กมธ.ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร แนะเจรจาทวิภาคี-พหุภาคี พร้อมเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสีย แก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก-สาย จี้รัฐเร่งตรวจคุณภาพน้ำ-สัตว์น้ำ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนควบคู่ไปด้วย - 2 นักวิชาการเชียงรายส่งจดหมายถึงนายกฯแพทองธาร แนะแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อน 4 แม่น้ำ เผย 3 เดือนไม่มีความคืบหน้า
28 มิถุนายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ประธานกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ในการพิจารณาประเด็นพบการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา พร้อมทั้งได้ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริง และพบว่ายังไม่มีการแก้ไขปัญหาใด ๆ จากภาครัฐ ซึ่งมีความกังวลถึงความล่าช้าของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ความชัดเจนจากภาพถ่ายดาวเทียมเห็นว่ามีโรงงานขนาดใหญ่ 40 แห่ง อยู่บริเวณรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยการปกครองของชนกลุ่มน้อยว้าแดง คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องใช้แนวทางหลายส่วน ทั้งการเจรจาแบบทวิภาคีและพหุภาคี อาจใช้กลไกทหารเป็นสื่อกลางนำไปสู่การพูดคุยเจรจาเพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ต้นทางของปัญหา และจากการที่ผู้แทนของกรมทรัพยากรน้ำ เสนอให้ใช้งบประมาณราว 8,000 ล้านบาท จัดทำฝายพลาสติกประมาณ 14 จุด ตลอดลุ่มน้ำกก เพื่อดักจับตะกอน ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มองว่าเป็นงบประมาณที่สูงมากและจากการประเมินก็พบว่าไม่มีความคุ้มค่า เนื่องจากอาจเกิดปัญหาเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ฝายจะไม่สามารถรับมวลน้ำจำนวนมากได้ โดยคณะกรรมาธิการฯ เสนอว่าควรจะมีการบำบัดน้ำเสียส่วนที่ประชาชนจะต้องใช้ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าจะใช้งบประมาณไม่เกินจุดละ 3-4 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยการตรวจคุณภาพน้ำในบ่อบาดาลที่ประชาชนใช้อยู่ 140 กว่าแห่ง การตรวจสารพิษในปลา ตลอดจนการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สำหรับใช้เพื่อการเกษตร
นายพูนศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ยื่นหนังสือต่อสถานทูตจีนเพื่อเร่งรัดให้ผู้ประกอบการชาวจีนที่ตั้งโรงงานในรัฐฉาน เข้าสู่กระบวนการเจรจาหาแนวทางแก้ปัญหา และได้หารือไปยังสหประชาชาติ (UN) ที่มีอำนาจในการเข้าพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำเหมือง เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมดังกล่าว โดยหากผลการเจรจาเป็นบวก ท่าทีของจีนแสดงออกถึงความต้องการที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ประเทศไทยก็จะนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้าไปร่วมบำบัดน้ำเสียก่อนระบายลงแม่น้ำ ซึ่งไหลมาสู่ประเทศไทย
2 นักวิชาการเชียงรายส่งจดหมายถึงนายกฯแพทองธาร แนะแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อน 4 แม่น้ำ เผย 3 เดือนไม่มีความคืบหน้า
สำนักข่าวชายขอบ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 สองนักวิชาการลุ่มน้ำกก ได้เขียนจดหมายถึง นายกรัฐมนตรีในโอกาสที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดเชียงราย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขงอย่างจริงจัง
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้เขียนจดหมายเปิดผนึก มีเนื้อหาโดยสรุปว่า แม่น้ำกกเป็นหนึ่งในแม่น้ำที่กำลังปนเปื้อนด้วยสารโลหะหนัก (สารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส) เกินค่ามาตรฐาน เช่นเดียวกันกับแม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ตนเชื่อว่าทีมงานรอบตัวนายกฯ เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดคงรายงานว่า ทุกอย่างไม่มีปัญหา ไม่มีผู้ป่วย ไม่มีผลกระทบ ทุกอย่างดูแลได้ มีการตั้งศูนย์ส่วนหน้าขึ้นมาดูแลแล้ว ทุกอย่างควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีการประท้วง ไม่มีใครไปดักรอยื่นหนังสือ จึงไม่จำเป็นต้องลงพื้นที่ไปพบประประชาชนแต่อย่างใด
ดร.สืบสกุลกล่าวว่า ความกังวลของประชาชนที่มีต่อปัญหาแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา 10 ประการ ดังนี้ 1. กรมควบคุมมลพิษ เพิ่งออกรายงานผลการตรวจน้ำกกสายรวกโขง เมื่อ 25 มิถุนายน 2568 พบว่าแม่น้ำทั้ง 4 สายยังมีสารโลหะหนักประกอบด้วย สารหนู ตะกั่ว และแมงกานีส เกินค่ามาตรฐาน 2.ชาวบ้านที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย ต้องซื้อน้ำไว้บริโภคในครัวเรือน เนื่องจากแม่น้ำกกปนเปื้อนสารโลหะหนัก
3. ผู้ประกอบการร้านอาหารริมแม่น้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และอ.เมืองเชียงราย ต้องยุติการประกอบอาชีพ เนื่องจากไม่มีลูกค้าตั้งแต่ชวงสงกรานต์ของปีนี้ ด้วยเหตุที่ทุกคนหวาดกลัวสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก ทั้งนี้ไม่มีหน่วยงานภาครัฐทำการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 4. ชุมชนผู้ประกอบท่องเที่ยวในแม่น้ำกก ได้แก่ปางช้างและเรือท่องเที่ยวในแม่น้ำกกก็ประสบปัญหาขาดรายได้มาตั้งแต่สงกรานต์ ภายหลังที่มีข่าวมลพิษข้ามพรมแดนเช่นเดียวกัน
ดร.สืบสกุลกล่าวว่า 5. ผู้ใช้น้ำประปาในตัวเมืองเชียงรายจำนวน 41,000 ราย อำเภอแม่สาย 14,000 ราย ยังคงหวาดวิตกต่อคุณภาพน้ำประปาที่การประปาส่วนภูมิภาคผลิต ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์ผลการตรวจน้ำเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น และแจ้งเฉพาะผลการตรวจสารหนู ทั้งที่ในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีทั้งสารตะกั่วและแมงกานีสเกินค่ามาตรฐานก่อนนำน้ำไปผลิตเป็นน้ำประปา 6. ผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดเชียงรายจำนวน 4,000 ราย อยู่ในภาวะเสี่ยงจากการที่เรือนจำใช้น้ำกกในการอุปโภคบริโภคในเรือนจำ
7.ชาวประมงต้องยุติอาชีพหาปลา พวกเขาขาดแคลนรายได้ โดยไม่มีหน่วยงานภาครัฐสนใจใยดี 8.ห่วงโซ่อาหาร (ข้าว) กำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากที่สุด เกษตรกรในลุ่มน้ำกก สาย และ รวก กำลังใช้น้ำปนเปื้อนสารหนู ตะกั่ว และแมงกานีสในการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่อย่างน้อย 1 แสนไร่ โดยไม่มีแผนการรองรับปัญหาสารปนเปื้อนในผลผลิตข้าวนาปีที่จะออกสู่ท้องตลาดภายในเดือนพฤศจิกายน 2568
9. หน่วยงานภาครัฐยังขาดการสื่อสารแผนการตรวจและผลการตรวจสารโลหะหนักต่อประชาชน 3 หน่วยงานหลักคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การประปาส่วนภูมิภาค และกระทรวงสาธารณสุข
10. รัฐบาลโดยการนำของนายกฯแพทองธาร ยังขาดความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน และยังอาศัยกลไกปกติได้แก่กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคงเป็นผู้ดำเนินการเจรจาแก้ไขปัญหาเท่านั้น ขาดความมุ่งมั่นและจริงจังในการเป็นผู้นำเจรจากับผู้นำประเทศเมียนมา
“ท่านอาจพึงพอใจกับการที่ท่านมาเชียงรายโดยไม่มีการประท้วงจากประชาชนในกรณีแม่น้ำกกสายรวกโขงปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่ในเมียนมา ท่านพึงรับรู้ไว้เถิดว่าทุกครั้งที่ท่านมองจากหน้าต่างเครื่องบินลงมา ท่านจะเห็นแม่น้ำกกเงียบงัน แต่ในนั้นมีผู้คนเฝ้าถามว่า ท่านจะเจรจากับรัฐบาลพม่าเพื่อปิดเหมืองกี่โมง” ดร.สืบสกุล กล่าว
ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ระบุว่า 3 เดือนผ่านมาสถานการณ์สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขงในเชียงรายมีความเข้มข้นที่สูงขึ้นของสารหนู แถมยังตรวจพบสารพิษตะกั่วและแมงกานีสเพิ่มในบางจุดที่เกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกและน้ำสาย โดยที่ผ่านชื่นชมการทำงานของ สพค.1(สำนักสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ 1 เชียงใหม่) โดยเฉพาะผู้อำนวยการ ที่ทำงานและรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำอย่างตรงไปตรงมา แม้จะถูกแรงเสียดทานทางการเมืองจากผู้มีอำนาจแต่ข้อมูลจากหน่วยงานนี้ดูแลประชาชนเชื่อถือมากที่สุด
ผศ.ดร.เสถียรกล่าวว่า หากไม่สามารถหยุดแหล่งกำเนิดสารพิษหรือหยุดเหมืองแร่ที่ต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายได้ ปัญหาไม่มีทางแก้ได้ โดยที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งถกเถียงกันมากเรื่องการสร้างฝายและบ่อดักตะกอนจริงๆแล้ว ถ้าเข้าใจหลักการทางวิชาการ และมีจิตที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง จะมองเห็นว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
“3 เดือนผ่านมาเมื่อมองท่าทีของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกฯแพรทองธาร ต่อการแก้ไขปัญหานั้นแทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะบอกได้ว่าเริ่มมีการแก้ปัญหานี้แล้ว มีเพียงข้อสั่งการให้หน่วยงานราชการไปดำเนินการและจัดประชุมรายงานว่าทำอะไรบ้าง ทำให้เราทราบว่าผู้นำประเทศขาดทั้งความรู้และไม่เข้าใจต่อพิษภัยและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นของสารพิษโลหะหนักต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย สังคม และเศรษฐกิจ” ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายกล่าวว่า มีข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การแสวงหาแนวร่วมในการแก้ปัญหาเพิ่มเติมดังนี้ 1.ทีมนักวิชาการที่มีจิตสำนึกสาธารณะร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดทุกมิติของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 3 เดือนที่ผ่านมาและจัดทำเป็นเอกสารทางวิชาการเพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้องของการแก้ไขปัญหาทั้งระยะเร่งด่วน และระยะยาว
2.การยกระดับปัญหาเข้าสู่เวทีระดับภูมิภาคและนานาชาติ เพราะต้องยอมรับว่าหากไม่เร่งดำเนินการหยุดแหล่งกำเนิด หายนะจะเกิดขึ้นที่ไม่สามารถจะคาดการณ์ได้ในอนาคต เนื่องจากเราเห็นภาพบางส่วนของการแบ่งรับแบ่งสู้ของรัฐหรือประเทศผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจต่อปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชีวิตประชาชนลุ่มน้ำเกือบล้านคน
3.ควรยกระดับปัญหาในเวทีอาเซียน โดยเฉพาะการออกแบบและวางมาตรการหากฎเกณฑ์กติการ่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในอนาคตในภูมิภาค 4.Mekong-Lancang Cooperation เวทีนี้ก็ต้องอาศัยรัฐบาลดำเนินการ ซึ่งเวทีนี้ทั้งจีนและเมียนมาอยู่ด้วย ที่สำคัญคือข้อมูลของรัฐบาลเตรียมไว้พร้อมหรือยังสำหรับใช้ในการเจรจา
“ผมทราบมาจากแหล่งข่าวผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า เหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุสารพิษปนเปื้อนในรัฐฉานทั้งว้าและกองทัพเมียนมา ดูแล 20 กว่าแห่ง เป็นทุนจีนทั้งหมด เพียงแต่เป็นข้อมูลที่รอรัฐบาลเมียนมารับรองเท่านั้น จึงยังไม่สามารถเอาไปเจรจากับรัฐบาลจีนได้” ผศ.ดร.เสถียร กล่าว
