- สืบเนื่องจากกรณีที่มีทหารไทย 3 นายเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนบริเวณช่องบก จ.อุบลฯ เมื่อ 16 ก.ค. 2568 วันนี้ (21 ก.ค.) ศบ.ทก.งัดผลสอบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รุ่น PMN2 มาจากกัมพูชา และมีร่องรอยให้เชื่อได้ว่าเป็นการวางใหม่ จึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตย และอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
- ด้าน กต.เดินหน้าประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อนานาชาติ และเรียกร้องให้กัมพูชามีส่วนร่วมในการเก็บกู้กับระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามชายแดน และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
- ท้ายสุด กต. รณรงค์ให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากสื่อโซเชียลมีเดียที่มาจากบุคคลระดับสูงของกัมพูชา ก่อนเผยแพร่สู่พื้นที่สาธารณะ
ศบ.ทก.ยันทุ่นระเบิดใหม่เป็นของกัมพูชา
21 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (21 ก.ค.) แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังการประชุมของ ศบ.ทก. ในวันที่ 21 ก.ค. 2568 โดยมีการชี้แจงเรื่องหลักๆ ใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย
- การพิสูจน์ทราบทุ่นระเบิด สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ทหารกองกำลังสุรนารีเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ 16 ก.ค. 2568
- มาตการรักษาความปลอดภัยจุดท่องเที่ยวปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์
ในประเด็นแรก พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก.ด้านความมั่นคง กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ทหารกองกำลังสุรนารี 3 นายลาดตระเวนตามปกติ และเหยียบทุ่นระเบิดในฝั่งดินแดนอธิปไตยไทย บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธนี ผลจากการเหยียบทุ่นระเบิดทำให้ทหารทั้ง 3 นายได้รับบาดเจ็บ และมี 1 รายได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรง และต้องเป็นบุคคลทุพพลภาพนั้น
เรื่องนี้ทางการไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดส่งหน่วยผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดเข้าไปเก็บกู้และพิสูจน์ทราบ ซึ่งทำให้ทราบว่าทุ่นระเบิดที่ถูกใช้นั้นคือ "รุ่น 'PMN2'"
สุรสันต์ กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบบริเวณโดยรอบ หน่วยผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันเพิ่มอีก 2 จุด เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ดังนี้
- ตรวจพบทุ่นระเบิด 3 ทุ่นใกล้แนวคูเรต ห่างราว 50 เมตรจากต้นพญาสัตบรรณ ที่เคยมีกรณีพิพาทยิงปะทะกันเมื่อ 28 พ.ค. 2568
- ตรวจพบทุ่นระเบิด 5 ทุ่นห่างจากจุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด ประมาณ 100 เมตร
“ทั้งหมดเป็นระเบิดชนิด PMN2 โดยมีสภาพใหม่ พร้อมทำงาน ปรากฏตัวอักษรชัดเจน บริเวณข้างตัวทุ่นระเบิด ซึ่งทุ่นระเบิดชนิดนี้ประเทศไทยและกองทัพไทยไม่เคยมีอยู่ในสารบบยุทโธปกรณ์” สุรสันต์ กล่าว
สุรสันต์ ระบุว่า สิ่งที่ทำให้เราทราบว่าทุ่นระเบิดนี้เป็นทุ่นระเบิดชนิดใหม่ คือ ไม่มีวัชพืช หรือรากไม้ ขึ้นปกคลุมบริเวณทุ่นระเบิด และพบร่องรอยของการขุดเพื่อวางทุ่นระเบิดใหม่ อีกทั้ง เมื่อปี 2565 เคยมีการตรวจสอบทุ่นระเบิดบริเวณช่องบกมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่พบทุ่นระเบิดแต่อย่างใด ทำให้สันนิษฐานว่าการวางทุ่นระเบิดนี้น่าจะเกิดภายหลังจากการเหตุปะทะเมื่อ 28 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เมื่อ 20 ก.ค. 2568 ได้พบทุ่นระเบิดเพิ่มอีก 2 จุด เป็นชนิด PMN2 ห่างจากจุดที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิด 30-40 ซม. ทำให้ยืนยันได้ว่ามีการวางใหม่ และเป้าหมายเพื่อการสังหารบุคคล
“เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน และรุกล้ำอธิปไตยของไทย” โฆษก ศบ.ทก.ด้านความมั่นคง กล่าว
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในส่วนของกองทัพได้มีการยกระดับความเข้มข้น มีการสั่งการให้หน่วยในพื้นที่ให้เพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวนในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมให้สูงขึ้นปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังของกองทัพ
ขณะที่ส่วนกลาง กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิด ได้ออกหนังสือประณาม เมื่อ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา และจะยังคงติดตาม และมีมาตรการเพิ่มเติม ซึ่งจะนำเรียนชี้แจงในโอกาสต่อไป
นอกจากนั้นกองทัพมีวาระที่จะเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และผู้แทนกองทัพต่างประเทศ มารับฟังความชี้แจงเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเร็วๆ นี้
กต.เดินหน้าประท้วง เรียกร้องกัมพูชาร่วมเก็บกู้กับระเบิด
มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากเหตุการณ์นายทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา และมีข้อมูลประกอบกับหลักฐานให้เชื่อได้ว่ากัมพูชาเป็นผู้วางทุ่นระเบิดใหม่ โดยเมื่อวานนี้ (20 ก.ค.) กต.ได้ออกหนังสือประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย และเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการพื้นฐานที่สำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน
ต่อไป กต.จะดำเนินการเรื่องดังกล่าวดังต่อไปนี้
- มีการทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ไปยังฝ่ายกัมพูชา เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตย หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และอนุสัญญาออตตาวา และทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บถึงขั้นทุพพลภาพ ขณะเดียวกัน กต.จะดำเนินการตามกระบวนการของอนุสัญญาออตตาวา ตามกรณีของไทย ที่เป็นรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมระหว่างประเทศ ที่ต้องแจ้งการละเมิดต่อประธานการประชุม และภาคีอนุสัญญา และประธานที่อยู่ในวาระคือญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่การรับผิดชอบโดยกัมพูชา
- จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงให้มิตรประเทศ และองค์การต่างๆ รับทราบโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีภารกิจสำคัญต่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกัมพูชา เช่น ญี่ปุ่น และนอร์เวย์ รวมถึงองค์การต่างๆ ที่มีบทบาทในเวทีอนุสัญญาออตตาวาเอง และจะจัดการบรรยายสรุปคณะทูตประจำประเทศไทยในเรื่องนี้
- ในช่วงสัปดาห์นี้ รมว.กต. อยู่ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุมเวทีหารือทางการเมืองระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก และจะได้พบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ เพื่อใช้โอกาสนี้ยืนยันจุดยืนของไทยต่อประชาคมโลก หลักการของไทยที่มุ่งเน้นการแก้ไขโดยสันติวิธี และการเจรจาผ่านกรอบทวิภาคี
- ไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน ตามที่นายกฯ ทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้แล้ว ภายในกรอบทวิภาคี เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ และของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย
“แม้ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีทั้งมิติด้านความสัมพันธ์ทวิภาคี และการดำเนินการตามกลไกและพันธะกรณีระหว่างประเทศ แต่ขอเน้นย้ำว่าไทยยังคงยืนยันจุดยืนที่จะเจรจาทวิภาคีกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อร่วมกันแก้ไขสถานการณ์ในเวลานี้ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง JBC RBC และ GBC ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในกรอบเหล่านี้อย่างจริงจัง และสุจริตใจ โดยเริ่มจากการเข้าร่วมการประชุม JBC ครั้งต่อไป ที่มีกำหนดจัดในเดือน ก.ย.นี้ ที่เราเชื่อมั่นว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียด และไทยพร้อมใช้กรอบทวิภาคีอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงทั้ง 2 ประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ” มาระตี กล่าว
มาระตี กล่าวต่อว่า การใช้สื่อโซเชียลมีเดียโดยบุคคลระดับสูงของฝ่ายกัมพูชาที่บางครั้งอาจย้อนแย้งกันเองทั้งคำพูด และการกระทำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด และสร้างความแตกแยกโดยไม่ตั้งใจ จึงขอให้ประชาชนมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำขึ้นพื้นที่สาธารณะ และยืนยันว่าทางการไทยจะใช้การสื่อสารผ่านช่องทางแบบทางการเท่านั้น เพื่อการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และอยู่บนหลักกฎหมาย
ยกระดับความปลอดภัยปราสาทตาเมือนธม
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ 2 เรื่องของกรณีของปราสาทตาเมือนธม ที่เกิดเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อ 15 ก.ค. 2568 โดยไทย-กัมพูชา ร่วมประชุมเพื่อหารือและหามาตรการในการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่ง ระหว่างนักท่องเที่ยวทั้ง 2 ฝ่ายอย่างเช่นเคยอีก โดยมีการกำหนดมาตรการดังนี้
- เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่านักท่องเที่ยวชาติใด ก็จะให้เจ้าหน้าที่ชุดประสานงานของชาตินั้นเป็นคนจัดการ และเชิญ นทท.ออกจากพื้นที่
- กรณีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ให้ชุดประสานงานปราสาทในพื้นที่ โดยแต่ละประเทศจะมีชุดละ 7 นายให้เป็นผู้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา ไม่มีการเรียกชุดกำลังเสริม หรือชุดอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องมาเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเผชิญหน้า หรือลดการเผชิญหน้าทั้ง 2 ฝ่าย
- คัดกรองนักท่องเที่ยวก่อนขึ้นมาเยี่ยมชมปราสาทตาเมือนธม
โดยทั้ง 3 มาตรการมีผลบังคับใช้แล้ว และทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องในการดำเนินการร่วมกัน
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากนั้น ฝ่ายไทยได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยจัดชุดอาสาสมัครและทหารพรานหญิงมาอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมด้วย ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
