Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 28 มิถุนายน 2568 กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่มีแกนนำมวลชนฝ่ายขวาหลากหลายกลุ่มมารวมกัน ได้จัดการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีชนวนเหตุหลักมาจากข้อพิพาทกัมพูชา-ไทย การปล่อยคลิปคุยส่วนตัวระหว่างแพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทย และฮุนเซน ปธ.วุฒิสภา กัมพูชา

ทางการประเมินว่า ผุ้ชุมนุมในวันนั้นอาจมากกว่า 2 หมื่นคน และปฏิเสธได้ยากว่าการชุมนุมทางการเมืองในวันนั้นมีคนมาร่วมเยอะที่สุด นับตั้งแต่กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปนักศึกษาแห่งชาติ (คปท.) และกองทัพธรรม ออกมาร่วมต่อต้านทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

คำถามที่น่าสนใจคือท่ามกลางบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป กลุ่มมวลชนฝ่ายขวาจะยังมีพลังเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน และคนที่มาร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยฯ พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีแนวคิดทางการเมืองอย่างไร และการเคลื่อนไหวของมวลชนฝ่ายขวาครั้งนี้เหมือน หรือแตกต่างจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ และ กปปส. อย่างไร และจะนำพาประเทศกลับไปสู่วังวนการทำรัฐประหารหรือไม่

เพื่อร่วมตอบคำถามดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2568 สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จัดเสวนาหัวข้อ “ทบทวนขบวนการทางสังคมอนุรักษนิยม: "ขวาสุดขั้ว” จะกลับมา?" โดยได้ อาจารย์วสุชน รักษ์ประชาไท เจ้าของงาน "ขวาสุดขั้ว: ระบอบคนดีกับการเมืองยุคประชาธิปไตยกลับหลังหัน" และ อาจารย์วิษธร ลีศิรเกียรติกุล จากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มาร่วมอภิปราย และแลกเปลี่ยนความเห็น

วสุชน ได้ชวนผู้ฟังกลับไปทบทวนขบวนการทางสังคมของมวลชนฝ่ายขวา ตั้งแต่ยุคสมัยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ว่าพวกเขาเป็นใคร มาจากไหน และยึดถือคุณค่าความคิดและความเชื่ออย่างไร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าทำไมการชุมนุมของพันธมิตรฯ กปปส. และรวมพลังแผ่นดินฯ มีจุดร่วมอย่างไร ทำไมถึงจุดติดขึ้นมาได้

อาจารย์จาก มสธ. ยังลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ซึ่งทำให้เขาได้พบความแตกต่าง และคล้ายคลึงกับการชุมนุมสมัย พธม. และ กปปส. และร่วมแลกเปลี่ยนด้วยว่า การชุมนุมที่คล้ายคลึงกับม็อบฝ่ายขวาในอดีตนี้ จะเป็นต้นธารที่นำไปสู่การทำรัฐประหารในอนาคตหรือไม่ ซึ่งวิทยากรมองว่าเรื่องนี้ยังยากที่จะประเมิน แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาผ่านการชุมนุมนี้คือการยอมรับการทำรัฐประหารที่หดตัวลง อย่างมีนัยยะสำคัญ 

ทบทวนการเคลื่อนไหวขบวนการทางสังคมฝ่ายขวา

วสุชน เริ่มต้นด้วยการชวนผู้ฟัง ทบทวนอัตลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมของกลุ่ม พธม. และ กปปส. ซึ่งเป็นกลุ่มมวลชนที่เราเรียกว่า ‘อนุรักษนิยม’ หรือบางคนเรียกว่าเป็นมวลชนฝ่ายขวา แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ปรากฏการณ์การชุมนุมพันธมิตรฯ และ กปปส. ผ่านมานานเกือบ 2 ทศวรรษ และมีการชุมนุมครั้งใหญ่ด้วยกัน 3 ครั้ง คือการชุมนุมของกลุ่ม พธม. ครั้งที่ 1 ในปี 2549 การชุมนุมของกลุ่ม พธม. ครั้งที่ 2 ในปี 2551 และการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในปี 2556-2557

การชุมนุมเรื่องปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2554

วสุชน ระบุว่า งานศึกษาของนักวิชาการหลายคนเห็นตรงกันว่า รูปแบบการเคลื่อนไหวของมวลชนฝ่ายขวาของกลุ่มพันธมิตรฯ และ กปปส. จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนองค์กรร่มขนาดใหญ่ ที่รวมเอาเครือข่ายกลุ่มย่อยๆ ที่เคลื่อนไหวในประเด็นเฉพาะของตัวเอง เข้ามารวมตัว และเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกัน

อาจารย์รัฐศาสตร์ ระบุว่า แม้ว่าจะมีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นแค่ 3 ครั้ง แต่ในระหว่างปี 2549-2557 เราจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวย่อยๆ ผ่านกลุ่มต่างๆ ในประเด็นของตัวเองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ‘การชุมนุมทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร’ ‘รณรงค์โหวต No’ ‘แช่แข็งประเทศไทย’ ‘การชุมนุมเสื้อหลากสี’ ‘การชุมนุมของกองทัพธรรม’ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการชุมนุมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม แม้จะเคลื่อนไหวในประเด็นของตัวเองกัน แต่ยังคงแก่นแท้ของแนวคิดอนุรักษนิยมเช่นเดิม คือปกป้องสถาบันชาติ อนุรักษความเป็นไทย ให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพในการเมือง

ในมุมมองของวสุชน มองบทบาทของกลุ่มเคลื่อนไหวย่อยเหล่านี้ คือ การรักษากระแสความไม่พอใจของทักษิณ ชินวัตร หรือการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่ในสังคมตลอดเวลา ทำให้สังคมรู้สึกตื่นตัว และในเวลาเดียวกัน ก็สร้างความชอบธรรมให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงการเมือง

วสุชน ระบุว่า การเคลื่อนไหวย่อยๆ นี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยฝ่ายขวา "สุดขั้ว" 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มศาสนาเข้มข้น ‘สันติอโศก’ ก่อตั้งโดย 'สมณะโพธิรักษ์'
  2. กลุ่มนายทหารอาวุโส ซึ่งเป็นกลุ่มนายทหารเกษียณ และเคยมีบทบาทควบคุมกำลังพล และเสนาธิการทหาร

อาจารย์ มสธ. ยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ‘คนไทยหัวใจรักชาติ’ ในปี 2551-2554 ‘องค์กรพิทักษ์สยาม’ ในปี 2555 และ ‘กองทัพประชาชนต่อต้านระบอบทักษิณ’ (กปท.) ในปี 2556-2557 ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกขับเคลื่อนและจัดตั้งขึ้นมาด้วยความร่วมมือกันคือสำนักสันติอโศก และนายทหารอาวุโส ซึ่งเป็น 2 ตัวละครสำคัญที่คอยผลักดันการเคลื่อนไหวย่อยๆ เหล่านี้

สำหรับคนที่มาร่วมชุมนุมมวลชนฝ่ายขวาในช่วงม็อบพันธมิตรฯ และ กปปส. วสุชน ระบุว่า หลายงานศึกษาชี้ตรงกันว่า มวลชนส่วนใหญ่คือชนชั้นกลางระดับล่างขึ้นไป ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าคนเสื้อแดง คนภาคใต้ในกรุงเทพฯ คนเมืองในต่างจังหวัด หรือคนที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายจากการพัฒนาประเทศของทักษิณ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมอย่างคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จะมาชุมนุมเป็นวาระเท่านั้น ไม่ได้มาทุกครั้งแบบ ‘มวลชนเหนียวแน่น’ อย่างกลุ่มสันติอโศก และนายทหารอาวุโส

'การเมืองคนดี'

อะไรคือแนวคิดทางการเมืองของคนกลุ่มสันติอโศก และนายทหารอาวุโส วสุชน ระบุว่า กรอบความคิดของทางด้านสันติอโศก ประกอบด้วย

  • ศาสนาและการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน
  • เชื่อเรื่องการใช้คุณธรรมนำการเมือง หรือการเมืองคนดี เพราะว่าศาสนามีคุณค่ามากกว่าการเมือง มวลชนจะคิดเสมอว่า ‘ผู้นำที่ดีต้องมีคุณธรรม’ และเหตุผลที่การเมืองมีปัญหา เพราะว่าผู้นำและองคาพยพขาดคุณธรรม
  • มองว่า ‘คนเกิดมาไม่เท่าเทียม’ คนที่มีบุญหรือปฏิบัติธรรมมีคุณค่าหรือมีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากกว่าคนที่ไม่ปฏิบัติธรรม โดยคนในสันติอโศกพยายามโยงเรื่องสิทธิทางการเมืองเข้ากับหลักธรรมในศาสนาพุทธ ยกตัวอย่าง พวกเขามักจะใช้เรื่องดอกบัว 4 เหล่า จำแนกว่าแต่ละคนจะได้รับสิทธิทางการเมืองมากน้อยเพียงใด เพราะคนแต่ละกลุ่มมีความโลภ หรือมีความยับยั้งชั่งใจไม่เท่ากัน
  • การเปลี่ยนแปลงยังต้องอนุรักษ์ความเป็นไทยเอาไว้ ซึ่งความเป็นไทยที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง หรือสถาบันพระมหากษัตริย์ในภาพรวม และผู้ใต้ปกครอง ซึ่งก็คือประชาชน

กลุ่มมวลชนเหนียวแน่นอีกกลุ่ม คือกลุ่มนายทหารอาวุโส จะมีความเชื่อดังนี้

  • ทหารต้องเป็นส่วนหนึ่งในการเมือง
  • ทหารต้องเป็นผู้ปกป้องชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์
  • ต่อต้านเสรีนิยมประชาธิปไตยของกลุ่มนายทหารใน พธม. และ กปปส. จะไม่ได้มองเรื่องการจำกัดอำนาจรัฐ แต่เขาจะต่อต้านการเปิดเสรีในทุกด้าน ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ภาพจากสไลด์ของอาจารย์วสุชน รักษ์ประชาไท (ที่มา: เฟซบุ๊ก Ad PolSci)

'ชาตินิยม ปกป้องสถาบัน-ต่อต้านทักษิณ' ปัจจัยคู่ทำม็อบจุดติด

วสุชน ระบุว่า สิ่งที่ทำให้การชุมนุมขยายตัวนั้นมีปัจจัยมาจากการขยายกรอบโครงความคิดออกไปสู่สาธารณะ สามารถระดมทรัพยากรในด้านต่างๆ จนสามารถกดดันรัฐบาล และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แม้จะมีการช่วงชิงวาระกรอบโครงความคิดในช่วงแรก แต่สุดท้าย แนวคิดที่จะขึ้นมาเป็นแนวคิดนำของการชุมนุม คือ การเมืองคนดี และการปกป้องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ปัจจัยที่ทำให้การเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณขยายตัวอีกประการ คือ แม้ว่าการเคลื่อนไหวใหญ่จะมีแค่ 3 ครั้ง และมีระยะเวลาที่ห่างกัน ถ้าสังเกตระยะห่างจากการชุมนุมของพันธมิตรฯ เมื่อปี 2551 และการชุมนุมของม็อบ กปปส. เมื่อปี 2556-2557 ซึ่งห่างกันราว 5-6 ปี แต่ว่ามีกระแสชุมนุมย่อยๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และทำหน้าที่รักษากระแสการต่อต้านทักษิณ การปกป้องสถาบันฯ และแนวคิดทหารในการเมือง เป็นสิ่งที่ค่อยๆ สร้างความชอบธรรมให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้

วสุชน อธิบายเพิ่มว่า ถ้าดูในรายละเอียดช่วงปี 2548-2549 คนที่มีตำแหน่งในกองทัพจะแต่งตัวชุดไปรเวทธรรมดาเข้ามาร่วมปราศรัยในพื้นที่ชุมนุม แต่ในช่วงปี 2556-2557 นายทหารเหล่านี้จะมีการแต่งตัวเครื่องแบบทหารเต็มยศ และประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเป็นคนของกองทัพมาสนับสนุนการชุมนุม

ปัจจัยสำคัญสุดท้ายที่ทำให้การเคลื่อนไหวของปี 2549 และ 2556 ขยายตัว เกิดขึ้นจาก 2 สภาวะ คือ การต่อต้านทักษิณ การปกป้องชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมื่อไรก็ตามที่ 2 ประเด็นนี้มาคู่กัน การเคลื่อนไหวของอนุรักษนิยม อาจจะจุดติดมากขึ้น

"ถ้าสังเกตการชุมนุมใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งพันธมิตร ทั้ง กปปส. เราจะพบว่ามันประกอบไปด้วย 2 ประเด็นนี้เป็นหลัก ขาหนึ่งต่อต้านทักษิณ และอีกขาหนึ่งปกป้องชาติ และสถาบันฯ อย่างไรก็ตาม ในช่วงการชุมนุมย่อย หรือการรื้อฟื้นการชุมนุมให้มันใหญ่ในช่วง 2553-2555 ก่อนม็อบ กปปส. มันอาจจะมีแค่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งใน 2 ประเด็นนี้ เช่น ช่วงเวลาหนึ่งกลุ่มการเคลื่อนไหว 'คนไทยหัวใจรักชาติ' เคลื่อนไหวภายใต้ประเด็นปกป้องชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกป้องดินแดน ไม่ได้มีประเด็นต่อต้านทักษิณ การเคลื่อนไหวก็ไม่ได้มีมวลชนไปร่วมมากนัก แต่ในช่วง กปปส. หรือแม้แต่พันธมิตร มันมี 2 ประเด็นนี้มาคู่กัน" อาจารย์จาก มสธ. ระบุ

ช่วงถดถอยของมวลชนฝ่ายขวา

หลังจากการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี 2557 จนถึงปี 2567 วสุชน เรียกว่า เป็นช่วงความถดถอยของมวลชนฝ่ายขวา เพราะหากอธิบายด้วยแนวทฤษฎีกรอบโครงสร้างความคิด กรอบความคิดของมวลชนฝ่ายขวาไม่เป็นเอกภาพ และกระจัดกระจาย เนื่องจากไม่สามารถหาศัตรูหรือข้อเรียกร้องร่วมกันได้ เช่น บางกลุ่มไม่ต่อต้านทักษิณ และไปต่อต้านม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่ บางกลุ่มไปทัดทานนโยบายของรัฐบาล เป็นต้น

ขณะที่กลุ่มสันติอโศก และกลุ่มนายทหารอาวุโส ก็มีความขัดแย้งกันเองในเรื่องข้อเรียกร้อง โดยมีปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ทางการเมืองของพรรครวมไทยสร้างชาติ (ซึ่งเป็นพรรคของประยุทธ์ จันทร์โอชา) ไปเข้าร่วมกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้ข้อเรียกร้องฝ่ายขวาแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือคนที่ต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยเต็มสูบ กับคนที่ยังสนับสนุนพรรค รทสช. แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และมองว่าศัตรูหลักตอนนี้คือพรรคประชาชน (เดิมคือ พรรคก้าวไกล)

วสุชน ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงกระแสคนรุ่นใหม่ปี 2563 มีความพยายามรื้อฟื้นมวลชนฝ่ายขวา เช่น ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) อาชีวะปกป้องสถาบัน และอื่นๆ แต่ก็จะประสบปัญหาเดิมคือจุดมุ่งหมายของมวลชนฝ่ายขวาค่อนข้างกระจัดกระจาย เช่น หมอเหรียญทองจัดกิจกรรมปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่ คปท. และกองทัพธรรม จัดชุมนุมคัดค้าน พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ และขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย 

อย่างไรก็ตาม ความกระจัดกระจายจะกลับมารวมกันในการชุมนุมปี 2568 โดยใช้ประเด็นเรื่องข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นชนวนสำคัญ

'ขวาสุดขั้ว' 'อนุรักษนิยม' เขาคือใครหนอ

วิษธร ลีศิรเกียรติสกุล อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ. กล่าวว่า ข้อสังเกตจากหนังสือของอาจารย์วสุชน เรื่อง “ขวาสุดขั้ว: ระบอบคนดีกับการเมืองยุคประชาธิปไตยกลับหลังหัน" เผยว่า หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่เราคิดว่าทหารไม่น่าจะกลับมาสู่การเมือง เพราะเจอกระแสต่อต้านอย่างหนัก และเราก็คิดว่าสังคมไทยหรือการเมืองไทยกำลังขับเคลื่อนไปในแนวทางที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ในช่วงทศวรรษที่ 2540 เกิดปรากฏการณ์การขึ้นมาของรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวที่มีอำนาจมาก และตัวระบบการเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาอำนาจที่มากล้นได้ ทำให้มีการเสนอการทำรัฐประหารให้ทหารเข้ามาในการเมือง และข้อเสนอนั้นจะมีความต่อเนื่องตั้งแต่พันธมิตรฯ ต่อมาถึง กปปส.

วิษธร ระบุว่า "ขวาสุดขั้ว" มีแนวคิดต่อต้านเสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะว่าขบวนการนี้มองว่าประชาธิปไตย ที่ประกอบด้วย นักการเมือง และประชาชนที่สนับสนุนนักการเมือง ไม่สอดคล้องกับความเป็นไทย และสถาบันหลักของชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้ ขวาสุดขั้วจะมีข้อเสนอที่ต่อต้านประชาธิปไตย

“สิ่งที่เขาผลักดันให้เกิดขึ้นก็คือการปกครองที่ไม่เป็นเสรีประชาธิปไตยขึ้นมา เราอาจจะเห็นร่องรอยของความคิดนี้ได้ จากข้อเสนอของพันธมิตรฯ ที่เสนอว่า ควรเลือกตั้งผู้แทนแค่ 30% ก็พอ ส่วนอีก 70% ให้มาจากการแต่งตั้ง หรือข้อเสนอของ กปปส. ที่เสนอแต่งตั้งสภาฯ 100% รูปแบบเหล่านี้ ตัวแบบที่พยายามจะทำให้คนดีมีอำนาจถ่วงดุลมากกว่าตัวแทนที่มาจากการเลือกโดยประชาชน” วิษธร กล่าว

ทั้งนี้ วิษธร เผยว่า เวลาพูดถึงอนุรักษนิยมในตะวันตกเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 เนื่องจากกระแสการต่อต้านแนวคิดแบบเสรีนิยมที่เกิดขึ้นมา โดยพื้นฐานคนที่เชื่อในแนวคิดเสรีนิยม มักมีมุมมองว่ารัฐควรจะมีอำนาจที่จำกัด เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐเข้ามาละเมิดความเป็นปัจเจกของบุคคล ซึ่งภายหลังทำให้เกิดทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ 3 ส่วน คือ ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ เนื่องจากอำนาจที่รวมศูนย์ และไม่มีการแบ่งแยกออกมา เป็นเรื่องอันตรายในมุมมองของเสรีนิยม

คนทั่วไปมักมองว่า 'อนุรักษนิยม' เป็นขั้วตรงข้ามกับเสรีนิยม แต่ว่าจริงๆ แล้ว 'อนุรักษนิยม' ยอมรับเสรีนิยมได้แบบมีเงื่อนไขบางประการ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็นสมาชิกทางสังคมรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้เกิดมาตัวคนเดียว แต่มีสายสัมพันธ์ทางครอบครัว สถาบันทางศาสนา และอื่นๆ แต่ในเวลาเดียวกัน สถาบันต่างๆ เหล่านี้ก็ขัดแย้งกันเอง ยกตัวอย่าง ‘สงครามทางศาสนา’

"เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น อะไรจะเป็นตัวประสานและจัดการความขัดแย้งมนุษย์เข้าด้วยกัน อนุรักษนิยมคิดว่าสิ่งที่ประสานมนุษย์เข้าด้วยกัน คือจารีตประเพณีที่ดำเนินมาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และดำเนินต่อไปในอนาคต หรือสถาบันฯ ทั้งความหมายกว้าง และแคบ แบบแคบคือสถาบันศาสนา สถาบันครอบครัว และสถาบันแบบกว้างคือ กฎแบบไม่เป็นทางการ จารีตประเพณี หรือระเบียบทางสังคม" วิษธร กล่าว

สำหรับอนุรักษนิยม แม้ว่าจะยอมรับหลักการเสรีนิยมบางอย่าง แต่พวกเขาก็มองว่า เสรีภาพที่เขาอนุญาตให้มีต้องมีจารีตประเพณี และสถาบันทางสังคมบางอย่างเข้ามารองรับ ถ้าเสรีถูกใช้โดยไม่มีขอบเขต กระทบสถาบันทางสังคม หรือจารีต จะทำให้เกิดความวุ่นวาย หรือความโกลาหล เมื่อถึงจุดนั้นเขาจะเรียกร้องให้มีผู้นำอำนาจนิยมหรือเผด็จการเข้ามาควบคุมลิดรอนเสรีภาพ และบังคับให้อยู่ในระเบียบทางสังคมเหมือนเดิม 

เป็นม็อบไล่รัฐบาลมากกว่าปกป้องอธิปไตย

วสุชน ตั้งข้อสังเกตจากการลงพื้นที่การชุมนุมเมื่อ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเขามองว่า แม้ว่าข้อเรียกร้องของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ มี 3 ข้อ ประกอบด้วย แพทองธารต้องลาออก พรรคร่วมถอนตัวจากรัฐบาล และปกป้องอธิปไตย แต่จากการสังเกตการณ์ พบว่าการชุมนุมนี้เป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาลมากเสียกว่าการชุมนุมเพื่อปกป้องดินแดนจริงๆ เป็นการไล่รัฐบาลโดยใช้ประเด็นชาตินิยมในการขับไล่

ส่วนทำไมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ เพราะว่าหากเราสังเกตจากสโลแกนที่ใช้สื่อสารกับผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่บรรดาแกนนำจะพูด เพื่อมีส่วนร่วมกับมวลชนมันเป็นในโทนการขับไล่รัฐบาล เช่น “ทักฺษิณติดคุก อุ๊งอิ๊งค์ออกไป” ยุยงให้ผู้นำต่างชาติ หรือกัมพูชาแฉรัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์ออกมาอีก ซึ่งถ้าเป็นม็อบชาตินิยมสุดโต่งจริงๆ คนไทยน่าจะโกรธกัมพูชามากกว่า

นอกจากนี้ การชุมนุมนี้เกิดขึ้นได้เพราะว่า 2 ปัจจัยหลัก เหมือนกับสมัย กปปส. และพันธมิตรฯ คือเกิดกระแสต่อต้านทักษิณ ชินวัตร และกระแสปกป้องสถาบันกษัตริย์ และปกป้องชาติขึ้นมาพร้อมกัน

“กระแสต่อต้านทักษิณกำลังมา หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แล้วลูกของอดีตนายกฯ ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บวกกับกระแสปกป้องชาติ และพระมหากษัตริย์ แต่กระแสปกป้องพระมหากษัตริย์ยังจางอยู่ มันเลยทำให้วันที่ 28 มิถุนายน 2568 มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นมา” วสุชน กล่าว

ส่วนมวลชนในการเคลื่อนไหวของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ เหมือนกับ กปปส.หรือไม่นั้น อาจารย์วสุชน มองว่า กลุ่มมวลชนเหนียวแน่น แม้ว่ามีจำนวนน้อย แต่ยังเป็นคนกลุ่มเดียวกับม็อบ กปปส. คือญาติธรรมของสันติอโศก

“ทำไมตั้งข้อสังเกตแบบนี้เพราะพบว่าบ่ายสองบ่ายสาม เราจะเห็นผู้ชุมนุมที่มาใส่ชุดม่อฮ่อม มีเสื้อทีมต่างๆ และมีลักษณะหลายคนเป็นญาติธรรมของสันติอโศก มวลชนเหนียวแน่นยังคงเหมือน กปปส. และพันธมิตร” อาจารย์วสุชน ระบุ

วสุชน ระบุว่าสำหรับคนชั้นกลางที่เคยมาร่วมม็อบ กปปส. หรือพันธมิตร ยังเหลือมากน้อยแค่ไหนในม็อบนี้ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ได้เข้าไปพูดคุยกับผู้ชุมนุม

ข้อสังเกตส่งท้าย วสุชน กล่าวว่า การชุมนุมของวันที่ 28 มิ.ย. 2568 ยังไม่พบสัญลักษณ์หรือภาพสะท้อนว่ามีพรรคการเมืองใดอยู่ในพื้นที่อย่างเป็นทางการ และบนเวทีมีการโจมตีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่เป็นช่วงๆ ซึ่งการมีพรรคการเมืองมันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ม็อบ กปปส. เติบโต และกดดันการเมืองในระบบได้ เพราะว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันระหว่างม็อบบนถนน และพรรค ปชป. ที่มีตัวแทนอยู่ในระบบ แต่จากการสังเกตวันแถลงข่าวของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินฯ ยังไม่พบความเชื่อมโยงนี้อย่างเป็นทางการ

ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ จะนำไปสู่การทำ รปห.หรือไม่

ในประเด็นที่พิธีกรถามว่าคิดว่าการชุมนุมระลอกนี้จะนำไปสู่การทำรัฐประหารหรือไม่ วิษธร กล่าวว่ายากที่จะประเมินหรือคาดเดาเพราะว่าการเมืองไทยก็ไม่มีอะไรแน่นอน แต่มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 มีเครื่องมือที่จะจัดการพรรครัฐบาลได้อยู่แล้ว และการทำรัฐประหารมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงทั้งความชอบธรรม และการกดดันจากต่างประเทศ จึงคิดว่าน่าจะไม่มีการทำรัฐประหาร

วสุชน กล่าวว่า เราไม่รู้ว่าขบวนการจะเอารัฐประหารจริงหรือไม่ เขาอาจจะบอกว่าไม่เอารัฐประหารเพื่อเรียกระดมมวลชน แล้วค่อยมาบอกทีหลังว่าเอาก็ได้ แต่ว่าเรื่องนี้สะท้อนว่าสังคมในปัจจุบันไม่ยอมรับการทำรัฐประหาร ซึ่งแตกต่างจากปี 2556 หรือหลังการทำรัฐประหารในช่วงแรกๆ ในปี 2557 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง