ทนายความของ "ช้าง" วิศรุต ศรีจันทร์ ผู้ชุมนุมม็อบแม่น้ำกกที่บาดเจ็บแขนหักจากการสกัดกั้นม็อบของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณก่อนถึงกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ได้อัปเดตว่าขณะนี้อาการบาดเจ็บของช้าง วิศรุต อยู่ระหว่างการพักดูอาการที่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดยึดน๊อตที่กระดูกแขนที่หัก โดยหมอให้ดูอาการที่โรงพยาบาล 7 วัน และต้องกลับไปพักฟื้นร่างกายที่บ้านอีกอย่างน้อย 2 เดือน
ในเรื่องคดีความทางทีมทนายความกำลังปรึกษากันอยู่เพื่อเตรียมยื่นฟ้องคดีจากการเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นหน้ากงสุลจีน เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 โดยกรณีนี้สามารถดำเนินคดีได้ 3 รูปแบบ ทั้งคดีแพ่ง อาญา และคดีปกครอง
การดำเนินคดีแพ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้รับผิดต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ถือเป็นการกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ตัวผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้
สองคดีอาญากรณีนี้สามารถฟ้องทำร้ายร่างกายได้ โดยตัวผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงาน อย่างไรก็เข้า ม.157 และต้องมาดูต่อกันที่เจตนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากพยานหลักฐานที่มี
สามคดีปกครอง กรณีนี้สามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มได้ หากผู้ชุมนุมในวันนั้นต้องการยื่นฟ้องร่วมกัน โดยเป็นการฟ้องในประเด็นการใช้อำนาจทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาปิดกั้นกีดขวางไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปถึงหน้ากงสุลจีน เพื่อทำกิจกรรมได้ทั้งที่มีการแจ้งการชุมนุมไว้แล้ว โดยทนายระบุว่า ผู้ชุมนุมที่ไปในวันนั้นมีสิทธิที่จะฟ้องศาลปกครองได้ทุกคน ต่างจากสองคดีแรกที่ต้องเป็นผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บถึงจะมีสิทธิฟ้องในคดีแพ่งและอาญาได้
ขณะนี้ทางทีมทนายความและตัวผู้ชุมนุมกำลังร่วมกันตัดสินใจว่าจะดำเนินคดีอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะยื่นฟ้องเข้าหน้าที่ตำรวจต่อศาล





ช้าง วิศรุต ศรีจันทร์
ทางด้านช้าง วิศรุต เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ที่ได้รับบาดเจ็บกระดูกต้นแขนซ้ายแตกหักจากการผลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 ระบุว่า ในวันนั้นทางผู้ชุมนุมมีเป้าหมายเพียงการยื่นหนังสือประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผ่านไปทางกงสุลจีนประจำเชียงใหม่ เพื่อติดตามว่าจีนจะมีมาตรการอย่างไรต่อในการกำกับดูแลบริษัทเหมืองแร่จีนในพม่าที่ก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนลงแม่น้ำกก เสร็จแล้วก็จะเดินวนกลับไปที่สวนบวกหาดจุดตั้งต้นขบวน ไม่ได้มีการประเมินเรื่องการปะทะหรือความรุนแรงอะไรไว้ เพราะผู้ชุมนุมมาน้อยแค่ 20-30 คน โดยผู้ชุมนุมได้แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ. การชุมนุมฯ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ไว้แล้ว ในวันที่ 5 ก.ค. 2569 ก่อนมีการทำกิจกรรม โดยแจ้งว่าจะมีการจัดกิจกรรมเพียง 1 ชั่วโมง ในเวลา 11.00 – 12.00 น. เท่านั้น
ช้างระบุว่า ผู้ชุมนุมทำตามระเบียบแล้ว และเมื่อดูจากสัดส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจไปกันประมาณ 100 – 200 คน สามารถล้อมผู้ชุมนุมได้อยู่แล้ว อย่างไงเราก็ไปไม่ถึงเป้า เรามีแผนแค่เราจะขอเจรจาพูดคุยกับตำรวจก่อนว่าจะขอไปยื่นหนังสือที่หน้ากงสุลจีนได้ไหม ถ้าไม่ เราก็จะขยับไปตามที่ตำรวจให้อยู่ได้ ไม่คิดว่าจะถึงขั้นมีเหตุการณ์ฉุดกระชากลากดึงกันขนาดนี้
โดยในวันนั้นตนเองเป็นทีมที่ต้องนำก่อนขบวน เพื่อเจรจากับตำรวจ สื่อสารว่าเป้าของผู้ชุมนุมจะไปถึงไหน ปัญหาคือว่าพอเดินไปเลยผ่านสยามทีวีเจอตำรวจคนหนึ่งเข้าใจว่าหน้าจะเป็นผู้กำกับก็พยายามที่จะพุ่งเข้ามาเลยคนเดียว ออกจากแนวรั้วมาแล้วก็พุ่งมาบอกว่า “พอ หยุด หยุดแล้ว พอแค่นี้” เท่าที่ได้ยิน เขาพยายามบอกว่า “พูดคุยก่อนพี่ คุยกันก่อนสักแปบนึ่ง ขอไปข้างหน้าอีกนิดนึ่ง”
สักพักมีน้องที่พยายามถือป้ายรณรงค์ฟื้นฟูแม่น้ำกกก็เดินเข้ามา ตำรวจก็ไปเล่นน้อง ไปแย่งป้ายจากน้องมา ฉุดกระชากลากดึง น้องก็บอกว่า “ไม่ได้นี่ป้ายผม ผมจะเอาไปกาง” แล้วก็เกิดเหตุการณ์ชุลมุนกัน ตนเองพยายามสื่อสารกับตำรวจตลอดว่า “นี่น้องผม พี่ถอดออกไป เดี๋ยวผมจัดการเอง”
จังหวะนี้ช้างเล่าว่า สักพักตำรวจก็มาตั้งแนวอยู่ข้างหลังเขา เขาเลยเอาตัวบังไว้ เพราะว่ากลัวตำรวจจะจับตัวน้องที่ถือป้ายไป ขณะนั้นน่าจะมีตำรวจอยู่ด้านหลังเขา 6-7 คน และมีผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นอีกคนตะโกนว่าคุณตำรวจหยุดก่อน ก็ยังไม่หยุด ฉุดกระชากลากดึงป้าย ผลักน้องผู้ชุมนุมล้มลงไป 2 คน ตัวเขาเป็นคนที่ 3 ที่โดนผลักล้ม เป็นการผลักที่เร็วและแรงมาก ไม่ใช่ระดับเตือน เขาล้มลงไปในลักษณะแขนไพล่หลังและแขนหักเลย
ช้างยืนยันว่าการผลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นการผลักแบบทีเดียวโยนไปเลย และในขณะที่ถูกผลักเขาหันหลังอยู่ เป็นการผลักระหว่างที่ผู้ชุมนุมเผลอ ตามสากลถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจฝึกมาสามารถใช้วิธีอื่นเพื่อเตือนผู้ชุมนุมก่อนได้ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจหันหลังชนกับเขาเพื่อดันกัน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจคล้องแขนเป็นแนวกันผู้ชุมนุมไว้ แต่ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ไม่มีการกระทำดังกล่าวเลย ทั้งที่ผู้ชุมนุมก็มาจำนวนน้อยและไม่มีอาวุธ มีแค่ป้ายผ้าและหน้ากากกระดาษ
ช้างตั้งข้อสังเกตว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจเชียงใหม่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ในม็อบ APEC ป่าไม้ที่เชียงใหม่ เมื่อปี 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงใหม่ก็มีการจับคอผู้ชุมนุมดึงกระชากกดลงกับถนน มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจากการปะทะครั้งนั้น 10 คน แต่ในตอนนั้นผู้ชุมนุมไปรวมตัวกันกว่า 700 คน เยอะกว่าครั้งนี้มาก
การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้เขาตั้งคำถามต่อขอบเขตอำนาจของตำรวจภายใต้ พ.ร.บ. การชุมนุมฯ ทุกครั้งเวลาที่ประชาชนไปแจ้งการชุมนุมแทนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับตั้งตัวอยู่ตรงข้ามกับผู้ชุมนุม ครั้งนี้ก็เช่นกันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเลือกปกป้องสถานกงสุลจีนทั้งที่รู้ว่าปิด
ส่วนตัวช้างต้องการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อที่ให้เกิดการรับผิดชอบ และอย่างน้อยจะได้มีการกลับมาทบทวนดูขอบเขตอำนาจของตำรวจภายใต้ พ.ร.บ. การชุมนุมฯ กันอีกครั้งว่ามีช่องว่างที่ต้องแก้ไขหรือไม่อย่างไร
