คาโรล นาฟร็อกกี นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมเพิ่งจะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีโปแลนด์เมื่อไม่นานนี้มา ด้วยคะแนน 10.6 ล้านเสียง นาฟร็อกกีหาเสียงมาด้วยนโยบายแบบชาตินิยมลดความสำคัญของผู้ลี้ภัยสงครามจากยูเครน และไม่เห็นด้วยถ้านาโตจะให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิก อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ได้รับการหนุนหลังจากฝ่ายขวาจัดอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ตำแหน่งแห่งที่ของโปแลนด์ในการเมืองโลกอาจเปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับ EU
12 มิ.ย. 2568 โปแลนด์เพิ่งจะได้ประธานาธิบดีคนใหม่ คือ คาโรล นาฟร็อกกี นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยม ที่ชนะการเลือกตั้งรอบตัดสินเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนนิยม 10.6 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 50.9 เทียบกับคู่แข่งคือ ราฟาล ซราสคอฟสกี อดีตนายกเทศมนตรีวอร์ซอ จากฝ่ายเสรีนิยม ผู้ได้คะแนนนิยม 10.2 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 49.1
ในระบอบการเมืองของโปแลนด์นั้น อำนาจบริการโดยส่วนใหญ่จะอยู่กับนายกรัฐมนตรีผู้มาจากการแต่งตั้งโดยรัฐสภา ในขณะที่ประธานาธิบดีนั้นมีทั้งบทบาทในเชิงพิธีการ อีกทั้งยังมีอำนาจในการกำหนดทิศทางนโยบายการต่างประเทศ รวมถึงมีอำนาจยับยั้งกฎหมายที่ผ่านร่างมาจากรัฐสภาได้
ทำให้มีการวิเคราะห์จากสื่อต่างๆ ว่า ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างนาฟร็อกกี จะส่งผลอย่างไรต่อตำแหน่งแห่งที่ของโปแลนด์ในการเมืองโลก โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป
สื่ออัลจาซีรามองว่า ชัยชนะของนาฟร็อกกี อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาความยุ่งยากเกี่ยวกับการปกครองของรัฐบาลสายกลางที่นำโดยนายกรัฐมนตรีสายกลาง โดนัลด์ ทัสก์ เนื่องจากแผนปฏิรูปของเขาอาจจะถูกยับยั้งโดยอำนาจวีโต้ของนาฟร็อกกีได้
หลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรของทัสก์แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีล่าสุด เขาก็ได้ขอให้รัฐสภามีการเปิดโหวตลงมติไว้วางใจรัฐบาลผสมของเขา
นาฟร็อกกีอายุ 42 ปี เป็นนักประวัติศาสตร์และนักมวยมือสมัครเล่น ผู้ที่หาเสียงด้วยนโยบายแบบชาตินิยมและลดความสำคัญของผู้ลี้ภัยสงครามจากยูเครนซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ติดกับโปแลนด์
หลังได้รับชัยชนะ นาฟร็อกกี จะได้รับไม้ต่อจากประธานาธิบดี อันเดรจ ดูดา จากพรรคขวาจัด PiS ผู้ที่ดำรงตำแหน่งมาสองสมัยติดต่อกันแล้ว และระบบการเมืองของโปแลนด์ก็ห้ามไม่ให้มีการดำรงตำแหน่งสมัยที่สาม ซึ่งดูดา ก็เป็นผู้ที่เคยร่วมกับพรรครัฐบาลในการเปลี่ยนแปลงระบบตุลาการให้เอื้อต่ออำนาจตัวเอง จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับสหภาพยุโรปหรือ อียู ในเรื่องหลักนิติธรรม
สำหรับนายกรัฐมนตรีทัสก์ก็มีปัญหาในเรื่องการทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เช่นเรื่องการปฏิรูปให้สามารถเข้าถึงการทำแท้งได้ง่ายขึ้น และเรื่องการพัฒนาสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศให้ดีขึ้น เรื่องนี้อาจจะทำให้ทัสก์มีปัญหากับการเลือกตั้งสส.ครั้งถัดไปในปี 2570
อุปสรรคของการคืนหลักนิติธรรมให้ประเทศ
ถึงแม้ว่านาฟร็อกกีจะเป็นประธานสถาบันอนุสรณ์แห่งชาติโปแลนด์ ที่เป็นกลุ่มยึดในแนวทางวาทกรรมประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม เขาเป็นคนที่นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการทำลายอนุสาวรีย์กองทัพแดงโซเวียตในโปแลนด์ และรัสเซียก็โต้ตอบเรื่องนี้ด้วยการใส่ชื่อนาฟร็อกกีไว้ในรายชื่อประกาศจับ
กลุ่มผู้สนับสนุนนาฟร็อกกีระบุว่า เขาเป็นตัวแทนของความเป็นประเพณีนิยมและชาตินิยม ทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นเก่าที่ต่อต้านกระแสการแยกศาสนากับรัฐออกจากกัน เช่นกลุ่มคนที่ต่อต้านการมองเห็นและรับรู้การมีอยู่ของ LGBTQ+ พวกเขามักจะมองว่านาฟร็อกกีเป็นผู้ที่สะท้อนค่านิยมแบบเดียวกับช่วงที่พวกเขาเติบโตมา
นาฟร็อกกี เผชิญข้อกล่าวหาเรื่องที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก็งอาชญากรรมและเคยมีเรื่องชกต่อยมาก่อน เขาปฏิเสธเรื่องการมีส่วนร่วมกับแก็งอาชญากรรม แต่ไม่ปฏิเสธเรื่องเคยมีเรื่องชกต่อย และนำเรื่องนี้มาสร้างภาพให้ตัวเองอ้างว่าเป็น "การต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรี" แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้ก็ดูจะไม่ทำให้การสนับสนุนเขาในหมู่ฝ่ายขวาลดลงแต่อย่างใด หลายคนมองว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้มีแรงจูงใจทางการเมือง
ทางด้านคู่แข่งคือ ราฟาล ซราสคอฟสกี เป็นสายเสรีนิยมผู้ได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลฝ่ายบริหารสายกลางที่มีแนวทางสนับสนุนอียู
นาฟร็อกกีดูจะกลายเป็นอุปสรรค สำหรับรัฐบาลฝ่ายบริหารสายกลาง รวมถึงทักส์ที่เป็นนายกรัฐมนตรี นาฟร็อกกีเสนอตัวเองในช่วงหาเสียงว่าจะเป็นคนที่คอยถ่วงดุลทักส์ อ้างว่าทักส์กำลัง "ควบรวมอำนาจ" ไว้ที่ตัวเอง ซึ่งสื่อดิอิโคโนมิสต์มองว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ตรงกันข้ามกับความจริง เพราะรัฐบาลทักส์เป็นผู้ที่เคยพยายามรื้อถอนการควบรวมอำนาจของพรรคขวาจัด PiS ด้วยซ้ำ กลายเป็นว่านาฟร็อกกี อาจจะมาเป็นผู้ขัดขวางรัฐบาลสายกลางในการพยายามคืนหลักนิติธรรมให้ประเทศ
สิ่งที่ทำให้รัฐบาลสายกลางตกที่นั่งลำบากในตอนนี้เพราะประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งกฎหมายจากสภาได้ เว้นแต่รัฐบาลจะมีคะแนนเสียงในสภาเป็นเสียงข้างมาก 3 ใน 5 แต่ในตอนนี้รัฐบาลทักส์ไม่มีคะแนนเสียงมากขนาดนั้น อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่พรรค PiS จะจ้องเล่นงานรัฐบาลผสมของทักส์ที่ประกอบด้วยทั้งฝ่ายซ้ายก้าวหน้าและฝ่ายอนุรักษ์นิยม ด้วยการโน้มน้าวให้ฝ่ายเอียงขวาแปรพักตร์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล จากเดิมที่รัฐบาลผสมก็มีความควบคุมยากไม่ค่อยเชื่อฟังอยู่แล้ว
ชัยชนะของนาฟร็อกกี ยังสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนด้วย โดยที่ตลาดหุ้นของโปแลนด์นั้น เดิมทีแล้วมีความคึกคัก มีราคาหุ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบที่เรียกว่า "ตลาดกระทิง" แต่หลังนาฟร็อกกีชนะตลาดหุ้นก็กลับหุ้นตกลงร้อยละ 2
ส่งผลอย่างไรบ้างต่อประเด็นสหภาพยุโรป-ยูเครน
ในโปแลนด์นั้น ประธานาธิบดีเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนโยบายสหภาพยุโรป ทำให้ทักส์ยังคงเป็นผู้เข้าร่วมประชุมกับอียูต่อไป ไม่ใช่นาฟร็อกกี แต่ทว่านาฟร็อกกีก็ยังสามารถเปลี่ยนทิศทางให้โปแลนด์กลายเป็นประเทศที่ไม่ไว้วางใจอียูได้ มีกลุ่มผู้นำที่ไม่ไว้วางใจอียูหลายคนรวมถึงวิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีฝ่ายขวาของฮังการี ให้การสนับสนุนนาฟร็อกกีในช่วงหาเสียง
สำหรับเรื่องยูเครนนั้น นาฟร็อกกี อาจจะเปลี่ยนแนวทางจากเดิมสมัยพรรค PiS ที่มีการสนับสนุน ยูเครนอย่างเต็มที่ เนื่องจากนาฟร็อกกีหาเสียงว่าจะต่อต้านการให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนาโต ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ยังคงมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากในเร็วๆ นี้
ทางด้านประธานาธิบดีของยูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ก็เป็นหนึ่งในเหล่าผู้นำที่แสดงความยินดีต่อนาฟร็อกกี โดยกล่าวยอมรับว่าโปแลนด์มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เป็นพันธมิตร และเป็นจุดศูนย์รวมสำหรับอาวุธที่ชาติตะวันส่งให้กับยูเครน
เซเลนสกี กล่าวว่า โปแลนด์เป็นเสมือน "เสาหลักด้านความมั่นคงภูมิภาคและของยุโรป" และกล่าวอีกว่า "การช่วยเสริมกำลังให้กันและกันบนทวีปของพวกเรา พวกเราจะทำให้ยุโรปเข้มแข็งขึ้นในการแข่งขันของโลกและทำให้ความสำเร็จในเรื่องสันติภาพที่แท้จริงเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ผมหวังว่าจะยังคงมีความร่วมมือกับโปแลนด์ในแบบที่สัมฤทธิ์ผลเกิดขึ้นต่อไป รวมถึงความร่วมมือกับประธานาธิบดีนาฟร็อกกีเป็นการส่วนตัวด้วย"
ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์
มีการประเมินว่า ปัจจัยหนึ่่งที่ช่วยให้นาฟร็อกกีได้รับชัยชนะในครั้งนี้มาจากการที่เขาได้รับการสนับสนุนจากแข็งขันจากขบวนการ MAGA ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นขบวนการฝ่ายขวาที่หนุนหลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เองก็ประกาศต้อนรับนาฟร็อกกี ผู้มีแนวทางแบบไม่ไว้ใจอียู ให้มาเยือนทำเนียบขาว และก่อนหน้านี้ คริสตี โนเอม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิ ได้เดินทางไปที่โปแลนด์เพื่อแสดงการสนับสนุนนาฟร็อกกี นอกจากนี้โนเอมยังเสนอว่าจะมีการสานสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับโปแลนด์ที่แน่นแฟ้นขึ้นในช่วงที่นาฟร็อกกีเป็นประธานาธิบดี โดยที่ในปัจจุบันสหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ที่โปแลนด์ราว 10,000 นาย
มีการตั้งข้อสังเกตว่าในการหาเสียงของนาฟร็อกกี มีธงของ MAGA ปรากฏให้เห็นด้วย นอกจากนี้นาฟร็อกกียังใช้โวหารหาเสียงแบบเดียวกับทรัมป์ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของยูเครนด้วย ถึงแม้ว่าทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายในโปแลนด์จะมีจุดยืนต่อต้านรัสเซียเหมือนกันก็ตาม
เช่นเดียวกับที่ทรัมป์เคยทำไว้ นาฟร็อกกีก็วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธืบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี กล่าวหาว่าเขาใช้ประโยชน์จากกลุ่มประเทศพันธมิตร อีกทั้งยังมีท่าทีต่อต้านผู้ลี้ภัยชาวยูเครนนับล้านคนในโปแลนด์ กล่าวหาว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความเอื้อเฟื้อของโปแลนด์ แต่ในขณะเดียวกันนาฟร็อกกี่ก็ให้สัญญาว่าโปแลนด์จะสนับสนุนยูเครนต่อไป
การที่นาฟร็อกกีชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ยังกลายเป็นการที่ยุโรปได้ผู้นำฝ่ายขวาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ขุมกำลังฝ่ายขวาในยุโรปต้องผิดหวังจากความพ่ายแพ้ของนักชาตินิยม จอร์จ ซีเมียน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีโรมาเนียเมื่อเดือนที่แล้ว
เรียบเรียงจาก
Nationalist Nawrocki wins Polish presidential election, Aljazeera, 02-06-2025
https://www.aljazeera.com/news/2025/6/2/karol-nawrocki-wins-polands-presidential-election-media-reports-say
Conservative Karol Nawrocki Wins Poland Presidential Election, Huffington Post,
https://www.huffpost.com/entry/karol-nawrocki-poland-presidential-election_n_683d22a9e4b095a13840b5bd?91
What Poland’s new president means for Europe, The Economist, 02-06-2025
https://www.economist.com/europe/2025/06/02/what-polands-new-president-means-for-europe
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/2025_Polish_presidential_election