตึกสตาร์ทอัพ 4 พันล้านในอีอีซีแทนที่จะเอางบมาสนับสนุนธุกิจโดยตรง ด้าน รมช.คลังแย้งใช้กลไก บสย.ช่วยค้ำให้แล้ววงเงิน 50,000 ล้านบาทแต่ใช้ผ่านมาตรา 28 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินจึงไม่เห็น เตรียมต่อโครงการอีก ติงธนาคารพาณิชย์ยังเป็นตัวฉุดรั้งยังปล่อยสินเชื่อยาก
วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2569 โดยกล่าวว่าเหตุผลที่ไม่สามารถสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณนี้ได้ เพราะรัฐบาลกำลังจัดงบช่วยเหลือ SMEs แบบล่าช้า ซ้ำซ้อน นิ่งเฉย ซ้ำเติม
วันนี้ SMEs เจอปัญหาเงินชักหน้าไม่ถึงหลัง หนี้ที่ตามหลังเพิ่มไวยิ่งกว่าจรวด ธุรกิจที่ทำไม่เห็นทางโต ขณะเดียวกันสินค้าต่างชาติ นอมินีก็เข้ามาแข่งแบบไม่เป็นธรรม สิ่งที่สะท้อนสถานการณ์ SMEs วันนี้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤตคือหนี้เสีย (NPL) สัปดาห์ที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งรายงานตัวเลขหนี้เสียภาคธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่มีหนี้เสียอยู่ที่ 1% แต่หนี้เสียของ SMEs สูงถึง 7% ซึ่งสูงกว่าช่วงโควิดด้วยซ้ำ
สำหรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับ SMEs ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็งและแข่งขันได้ปี 2569 รวม 4,196 ล้านบาท ตนมองว่ามีปัญหาดังนี้
ปัญหาแรก รัฐบาลช่วยเหลือ SMEs “ล่าช้า” ปีที่แล้วสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ของบปี 68 จากสภา 5,000 ล้านบาทเพื่อทำ Matching Fund ตอนนั้นตนอภิปรายเตือนว่าจะมีปัญหาอย่างไร แต่รัฐบาลบอกว่าเร่งด่วนมาก ไม่ให้ไม่ได้เพราะ SMEs มีปัญหาเรื่องเงินทุน ท่านเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว ผลปรากฏว่าสิ้นปีที่แล้วหรือผ่านไปหนึ่งปี รัฐมนตรีประเสริฐ จันทรรวงทวง ซึ่งกำกับ สสว. ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังทบทวนรูปแบบการใช้เงินว่าจะให้กู้ยืมอย่างไร นี่แสดงว่าผ่านไปหนึ่งปียังไม่ได้ใช้งบ แถมยังไม่รู้เลยว่าจะใช้อย่างไร
และต้นเดือนที่ผ่านมาตนเชิญ สสว. มาให้ข้อมูลกับกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ หน่วยงานชี้แจงว่ากำลังพิจารณาเกณฑ์การให้กู้ยืมอยู่ คาดว่าเสร็จในเดือนกรกฎาคมปีนี้ นี่เท่ากับท่านเอาเงินไปดองไว้ปีครึ่ง แบบนี้เงินจะไปถึงมือประชาชนเมื่อไหร่ นี่คือค่าเสียโอกาสของ SMEs

ปัญหาที่สอง รัฐบาลใช้งบ “ซ้ำซ้อน” ปัจจุบันงบ SMEs มีหลายเจ้าภาพ กระจายอย่างน้อย 31 หน่วยงาน ทุกคนเอา SMEs มาเป็นเหตุผลของบ แต่กลับกลายเป็นว่าซ้ำซ้อน และสุดท้าย SMEs ที่ลำบากจริงๆ เข้าไม่ถึง คนที่เข้าถึงความช่วยเหลือก็มักเป็นรายเดิม คนหนึ่งเวียนหลายโครงการ นอกจากนี้การใช้งบก็ไม่ตอบโจทย์ ข้อมูลจากรายงานประเมินผลสัมฤทธิ์ของ สสว. เทียบระหว่างสิ่งที่ SME ต้องการกับสิ่งที่รัฐจัดงบให้ ปรากฏว่าสิ่งที่ SMEs ต้องการน้อยสุดคือฝึกอบรมระยะสั้น สิ่งที่ต้องการมากสุดคือขยายตลาด แต่รัฐบาลกลับเอางบมากสุดไปลงกับอบรมระยะสั้น ขณะที่การขยายตลาดดันเอางบไปลงน้อยสุด

อีกโครงการมหากาพย์คือ SME ONE ID เป็นโครงการที่ สสว. โฆษณาว่าจะเป็นศูนย์กลางช่วย SME เข้าถึงบริการของรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ช่วยเหลือทั้งเงินทุน ช่องทางตลาด การติดต่อหน่วยงานรัฐ เข้ามาที่เดียวได้ทุกอย่างครบ ไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำซ้อน แต่เอาเข้าจริง ตนติดตามทุกปีมี SME เข้าระบบน้อยมาก ทำให้เป้าหมายของโครงการที่ระบุตอนของบว่า SMEs 3 ล้านรายไม่เกิดขึ้นจริงเสียที ผ่านมา 4-5 ปีเพิ่งได้แค่ 2 แสนราย ไม่ถึง 10% ทั้งที่โครงการนี้ของบตั้งแต่ปี 2564 เกือบ 50 ล้าน ปีนี้จะขออีก 40 ล้าน ส่วน SMEs ที่เข้ามาแล้วก็บอกไม่ได้ประโยชน์ ระบบเเย่ ลงทะเบียนยาก ตนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำโดยไม่ต้องใช้งบเยอะ คือเป็นเจ้าภาพเชื่อมข้อมูลกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งมีฐานข้อมูลลูกค้ากว่า 8 แสนรายอยู่แล้ว รัฐบาลจะช่วย SMEs ที่เดือดร้อนได้ตรงจุด
สสว. ยังจัดงบ SMEs แบบ One SIZE Fit All ทั้งที่ผู้ประกอบการ SMEs แต่ละขนาดมีความต้องการต่างกัน เช่นขนาดจิ๋วต้องการลดต้นทุน ขนาดเล็กต้องการพัฒนาทักษะ ขนาดกลางต้องการเงินทุน แต่รัฐยังคงจัดงบแบบ SME ทุกไซส์ต้องการแบบเดียวกัน
ปัญหาที่สาม สิ่งที่ SMEs ต้องการรัฐบาลกลับ “นิ่งเฉย” วันนี้ SME ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง แต่จัดงบไม่ตอบโจทย์ทั้งใหม่และเก่า เช่นสงครามการค้า ข้อมูลจาก ธปท. บอกว่าในระยะเฉพาะหน้ามาตรการภาษีสหรัฐฯ จะกระทบ SMEs มากกว่า 5,000 กิจการ แรงงานหลายแสนคน เมื่อรัฐบาลไม่ทบทวนงบ 69 สิ่งที่เกิดขึ้นคือโครงการก็เป็นโครงการเดิมที่ตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนสหรัฐฯ ขึ้นภาษี หลายโครงการเป็นโครงการเหมือนปีก่อนๆ
เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ควรเป็นหน่วยงานหลักในการปรับปรุงประสิทธิภาพของ SMEs ให้เเข่งขันได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตนสอบถามกรมฯ ว่ามีโครงการใดในงบปี 69 ที่ตอบโจทย์สงครามการค้าบ้าง คำตอบคือกรมฯ ไปคว้าโครงการที่เคยตั้งคำขอไว้อยู่แล้วก่อนเกิดมาตรการภาษีสหรัฐฯ คำถามคือเป็นไปได้หรือที่โครงการเดิม ตัวชี้วัดเดิม จัดงบแบบเดิม กิจกรรมแบบเดิม จะช่วย SMEs ให้ปรับตัวภายใต้สงครามการค้าได้ ทั้งที่ควรไปดูรายภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนว่ามีอะไรบ้าง นี่คือความไม่รู้สึกรู้สาต่อปัญหา แล้ว SME จะหวังพึ่งพาได้อย่างไร
งบอีกประเภทที่รัฐบาลควรไปดูคืองบเกี่ยวกับสตาร์ทอัพ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) โฆษณาตัวเองว่ามีภารกิจกู้ชีพ SMEs ยุคดิจิทัล ซึ่งตนเห็นด้วย แต่เมื่อมาดูว่าใช้งบอย่างไร ต้องขอพูดถึงโครงการ Thailand Digital Valley ที่ก่อสร้างในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วางแผนยิ่งใหญ่ จะให้เป็นซิลิคอลวัลเลย์ของไทย เป็นจุดหมายสำหรับพัฒนา SMEs และสตาร์ทอัพไทย ของบตั้งแต่ปี 2562 ที่น่าสนใจคือตอนปี 68 บอกจะขอ 808 ล้านบาทและขอเป็นปีสุดท้าย แต่ปีนี้งบ 69 ก็ยังขออีก 16 ล้านบาท

โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญของ DEPA ใช้เงินถึง 4,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 30% ของงบหน่วยงาน แต่ความน่าสงสัยแรกคือในยุคที่สตาร์ทอัพ Work from Home หรือ Work from Anywhere กันแล้ว ตึกหรือสิ่งก่อสร้างเหล่านี้ยังจำเป็นจริงหรือ ประเด็นถัดมาคือโครงการนี้ล่าช้า ทั้งที่ต้องเสร็จในเดือนตุลาคมนี้ แต่ล่าสุด ณ 31 มีนาคม 2568 เพิ่งเสร็จไปครึ่งเดียว ยิ่งถ้าดูเอกสารประกาศผู้ชนะการเสนอราคายิ่งน่าสนใจ คือมีการเปลี่ยนแปลงผู้ชนะเป็นบริษัทอิตาเลียนไทย โดยจากที่ตนลงพื้นที่ เห็นว่าไม่มีทางก่อสร้างเสร็จใน 5 เดือนข้างหน้า ตนไปวันธรรมดาแทบไม่มีคนงานทำงาน ได้คำตอบจาก DEPA ว่าเนื่องจากช่วงนี้บริษัทรับเหมาขาดสภาพคล่อง
สิ่งหนึ่งที่วงการสตาร์ทอัพฝากตนมาสะท้อนถึงรัฐบาลคือ ถ้าเอางบ 4,000 ล้านบาทนี้ไปให้สตาร์ทอัพ ไม่ใช่เอามาก่อสร้าง ประเทศเราอาจมี “ยูนิคอร์น” หรือบริษัทที่ประสบความสำเร็จและมีมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นกว่าเดิมไปแล้ว จึงต้องถามว่าการสร้างตึกนั้น สตาร์ทอัพได้ประโยชน์จริงหรือ สตาร์ทอัพส่วนใหญ่เห็นว่าเอาเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่น น่าจะได้ประโยชน์มากกว่า
ปัญหาสุดท้าย หลายสิ่งที่รัฐบาลทำยิ่ง “ซ้ำเติม” ปัญหา SMEs ให้รุนแรงขึ้น ที่ผ่านมา SME ถูกสินค้าต่างชาติถล่ม สงครามการค้าจะทำให้ปัญหานี้หนักขึ้น สินค้าจากทุกประเทศต้องหนีตายจากสหรัฐฯ มาที่ไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการเชื่อว่าหลายสินค้ามีการทุ่มตลาดหรือขายต่ำกว่าทุน ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย ทั้งที่แต่ละประเทศสามารถดำเนินนโยบายตอบโต้ได้ และน่าสนใจว่ารัฐบาลเคยมีมติ ครม. เมื่อกันยายนปีก่อน ตอนที่สังคมตั้งคำถามเรื่องสินค้าต่างชาติเข้ามาทำร้ายผู้ประกอบการไทย ตอนนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะทำคือมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด
ทว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ได้จัดอบรมผู้ประกอบการ 200 ราย อยู่ระหว่างให้คำปรึกษาฯ เพื่อขอใช้มาตรการ 9 สินค้า และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลคำขอให้ไต่สวน 6 กรณี พูดง่ายๆ คือแทบไม่ได้ทำอะไรเลย และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่ช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการ SMEs ล้มหายตายจากจำนวนมาก
สิทธิพลสรุปว่า ทั้งหมดนี้จึงเห็นว่ารัฐบาลควรทบทวนการจัดงบเพื่อช่วยเหลือ SMEs ควรเปลี่ยนเป็น
(1) “รวดเร็ว” เลิกดองงบ เอาไปช่วยแก้หนี้ เติมทุนให้ SMEs โดยเร็วได้แล้ว(2) “ชัดเจน” กำหนดเจ้าภาพ ภารกิจให้ชัดเจน และทำให้ SMEs รายใหม่เข้าถึงความช่วยเหลือได้
(3) “ทันการณ์” ปรับปรุงโครงการให้ตอบโจทย์ความท้าทาย เช่น สงครามการค้า และความต้องการของ SME จริง ๆ
(4) “ทันคู่เเข่ง” ใช้มาตรการทางการค้าให้เท่าทันคู่เเข่งเพื่อสร้างความเป็นธรรม ทบทวนความคุ้มค่าการใช้งบส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
เผ่าภูมิโต้ ข้อมูลขาดเคลื่อน ใช้ บสย.ช่วยค้ำให้ SMEs แล้วเกือบ 5 หมื่นราย
เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงถึงเรื่องที่ถูกอภิปรายเกี่ยวกับการทำงานของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. และระบบค้ำประกันสินเชื่อนั้นผู้อภิปรายมีข้อมูลคาดเคลื่อน โดยเขาเห็นด้วยที่ว่า บสย. มีความสำคัญต่อ SMEs ที่มีความเสี่ยงแล้วธนาคารพาณิชย์ก็ไม่อยากปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ทำให้เข้าไม่ถึงสินเชื่อหากขาดกลไกที่จะเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงให้กับ SMEsจึงต้องมีกลไกค้ำประกันสินเชื่อและ บสย.ก็ดูแลเรื่องนี้อยู่
รมช.คลังบอกว่า ข้อมูลที่บอกว่า บสย.เข้าถึงยากไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อให้กับ SME นั้นเป็นข้อมูลที่คาดเคลื่อนเพราะปัจจุบันเราใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. SMEs ยั่งยืน (PGS ระยะที่ 11) มีวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทมี SME ที่เข้าโครงการนี้ 49,107 ราย จากตัวเลขในพอร์ทของโครงการ 82% เป็น Micro SMEs และอีก 18 % เป็น Non - Micro SMEs นอกจากนั้น PGS11 ยังอนุมัติการค้ำประกันwxแล้ว 36,400 ล้านบาทโดย 30% เข้าสู่ภาคบริการที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศที่มีประชาชนต้องการสินเชื่อเล็กๆ แต่เข้าไม่ถึง บสย.จึงต้องเข้าไปช่วยเหลือตรงนี้
เผ่าภูมิกล่าวถึงประเด็นที่ถูกอภิปรายว่ารัฐบาลอนุมัติงบให้ บสย.ในการค้ำประกันสินเชื่อให้ SME 0 บาทนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะ PGS11 เราไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่เป็นเงินจากมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ทำให้โครงการมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 50,000 ล้านบาทและใช้งบประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท ผ่านมาตรา 28 ทำให้ไม่เห็นการใช้ในงบประมาณ และกำลังจะทำ PGS12 ต่อที่จะเติมวงเงินเข้าไปอีก 30,000-50,000 ล้านบาท เพื่อ SMEs และส่วนนี้จะไม่เห็นในงบประมาณ ส่วนข้อวิจารณ์ที่ว่ามีการใช้หนี้ในมาตรา 28 น้อยไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้แม้เขาจะเปิดเผยตัวเลขไม่ได้เนื่องจากเป็นเอกสารลับ แต่บอกได้ว่าขณะนี้วงเงินในมาตรา 28 ยังมีช่องว่างเหลือเยอะ เพราะรัฐบาลนี้ใช้ มาตรา 28 น้อยทำให้เหลือช่องว่างอีกเยอะ
ส่วนเรื่องสินเชื่อในระบบส่วนที่อยู่ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่กระทรวงการคลังดูแลอยู่ขณะโต 5.6% แต่สิ่งที่ยังดึงรั้งอยู่คือส่วนของธนาคารพาณิชย์ที่หดตัว 1.3% อย่างไรก็ตามภาพรวมการปล่อยสินเชื่อในไตรมาสหนึ่งก็โตขึ้น 1.5% ซึ่งจะเห็นว่าปัญหาอยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ทางรัฐบาลก็มีการประสานกับ ธปท. เสมอเพื่อให้ปรับลดหลักเกณฑ์เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้เพื่อให้ตรงนี้ดีขึ้น
ส่วนประเด็นอุตสาหกรรมยานยนต์ เผ่าภูมิบอกว่าเป็นเรื่องเขาเองก็เป็นห่วงและก็เห็นตรงกันว่าอยู่ในสภาวะหดตัวมาเป็นปีแล้ว แต่เราจะได้เห็นภาคยานยนต์เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 16-18 เดือนนี้ เพราะตอนนี้มีโครงการที่ บสย.เข้าไปช่วยค้ำประกันให้กับประชาชนที่จะซื้อรถกระบะ จึงเห็นตัวเลขการจดทะเบียนเชิงพาณิชย์ในเดือนที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าเป็น +11.5%
สินเชื่อบ้านหดตัวอสังหาริมทรัพย์มีปัญหาก็เป็นความจริงที่สินเชื่อส่วนนี้หดตัวเช่นกัน แต่รัฐบาลได้ทำ 2 มาตราการคือการผ่อนคลายเกณฑ์กำกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยหรือการปลดล็อก LTV ที่ตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว และมาตราการลดค่าจดจำนองค่าธรรมเนียมการโอนซึ่งมาตราการทั้งสองอย่างนี้มีกำลังสูงจนทำให้ภาคอสังหาฯ ปรับตัวโตสูงขึ้น การบอกว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือคนซื้อบ้านก็เป็นเรื่องที่ขาดเคลื่อนเพราะมีโครงการซื้อ-แต่ง-ซ่อม-สร้าง-บ้าน ที่ช่วยเหลือทุกรูปแบบเป็นวงเงิน 55,000 ล้านบาท
เผ่าภูมิกล่าวปิดท้ายว่าที่เขากล่าวมานี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่า บสย.เข้าไปช่วยเอสเอ็มอี ประชาชนจะได้รับการดูแลส่งเสริม แต่เรื่องที่อยากให้ทำความเข้าใจกระบวนการบริหารงบประมาณอย่างเช่นเรื่องการใช้ มาตรา 28 ที่ยังไม่เข้าใจเลยว่าโครงการ PGS ไม่เคยใช้งบประมาณแต่ใช้มาตรา 28 มาโดยเสมอ
