การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรปย้อนกลับมาอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลต้องการเปิด ‘เสรี’ โดยไม่รับรู้หรือเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น...เหมือนเดิม เพราะหากมองว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก็หมายความว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้หากรัฐบาลมีความจริงใจเพียงพอที่จะให้การค้าเสรียังประโยชน์แก่ทุกฝ่ายย่อมสามารถตระเตรียมกฎหมาย นโยบาย มาตรการ เพื่อป้องกันผลกระทบที่มักจะเกิดขึ้นเสมอกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีอำนาจต่อรองน้อยในสังคมไทย
‘ประชาไท’ นำเสนอประเด็นข้อวิตกกังวลต่อการเดินหน้าเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปของรัฐบาล (อีกครั้ง) ในมิติต่างๆ จากเวที ‘เสียงประชาชน สู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 มิ.ย. 2568
เมล็ดพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพในภูมิภาคนี้เป็นขุมทรัพย์ที่บรรษัทการเกษตรระดับโลกต้องการครอบครอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป เป็นแรงบีบทั้งจากภายนอกและภายในประเทศที่หวังผูกขาดเมล็ดพันธุ์ ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกําจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ชี้ให้เห็นว่าหากไทยยอมรับจะเกิดอะไรขึ้น
ปรกชลบอกว่าประเทศไทยอาจถูกโจรสลัดชีวภาพเข้ารุกรานและความมั่นคงทางอาหารก็อาจสั่นคลอนเกินกว่าจะกอบกู้กลับคืน


ปรกชล อู๋ทรัพย์
UPOV1991 อนุสัญญาฯ อันตรายของเกษตรกร (ทั้งโลก)
การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีหลายฉบับที่ผ่านมา ไทยมักถูกบีบให้เข้าร่วมเป็นภาคี UPOV1991 หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ฉบับปี 1991 (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants, Act of 1991) ปรกชลอธิบายผลกระทบของอนุสัญญานี้แบบง่ายๆ ว่า
“ทั้งที่เป็นเกษตรกรและไม่ใช่เกษตรกรเคยซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เป็นซองมาใช้ไหมคะ บนซองก็จะบอกข้อมูลอะไรบ้าง อย่างเปอร์เซ็นต์งอก ราคา น้ำหนัก ความชื้น วิธีการปลูก จำนวนเม็ด คุมคุณภาพสุดฤทธิ์เลย แต่ถ้าเราเป็นภาคี UPOV1991 ฉลากที่เห็นด้านหลังซองจะเขียนคำเตือนสำหรับผู้ซื้อว่า การใช้เมล็ดพันธุ์นี้เท่ากับคุณยอมรับเงื่อนไขต่อไปนี้ หากคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวคุณสามารถส่งกลับเมล็ดพันธุ์โดยได้รับเงินคืนเต็มจำนวน'
“โดยการฉีกซองเมล็ดพันธุ์เท่ากับคุณยอมรับว่าต้องไม่เก็บเมล็ดพันธุ์ ต้นพืช หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืช สารพันธุกรรม เมล็ดพันธุ์พ่อแม่ หรือต้นพืชจากเมล็ดพันธุ์นี้ รวมถึงผลผลิตที่ได้จากการผลิตไปปลูกต่อ ห้ามคัดเลือกพันธุ์จากเมล็ดพันธุ์หรือส่วนใดๆ จากแปลงปลูก ยกเว้นเป็นการดำเนินการของบริษัทเองหรือเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายเท่านั้น ห้ามใช้ส่วนใดๆ สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ การวิจัย การผลิตเมล็ดพันธุ์ การทำวิศวกรรมย้อนกลับ การวิเคราะห์ระดับโมเลกุลหรือพันธุกรรม หรือนำไปใช้ในทางอื่นใดโดยไม่ได้รับอนุญาต” ปรกชล กล่าว
ปรกชลเท้าความประวัติศาสตร์ว่า สิทธิบัตรพันธุ์พืชเกิดขึ้นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาประมาณปี 2474 สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ United States Patent and Trademark Office (USPTO) ออกสิทธิบัตรพืชฉบับแรกให้แก่เฮนรี โบเซนเบิร์ก สำหรับการปรับปรุงพันธุ์กุหลาบพันธุ์แวนฟรีซ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือจริงๆ แล้วเฮนรีไม่ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์แต่อย่างใด เขาเพียงแค่สังเกตเห็นความแตกต่างบางอย่างก่อนนำมาปลูกต่อจนสายพันธุ์นิ่งและสามารถขยายพันธุ์ได้ กล่าวคือเขาเพียงแค่ค้นพบการกลายพันธุ์แล้วนำมาเพาะต่อเท่านั้น กรณีนี้กลายเป็นข้อถกเถียงมาตั้งแต่ตอนนั้นว่าคิดค้นกับค้นพบต่างกันอย่างไร แค่การค้นพบสามารถขอสิทธิบัตรได้หรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ยังคงถกเถียงกันถึงปัจจุบัน




แรงบีบจากภายนอก
อนุสัญญาฯ UPOV มีอยู่หลายฉบับ แต่ฉบับที่ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรปที่ฝ่ายต้องการให้ไทยเข้าร่วมคือฉบับปี 1991 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด คำถามก็คือว่าประเทศไทยไม่มีคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือไม่ ไม่คุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์หรือเปล่า? คำตอบคือประเทศไทยมีการคุ้มครอง แต่เป็นการคุ้มครองภายใต้กรอบขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ซึ่งเปิดพื้นที่การคุ้มครองพันธุ์พืชไว้ 2 ลักษณะ
ลักษณะแรกคือการเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 ส่วนลักษณะที่ 2 คือการร่างกฎหมายเฉพาะของตนเองขึ้นมา ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้วิธีที่ 2 โดยออกมาเป็น พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 มีเนื้อหาที่ยึดหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กำหนดอายุในการคุ้มครอง และให้สิทธิ์เกษตรกรในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ
ขณะที่อีกฝั่งของโต๊ะเจรจาก็มักโน้มน้าวให้ไทยเข้าร่วม UPOV1991 เสมอโดยอ้างว่า เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ ส่งเสริมการลงทุนในเมล็ดพันธุ์ ทำให้เกิดพันธุ์พืชใหม่ๆ นำเข้าพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่แม้ว่าจะมีต้นทุนสูง แต่ก็คุ้มค่าเพราะช่วยให้ผลผลิตเพิ่ม ซึ่งเป็นการโยงไปสู่ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ปรกชลกล่าวว่า
“แต่ในมุมที่เราอยู่จริงๆ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก เราอยู่ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของวงแหวนความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ถ้าเราพูดถึงข้าวพันธุ์ดี มะม่วงพันธุ์ดี ทุเรียนพันธุ์ดี มันมาจากไหน มันไม่ได้เกิดในชั่วรุ่นเดียว มันเกิดจากการสั่งสมภูมิปัญญา ค่อยๆ คัดเลือกมาจากบรรพบุรุษ ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น พอย้ายพื้นที่ปลูกมันก็จะออกลักษณะพันธุ์ใหม่ใช่ไหมคะ แต่มันมีรากฐานที่สั่งสมมา ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม การปรับตัวที่เกิดจากธรรมชาติหรือจากการคัดเลือกของมนุษย์ และจริงๆ แล้ว มันทำให้ต้นทุนต่ำ เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย เราบอกว่าสิ่งนี้แหละที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของประเทศ แต่ UPOV จะทำให้เขาสามารถเข้ามาฉกฉวยความหลากหลายทางชีวภาพของเราไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องแบ่งปันผลประโยชน์เพราะเขาไม่ต้องบอกด้วยซ้ำว่าเอาพ่อแม่พันธุ์มาจากไหน” ปรกชล กล่าว
แรงบีบจากภายใน
การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชภายใต้ UPOV 1991 ไม่เพียงถูกบีบจากการเจรจาการค้าเสรีกับต่างประเทศเท่านั้น หากยังมีแรงบีบจากภายในประเทศที่ต้องการเปลี่ยนกฎหมายตามอนุสัญญาฯ UPOV1991 เช่น สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย รวมถึงบรรดาบริษัทใหญ่ด้านการเกษตรที่ถือครองสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น มอนซานโต้ ซีพี ซินเจนต้า ดูปองท์ ปรกชลอธิบายว่าส่วนที่บริษัทเหล่านี้สนใจมากคือพันธุ์ข้าว เพราะปัจจุบันครึ่งหนึ่งของชาวนายังเก็บ คัดเลือกพันธุ์ และข้าวปลูกเอง อีกประมาณร้อยละ 20 ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นส่วนต่าง (margin) ของตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวจึงใหญ่มากและข้าวก็ใช้พื้นที่ปลูกเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในประเทศ



ผลเสียอันประเมินค่ามิได้
“ถ้าเรายอมรับ UPOV1991 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อันแรกเลยคือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ แม้จะมีคำอธิบายประมาณว่าเมล็ดเล็กๆ น้อยๆ อย่างธัญพืชขอได้บ้าง แต่ว่าช่วงที่มีการเจรจา CPTPP (ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก-Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) คณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งจดหมายไปถาม คำตอบก็ชัดเจนว่า UPOV ไม่อนุญาตให้ละเว้นเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว แปลว่าถ้าซื้อพันธุ์ข้าวจากบริษัทก็เก็บไปปลูกต่อไม่ได้” ปรกชล กล่าว
ประการที่ 2 จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น ในกรณีข้าวอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 3–6 เท่า จากเดิมประมาณ 20,000 กว่าล้านบาทจะเพิ่มเป็น 60,000 ถึง 120,000 ล้านบาท
ประการที่ 3 เนื่องจาก UPOV1991 ขยายขอบเขตการคุ้มครองไปถึง EDV (Essentially Derived Variety หรือพันธุ์พืชที่ได้พันธุกรรมสำคัญส่วนใหญ่มาจากพันธุ์ตั้งต้น) หรือพันธุ์พืชใหม่ของบริษัทที่แม้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันหรือเป็นการพัฒนาต่อโดยไม่ได้ตั้งใจก็ยังถือเป็นพันธุ์ที่ถูกคุ้มครอง ปรกชลยกตัวอย่างว่าถ้าแปลงข้างๆ เราใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทและเป็นพืชชนิดเดียวกับที่เราปลูก หากมีการผสมข้ามโดยไม่ตั้งใจ เช่น ละอองเกสรปลิวเข้ามาในแปลง เป็นต้น เกษตรกรคนนี้ก็อาจถูกบริษัทเมล็ดพันธุ์ฟ้องดำเนินคดีได้

“อีกกรณีหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟังคือคุณสตีฟ มาร์ช เกษตรกรที่ปลูกคาโนล่าแบบอินทรีย์ แต่เพื่อนบ้านของเขาปลูกคาโนล่าจีเอ็มโอ แล้วเกสรจีเอ็มโอปลิวข้ามมา ทำให้พืชของคุณสตีฟปนเปื้อนจีเอ็มโอ พอเป็นแบบนี้ใบรับรองอินทรีย์ก็หลุด เพราะมาตรฐานอินทรีย์ไม่อนุญาตให้มีจีเอ็มโอ ตอนแรกคุณสตีฟเป็นฝ่ายฟ้องเพื่อนบ้านว่าเกสรจีเอ็มโอทำให้เขาเสียสิทธิ์ แต่สุดท้ายเขาโดนฟ้องกลับและแพ้คดี กรณีแบบนี้เกิดจากการผสมข้าม เป็นการปนเปื้อนทางพันธุกรรมที่ย้อนกลับไม่ได้ เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมแล้ว เราตามไม่เจอ มองไม่เห็นหน่วยพันธุกรรมว่ามันไปอยู่ตรงไหนแล้ว"
“หรือกรณีมะละกอแขกดำที่เราเคยวิจัยเรื่องไวรัสใบด่างวงแหวน แล้วมีการหลุดออกสู่ธรรมชาติทำให้สินค้าบางอย่างที่มีมะละกอจากประเทศไทยเป็นส่วนประกอบถูกสหภาพยุโรปปฏิเสธมาเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว เรายังถูกตีกลับอยู่เพราะการปนเปื้อนจีเอ็มโอตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มันไม่สามารถขจัดให้หมดไปจากสภาพแวดล้อมได้ นี่คือผลกระทบระยะยาว”


นอกจากนี้ UPOV1991 ยังจะขยายการคุ้มครองเมล็ดพันธุ์หรือท่อนพันธุ์ให้รวมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ด้วย โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นละเมิดสิทธิบัตรของเจ้าของสิทธิ์
ประการที่ 4 UPOV1991 จะเปิดทางให้เกิดโจรสลัดชีวภาพเพราะนักปรับปรุงพันธุ์ไม่จำเป็นต้องระบุว่าพ่อแม่พันธุ์มาจากไหน จึงสามารถนำมาจากพันธุ์พื้นบ้าน จากในป่า หรือต้นไม้ข้างทางแล้วนำมาปลูกก็ได้ แต่ถ้าเกษตรกรละเมิดสิทธิบัตรของนักปรับปรุงพันธุ์ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เกษตรกรจะต้องเสียค่าปรับและถูกยึดไปจนถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ เช่น ถ้านำมะม่วงไปกวนหรืออบแห้งก็จะถูกยึดไปด้วย
“กรณีถ้าเกิดกับพืชสมุนไพร” ปรกชลกล่าว “จะประเมินความเสียหายยังไงก็ไม่รู้ เพราะเรามีขุมทรัพย์ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวกับยาสมุนไพรจำนวนมาก แต่ยังขาดความพร้อมด้านฐานข้อมูลหรือแม้แต่บัญชีรายชื่อพืชท้องถิ่นบางพื้นที่ก็อาจยังไม่มีด้วยซ้ำ” ปรกชล กล่าว


ประการสุดท้าย UPOV1991 ขยายเวลาการผูกขาดการคุ้มครองพันธุ์พืชทั่วไปจาก 15 ปีเป็น 20 ปี ไม้ยืนต้น คุ้มครองจาก 18 ปีเป็น 25 ปี หมายความว่าหากไทยยอมรับ UPOV1991 รัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนกฎหมายในประเทศและไม่ใช่แค่ให้สิทธิกับสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่รวมถึงสมาชิกองค์การการค้าโลกทั้งหมด
“ทั้งหมดนี้คือความพยายามของกลุ่มบรรษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบรรษัทเมล็ดพันธุ์ บรรษัทสารเคมีเกษตร หรือบรรษัทสิทธิบัตรพันธุ์พืช ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นกลุ่มบริษัทเดียวกันหมด” ปรกชล กล่าว
ปรกชลอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็พยายามแก้กฎหมายอยู่อย่างแข็งขัน เพื่อปรับ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้เป็นไปตาม UPOV1991
ไม่ได้ ไม่ได้ และไม่ได้
“สมมติว่าเราซื้อเมล็ดพันธุ์ผักสลัดจากบริษัท A มาปลูก ถามว่าสามารถขายผักสลัดที่ปลูกได้ไหม ได้ เพราะยังไม่ออกดอก ยังไม่ได้เก็บเมล็ดพันธุ์ ถ้าผักสลัดออกดอก แล้วเราเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำได้ไหม ถ้าแค่ปลูกกินเองในแปลงตัวเองก็อาจจะพอได้ แต่ถ้าอยู่ภายใต้ UPOV1991 และเป็นพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ทำไม่ได้" ปรกชล กล่าว
“หรือสมมติเราปลูกผักรอบใหม่จากเมล็ดที่เก็บไว้เอง แล้วเอาเมล็ดส่วนหนึ่งมาแบ่งขาย ถามว่าทำได้ไหม ไม่ได้ค่ะ เพราะถือว่าเป็นการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อขาย ถ้าเราซื้อพันธุ์มะนาวหวานสีชมพูมาแล้วเก็บผลผลิตไว้ปลูกต่อหรือเอาไปขายผลผลิต ทำได้ไหม คำตอบอยู่ที่ว่าซื้อจากใคร ถ้าซื้อจากผู้ทรงสิทธิ์และอยู่ในระบบ UPOV1991 ทำไม่ได้ค่ะ ถ้าซื้อจากคนข้างบ้านก็ยังน่าคิดว่าเขาได้พันธุ์มาจากไหน ถ้าเราซื้อกิ่งพันธุ์มาปลูกเพื่อเพิ่มจำนวนต้นในสวนตัวเอง ทำได้ไหม ถ้าอยู่ในระบบ UPOV1991 ไม่ได้"
“ถ้าเราแบ่งกิ่งพันธุ์ให้คนในครอบครัวไปปลูกที่บ้านต่างจังหวัด แล้วเขานำผลผลิตไปทำเมนูขายหน้าบ้านจะโดนอะไรไหม อาจโดนยึดค่ะ เพราะถือเป็นการขยายพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีการใช้เชิงพาณิชย์ แล้วถ้าปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วพบว่ามีลักษณะต้านทานยาฆ่าหญ้า เราจึงเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อ ทำได้ไหม ถ้าเข้า UPOV เมื่อไหร่ก็ต้องคิดให้เยอะว่าซื้ออะไร จากใคร จะเอาไปทำอะไร ตอนนี้เรายังไม่ได้เข้า UPOV1991 และคิดว่าเราไม่ควรเข้า”

อีกทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ที่ไทยใช้อยู่ก็ถือเป็นต้นแบบที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme: UNEP) แนะนำให้ประเทศอื่นนำไปใช้เป็นกฎหมายและใช้ในการเจรจาการค้าแทน UPOV1991
แต่ไทยกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามสหภาพยุโรปโดยเมินเฉยผลกระทบข้างต้นหรือไม่ เป็นประเด็นที่สังคมไทยต้องจับตา ก่อนจะเกิดโจรสลัดชีวภาพเข้ามายึดครองทรัพยากรความหลากหลายของประเทศ
