Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดเวที “โครงการขับเคลื่อนผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้” เมื่ออังคารที่ 8 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.30 – 12.30 น. ณ ห้องประชุมอัล-อัยยูบีร์ ชั้น 5 อาคารคณะวิทยาการอิสลามนานาชาติ เพื่อรวบรวมและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากเสียงประชาชนกว่า 10,000 คน ผ่านการสำรวจ Peace Survey ทั้ง 7 ครั้ง ที่สะท้อนความต้องการจริงและแนวทางสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เวทีนี้มีผู้แทนจากสถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยต่างๆ หน่วยงานความมั่นคง ภาคประชาสังคม ภาคนโยบาย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบาย 8 ประเด็นสำคัญที่ครอบคลุมการลดความรุนแรง การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การส่งเสริมเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง เพื่อขับเคลื่อนสันติภาพชายแดนใต้บนฐานเสียงประชาชน

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรุณีวรรณ บัวเนี่ยว รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพันธกิจสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมเวทีนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ (Peace Survey) โดยมีผู้แทนจากสถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยต่าง ๆ หน่วยงานด้านความมั่นคง ภาคนโยบาย ภาคประชาสังคม ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสื่อมวลชน และเครือข่าย Peace Survey จากทั่วประเทศเข้าร่วมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ ดร.อรุณีวรรณ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเฉพาะวิทยาเขตปัตตานี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดเวทีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวันนี้ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาสังคมและการขับเคลื่อนงานวิจัยที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จริง

“Peace Survey ถือเป็นเครือข่ายนักวิชาการที่เข้มแข็งและดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ช่วงปี 2558–2559 เป็นต้นมา ผลลัพธ์จากการสำรวจความเห็นของประชาชนเหล่านี้ คือองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่าซึ่งสามารถส่งต่อไปยังระดับนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ดร.อรุณีวรรณกล่าว

นอกจากนี้ ดร.อรุณีวรรณยังระบุว่า มหาวิทยาลัยได้บูรณาการผลการศึกษาเหล่านี้สู่ยุทธศาสตร์หลักของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะ Strategic Objective 4 (SO4) ว่าด้วยเรื่องสังคมพหุวัฒนธรรมและวิถีสุวรรณภูมิสู่ความเข้มแข็ง ซึ่งมี Peace and Conflict Resolution เป็นองค์ประกอบหลักในการขับเคลื่อน โดยมีสถาบันสันติศึกษา ม.อ. เป็นหน่วยงานหลัก และมีเครือข่าย Peace Survey เป็นพันธมิตรสำคัญในการทำงานร่วมกัน ท้ายที่สุด รองอธิการบดีฯ ได้แสดงความขอบคุณไปยังภาคีเครือข่ายทั้ง 25 หน่วยงานของ Peace Survey ที่ร่วมกันดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมแสดงความหวังว่าเวทีในวันนี้จะมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเสียงของประชาชนหลักหมื่นคนให้กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

โฆษณา - Advertising

ขณะที่ วิทวัฒน์ ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวถึงความสำคัญของการนำเสนอผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ PEACE Survey ว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญในการให้ภาคประชาสังคมและสังคมโดยรวมได้รับทราบถึงสิ่งที่ดำเนินการมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยผลการสำรวจจะสะท้อนเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการวิจัยที่เที่ยงตรงและเคารพความหลากหลายของผู้คนในพื้นที่ ผลสำรวจในแต่ละครั้งไม่เพียงแค่ชี้ให้เห็นถึงความคิด เห็น ความหวัง และความกังวลของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการออกแบบนโยบายให้ตอบสนองต่อบริบทจริงของพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดงานในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นโอกาสในการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 7 ครั้ง โดยมีเจตนารมณ์ที่จะผลักดันข้อเสนอเหล่านี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางนโยบายสันติภาพ

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) และนักวิจัยสถานการณ์ความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อสถานการณ์สันติภาพในชายแดนใต้ ตั้งแต่เดือน ก.พ.–มี.ค. 2559 เป็นต้นมา แม้รัฐบาลทหารจะมีความเคลื่อนไหวเรื่องพูดคุยสันติภาพ แต่ยังมีคำถามถึงความเป็นสันติสุขที่แท้จริง กระบวนการพูดคุยยังดำเนินผ่านโครงการ PEACE Survey ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2559 และจัดทำมาแล้ว 7 ครั้ง

ศรีสมภพกล่าวว่า กระบวนการสำรวจนี้มีพื้นฐานงานวิชาการเข้มแข็ง ใช้วิธีวิจัยเคร่งครัด พร้อมศึกษาเปรียบเทียบกรณีไอร์แลนด์เหนือและศรีลังกา เพื่อเก็บข้อมูลความเห็นประชาชนโดยตรง สะท้อนข้อเสนอและความต้องการจริงในพื้นที่ โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนกว่า 10,000 คน ครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอสำคัญ

ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า โครงสร้างประชากรในกลุ่มตัวอย่างมีความสมดุลทั้งเพศ ศาสนา และช่วงอายุ ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์โดยรวม พบว่าเกิน 60% เห็นว่าสถานการณ์ยังเหมือนเดิมหรือแย่ลง โดยเฉพาะผลสำรวจครั้งที่ 7 ที่เพิ่งจัด ทำให้ประชาชนยังรู้สึกไม่มั่นคงและกังวลสูง โดยศรีสมภพสรุปว่า แม้กระบวนการพูดคุยจะหยุดชะงักในช่วงหลัง แต่ผลสำรวจยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนเสียงประชาชนและชี้แนวทางดำเนินงานในอนาคต โดยคาดว่าจะมีการเก็บข้อมูลครั้งใหม่ในปีนี้หรือปีหน้าเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

โฆษณา - Advertising

ดร.อภิญญา ดิสมาน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า กล่าวในเวทีนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลสำรวจ Peace Survey จำนวน 7 ครั้งว่า การทำงานที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับเครือข่ายวิชาการและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทางการทำงานแบบ inclusive หรือการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำเสนอในครั้งนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

ดร.อภิญญา ได้แบ่งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายออกเป็น 4 คลัสเตอร์หลักเพื่อความชัดเจน ดังนี้

  1. เน้นการลดความรุนแรงและสร้างพื้นที่ปลอดภัย (safety zone) ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนพื้นที่
  2. เกี่ยวข้องกับแนวคิด “สันติภาพเชิงบวก” (positive peace) ครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชุมชนต่างๆ
  3. กระบวนการสร้างความเชื่อมั่นและความจริงใจในการสานต่อการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายและจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องบนฐานของประชาชนและชุมชนที่เป็นเนื้อเดียวกันและมีความ inclusive อย่างแท้จริง โดยสอดคล้องกับความเห็นของอาจารย์ศรีสมภพ ที่ระบุว่ากระบวนการพูดคุยอาจเกิดการสะดุดหรือหยุดชะงักได้ จึงต้องหาวิธีการปรับและผลักดันอย่างต่อเนื่อง
  4. มุ่งเน้นการออกแบบกระบวนการเมืองที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนการสื่อสารเรื่องสันติภาพให้เข้าถึงกลุ่มประชาชน ข้อเสนอเชิงนโยบายเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ แม้จะไม่ใช่ข้อมูลจากการสำรวจปีล่าสุดในปี 2566 แต่เป็นฐานข้อมูลในระดับพื้นที่ ชุมชน และบุคคล โดยผ่านการสำรวจเชิงลึกในมิติสังคม วัฒนธรรม และนโยบายต่างๆ มาแล้ว 7 ครั้ง ข้อมูลนี้จึงมีความละเอียดและลึกซึ้งกว่าข้อมูลทั่วไปที่เผยแพร่ในเว็บไซต์องค์กรเครือข่าย ข้อเสนอเชิงนโยบายยังผ่านการประเมินและแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ และคณะพูดคุยสันติสุข ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้าใจในมิติทางวัฒนธรรม ปัจจัยด้านวัย และกลุ่มประชากรต่าง ๆ เช่น Gen X, Gen Y, Gen Z และ Baby Boomer ที่มีมุมมองแตกต่างกันต่อปัญหาชายแดนใต้ จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จึงได้สรุป 8 ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ เพื่อใช้เป็นแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ข้อเสนอข้อที่ 1 ที่ประชาชนให้ความเห็นและเรียกร้องสูงสุด คือ มาตรการลดความรุนแรง ประชาชนต้องการให้ทุกฝ่ายที่ยังเป็นคู่ขัดแย้ง ทั้งฝ่ายรัฐและกลุ่มผู้เห็นต่าง หยุดใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป ความรุนแรงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ทางร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงความรุนแรงทางวัฒนธรรมและสังคม เช่น การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง จากการสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อแนวทางสันติวิธี พบว่า ส่วนใหญ่สนับสนุนแนวทางสันติวิธีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเห็นที่ว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงในกรณีใดๆ ข้อนี้ได้รับการสนับสนุนสูงสุดตลอด 7 ครั้งของการสำรวจ อย่างไรก็ตามยังมีบางส่วนที่เห็นว่าในบางสถานการณ์อาจจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงเพื่อกำจัดผู้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อรักษาความสงบในสังคม แต่ระดับความเห็นด้วยนี้อยู่ในระดับปานกลาง และต่ำกว่าการสนับสนุนแนวทางสันติวิธีโดยรวม

โฆษณา - Advertising

“เมื่อถามถึงการใช้ความรุนแรงเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่าง ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มสนับสนุนแนวทางสันติวิธีมากกว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ประชาชนเห็นว่าควรดำเนินการเพื่อยุติความรุนแรง ได้แก่ 1.หลีกเลี่ยงการก่อเหตุความรุนแรงกับประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างเคร่งครัด 2.เสริมศักยภาพชุมชนในการปกป้องความปลอดภัยตนเองโดยปราศจากอาวุธ หรือมีทักษะในการดูแลชุมชนอย่างสันติ โดยหน่วยงานความมั่นคงควรพิจารณาวิธีการดำเนินการในส่วนนี้ เช่น แนวทางการปกป้องพลเรือนโดยไม่ใช้อาวุธ (Unarmed civilian protection) ที่กำลังศึกษาในไทย 3.เจ้าหน้าที่รัฐควรหลีกเลี่ยงการวิสามัญฆาตกรรม โดยเฉพาะในช่วงปิดล้อมตรวจค้น ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการรุนแรงนี้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความสัมพันธ์ในพื้นที่ 4.ส่งเสริมการพูดคุยเพื่อหาทางออกในรูปแบบการเมืองและการปกครองที่เหมาะสม 5.ตั้งคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล ฝ่าย BRN และภาคประชาสังคม เพื่อจัดการปรึกษาหารือและแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วม” ดร.กุสุมากล่าว

ดร.กุสุมากล่าวเสริมว่า แม้รายละเอียดข้อเสนอจะแตกต่างกันบ้าง แต่ประชาชนทั้งกลุ่มศาสนาพุทธและมุสลิมมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในหลายประเด็น เช่น การส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่ถูกคุกคาม การเห็นด้วยกับการลงนามในเอกสารพูดคุย และการสนับสนุนการปกครองระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นแตกต่างในบางประเด็น เช่น สิทธิความเป็นเจ้าของพื้นที่ของชาวมลายูปัตตานี และการใช้มาตรการทางกฎหมายในกรณีวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรึกษาหารืออย่างรอบคอบก่อนนำไปปฏิบัติจริง

ในส่วนของการพักโทษนักโทษคดีความมั่นคง การยกเลิกกฎหมายพิเศษบางกรณี และการลดปฏิบัติการทางทหารจากทั้งสองฝ่าย ประชาชนยังมีความคิดเห็นหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มพี่น้องชาวพุทธบางส่วนยังมีความกังวลเรื่องนี้

สำหรับกลุ่มวัย คนในเจน X และเจน Y (อายุประมาณ 18-40 ปี) มีความตื่นตัวและแสดงความคิดเห็นอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะในเรื่องการยกเลิกกฎหมายพิเศษและการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กลุ่มวัยนี้เห็นด้วยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

ข้อมูลจากการสำรวจปี 2566 พบว่า ราว 58% ของประชาชนเห็นว่าไม่มีการละเมิดสิทธิในชุมชนของตน แต่ยังมีประมาณ 30% ที่ระบุว่ายังพบการละเมิดสิทธิบางรูปแบบ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวางมาตรการต่อไป

โฆษณา - Advertising

ขณะที่ กันตพัฒนา ทวีผลทรัพย์ จากเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ กล่าวถึง ข้อเสนอที่ 2 ว่า ควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ศาลเจ้า สถานที่ราชการ ตลาด ร้านน้ำชา หรือพื้นที่ร่วมกิจกรรมสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังรู้สึกไม่ปลอดภัยในการแสดงความเห็น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงหรือวิจารณ์ขบวนการหรือภาครัฐ การอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ที่มีอาวุธ การชุมนุมอย่างสันติ หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนแปลกหน้า จากประสบการณ์เก็บข้อมูลภาคสนาม ทีมวิจัยพบว่า การเข้าถึงชุมชนเป้าหมายต้องอาศัยเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อสร้างความไว้วางใจซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการได้รับข้อมูลที่แท้จริง เมื่อจำแนกพื้นที่ปลอดภัยตามมุมมองของประชาชน สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.พื้นที่สาธารณะทั่วไป 2.พื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ 3.พื้นที่สำหรับแสดงออกทางความคิด

“ทั้งนี้ระดับความรู้สึกปลอดภัยในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันไปตามบริบทและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ ผลสำรวจพบว่า พื้นที่ศาสนสถานและกิจกรรมทางศาสนา มีระดับความรู้สึกปลอดภัยสูง (ค่าเฉลี่ย 0.77–0.86 จากคะแนนเต็ม 1) ทั้งในกลุ่มพุทธและมุสลิม พื้นที่ตลาด ร้านอาหาร ร้านน้ำชา และเวทีสาธารณะ มีระดับความรู้สึกปลอดภัยปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 0.60–0.69) การออกจากบ้านเวลากลางคืน หรือพบปะคนแปลกหน้า มีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่ำ (ค่าเฉลี่ย 0.32–0.47) ที่น่าสังเกตคือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวพุทธมีระดับความรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะต่ำกว่าชาวมุสลิม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตนเองในพื้นที่ร่วมต่างๆ” กันตพัฒนากล่าว

ด้าน คนึงนิจ มากชูชิต สมาคมร่วมสร้างชุมชนศรัทธา กัมปงตักวา กล่าวถึงผลการสำรวจเกี่ยวกับความรู้สึกปลอดภัยในพื้นที่ของรัฐ เช่น สถานที่ราชการ ด่านตรวจ การถูกเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน และการอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ที่มีอาวุธ พบว่าความรู้สึกปลอดภัยแตกต่างกันระหว่างชาวพุทธและมุสลิม ชาวพุทธรู้สึกปลอดภัยมากกว่าเมื่ออยู่ใกล้เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะในบริบทของด่านตรวจหรือการมาเยี่ยมบ้าน ขณะที่ชาวมุสลิมมีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่ำกว่าชัดเจน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ใกล้เจ้าหน้าที่ที่ถืออาวุธ ค่าเฉลี่ยความรู้สึกปลอดภัยของกลุ่มนี้อยู่ที่ประมาณ 0.5 หรือต่ำกว่า

ในด้านพื้นที่แสดงออกทางความคิด ไม่ว่าการวิพากษ์หรือสนับสนุนฝ่ายรัฐหรือฝ่ายขบวนการ ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ปลอดภัยในทุกกรณี ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะแห่งความหวาดระแวง ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชาชนในพื้นที่ ข้อเสนอที่สำคัญ คือควรเริ่มสร้างพื้นที่ปลอดภัย จากระดับชุมชน เพราะชุมชนเข้าใจบริบท วัฒนธรรม และรู้จักผู้คนในพื้นที่ จากนั้นจึงขยายสู่ระดับตำบลและอำเภอ โดยต้องเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมในกระบวนการ

โฆษณา - Advertising

ขณะที่ ดร.ชลัท ประเทืองรัตนา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวถึงข้อเสนอที่ 4 ส่งเสริมการเคารพสิทธิทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ ซึ่งนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างสันติภาพเชิงบวก ในจังหวัดชายแดนใต้ โดยชี้ว่า สันติภาพไม่ควรจำกัดแค่การยุติความรุนแรงทางกายภาพ แต่ต้องเข้าถึงรากเหง้าของปัญหา ทั้งด้านทัศนคติ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จากการสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้น้อย รายได้เฉลี่ย 5,001–10,000 บาท (39.8%) และ 3,001–5,000 บาท (26.9%) สะท้อนภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง จึงควรส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น การท่องเที่ยว อาหารท้องถิ่น และการใช้ Soft Power ตามแนวทาง 5F (Food, Film, Fashion, Fight, Festival) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยทุนวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ ยกระดับการศึกษาและสวัสดิการ โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบแค่ระดับประถมศึกษา (38.2%) และมัธยมปลาย (21.3%) สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

“สาเหตุของความรุนแรงจำนวนมากมาจากโครงสร้าง เช่น กลุ่มอิทธิพล ยาเสพติด และการค้าของเถื่อน ซึ่งต้องแก้ด้วยการขยายโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาสวัสดิการ” ดร.ชลัทกล่าว พร้อมระบุว่า 69.1% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นว่านโยบายด้านเศรษฐกิจควรมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยสวัสดิการรัฐ (52.3%) และการศึกษา (36.6%) โดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (76.7%) และโครงการต่าง ๆ เช่น คนละครึ่ง ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยผู้สูงอายุ และเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด เป็นสวัสดิการที่ประชาชนมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต”

ด้าน ดร.กุสุมา กูใหญ่ กล่าวถึงข้อเสนอที่ 5 ว่าการสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ/สันติสุขควรครอบคลุมทุกฝ่าย และต้องมีกลไกรับรองให้เกิดความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ โดยชี้ว่าผลสำรวจล่าสุด (ครั้งที่ 7) พบว่ากว่า 70% ของประชาชนสนับสนุนการใช้การเจรจาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา แม้สัดส่วนภาพรวมตั้งแต่ครั้งแรกจะลดลงเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงต้น ประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการนี้ ทั้งนี้การสนับสนุนแนวทางการพูดคุยพบได้ในทุกช่วงวัย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ไม่แน่ใจมีจำนวนลดลง นอกจากนี้ ประชาชนกว่าครึ่งยังคงมีความหวังว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ผ่านกระบวนการนี้ แม้ความเชื่อมั่นในตัวกลไกยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งก็ตาม ดร.กุสุมาย้ำว่า แม้ประชาชนยังให้การสนับสนุนและคาดหวังสูง แต่ความก้าวหน้าในกระบวนการพูดคุยยังไม่ชัดเจน ฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังขยับตัวน้อย จึงถือเป็นความท้าทายของผู้มีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบาย ที่ต้องเร่งตอบสนองความคาดหวังของสังคมอย่างจริงจัง

ขณะที่ ฆอซาลี อาแว เจ้าหน้าที่วิจัยจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล เสนอข้อที่ 6 เรื่องการเพิ่มบทบาทประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างครอบคลุม (inclusivity) โดยอ้างอิงผลสำรวจที่พบว่า 65.7% ของประชาชนต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการพูดคุยและปรึกษาสาธารณะ โดยเห็นว่าการมีเสรีภาพในการเข้าร่วมโดยปราศจากภัยคุกคามเป็นเรื่องเร่งด่วน นอกจากนี้ 66.8% สนับสนุนข้อเสนอการตั้งคณะกรรมการหลายฝ่ายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ และยังมีข้อเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาล BRN และภาคประชาสังคม เพื่อสานเสวนาและจัดปรึกษาสาธารณะ ซึ่งถูกจัดเป็นมาตรการเร่งด่วนอันดับสาม

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ากลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในระดับประถมและมัธยม ยังขาดพื้นที่มีส่วนร่วม เนื่องจากการสำรวจจำกัดที่ผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จึงควรสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ ภาคประชาสังคมในพื้นที่มีองค์กรจำนวนมากที่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี สิทธิมนุษยชน และกระบวนการยุติธรรม แต่ยังขาดการประสานบทบาทในกระบวนการสันติภาพอย่างเต็มที่ จึงควรสนับสนุนให้มีส่วนร่วมมากขึ้น

ในด้านบทบาทผู้หญิง ฆอซาลีระบุว่า ควรส่งเสริมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการเยียวยา ฟื้นฟู และคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลักดันพื้นที่ปลอดภัย สิทธิมนุษยชน และการเข้าร่วมโต๊ะเจรจาสันติภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพ

ขณะที่ ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอที่ 7 ว่าควรกระจายอำนาจให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ชายแดนใต้ โดยผลสำรวจจาก Peace Survey พบว่า 26.5% สนับสนุนรูปแบบการปกครองเฉพาะพื้นที่ภายใต้กฎหมายไทย เช่น การเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือเขตปกครองพิเศษ ขณะที่ 24.8% สนับสนุนการกระจายอำนาจในรูปแบบเดียวกับพื้นที่อื่น เช่น การเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่น รูปแบบที่ได้รับการสนับสนุนน้อยที่สุดคือการแยกเป็นอิสระจากรัฐไทย มีเพียง 13.2% ที่เห็นด้วย และ 27.4% ระบุว่า “รับไม่ได้เลย” ขณะที่ 37.4% ไม่ตอบหรือไม่แน่ใจ สะท้อนว่าเรื่องนี้ยังเป็นประเด็นอ่อนไหว และเกิดภาวะเสียงเงียบทางการเมือง เมื่อแยกตามช่วงอายุ พบว่า Gen X, Gen Y และ Gen Z สนับสนุนการกระจายอำนาจทุกรูปแบบมากกว่ากลุ่ม Baby Boomer โดยเฉพาะในรูปแบบที่ตอบสนองลักษณะเฉพาะของพื้นที่ แสดงให้เห็นทิศทางทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในอนาคต

ข้อเสนอที่ 8 ว่าด้วยการพัฒนากลไกการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม ดร.ชญานิษฐ์ชี้ว่า แม้กระบวนการพูดคุยสันติภาพจะดำเนินมากว่าทศวรรษ แต่ 33.6% ของประชาชนยังไม่เคยรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ สะท้อนข้อจำกัดของช่องทางการสื่อสารระหว่างคู่เจรจากับประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง เมื่อถามว่าต้องการรับฟังข้อมูลจากใครมากที่สุด พบว่า 55.4% เลือกรัฐบาล รองลงมาคือนักวิชาการ (50%) และภาคประชาสังคม (49.8%) ดร.ชญานิษฐ์จึงเสนอให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ เร่งสื่อสารเชิงรุกกับประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะการสร้างสันติภาพเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วม.

ด้าน ดร.อภิญญา ดิสมาน สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลสำรวจ 7 ครั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยชี้ว่าแนวคิด Decentralization หรือการกระจายอำนาจ กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen X, Y และ Z ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิในการกำหนดทิศทางการปกครองของตนเอง แม้ยังมีกลุ่มที่ไม่มั่นใจต่อแนวคิดเขตปกครองพิเศษหรือการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรง แต่เสียงสนับสนุนกว่า 33% ก็สะท้อนนัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดร.อภิญญาเน้นว่า ความท้าทายสำคัญคือการสื่อสารสันติภาพ เพราะผลสำรวจพบว่า ราว 33% ของประชาชนยังไม่เข้าใจความหมายของกระบวนการสันติภาพ สะท้อนปัญหาการสื่อสารที่ยังไม่ทั่วถึง ทั้งนี้ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 8 ข้อจาก Peace Survey ถือเป็นหัวใจของการฟื้นฟูกระบวนการสันติภาพที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2559 และควรใช้เป็นหลักในการประเมินทิศทางในอนาคต ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ท้ายที่สุด ดร.อภิญญาเน้นว่า การสร้าง “สันติภาพเชิงลบ” (Negative Peace) ซึ่งหมายถึงการยุติความรุนแรง ต้องเชื่อมโยงกับ “สันติภาพเชิงบวก” (Positive Peace) ผ่านการปฏิรูปด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การมีส่วนร่วม และกลไกการสื่อสารที่เข้มแข็ง โดยข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้คือผลจากความร่วมมือของภาคีในพื้นที่ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising