Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันนี้ (23 ก.ค.) เฟซบุ๊กเพจสำนักงานศาลปกครองเผยแพร่เอกสารข่าวว่า ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีพนักงานสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถูกเลิกจ้างกรณีคุกคามทางเพศ โดยเอกสารดังกล่าว มีข้อความดังต่อไปนี้

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง

คดีพนักงานสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสถูกเลิกจ้างกรณีคุกคามทางเพศ

 

เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ บ.๓๔๕/๒๕๖๕ หมายเลขแดงที่ บ.๒๕๘/๒๕๖๘ ระหว่าง นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) กับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีนี้ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ โดยผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส) มีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากงานในข้อกล่าวหาว่า ผู้ฟ้องคดีกระทำการคุกคามทางเพศต่อนางสาว อ. ที่มาสมัครงาน เป็นเลขานุการของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดี เห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีกอดนางสาว อ. ดึงมือนางสาว อ. ให้ไปนั่งบนเตียงนอนในห้องพักของผู้ฟ้องคดีที่โรงแรมซึ่งมีการจัดสัมมนามีการแตะเนื้อต้องตัวของนางสาว อ. หลายจุด รวมทั้งผู้ฟ้องคดีได้เอาศีรษะของตนนอนหนุนหมอนที่นำไปวางบนตักของนางสาว อ. โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความยินยอมจากนางสาว อ. จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกระทำการด้วยการสัมผัสทางกายที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศต่อนางสาว อ. นอกจากนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีส่งข้อความติดต่อกับนางสาว อ. ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ (Line) จำนวนหลายข้อความ ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อความที่เป็นการลวนลาม เกี้ยวพาราสีและมุ่งหวังสร้างสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกับนางสาว อ. โดยที่นางสาว อ. มิได้ยินดีกับการส่งข้อความในลักษณะดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีสื่อสารด้วยข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ที่ส่อไปในทางเพศต่อนางสาว อ.

จากพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี จึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้อาศัยโอกาสที่ตนดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์กระทำการอันมีลักษณะเป็นการบังคับขืนใจนางสาว อ. ซึ่งเป็นผู้ประสงค์จะสมัครงานในตำแหน่งเลขานุการของผู้ฟ้องคดี เพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการหรือความพึงพอใจทางเพศของผู้ฟ้องคดี โดยมิได้คำนึงถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนางสาว อ. ที่พึงได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเข้าลักษณะเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเป็นเครื่องมือในการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศต่อนางสาว อ. อันเป็นการกระทำที่เสื่อมเสียต่อเกียรติของการเป็นผู้บริหารด้านงานสื่อสารมวลชนของผู้ฟ้องคดี และขัดต่อจริยธรรมของผู้บริหารตามข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นเรื่องที่อารยประเทศไม่อาจยอมรับได้ ดังเช่นที่มีการต่อต้านพฤติกรรมของผู้บริหารองค์กรที่ใช้โอกาสจากตำแหน่งหน้าที่กระทำการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศต่อผู้ร่วมงานจนเกิดกระแส #MeToo (ฉันก็โดนด้วย) ขึ้นทั่วโลกในหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีที่กระทำการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศต่อนางสาว อ. ยังเป็นเหตุให้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐด้านการสื่อสารมวลชนที่มีหน้าที่ต้องสนับสนุนมิให้พนักงานในสังกัดมีการกระทำที่เป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมกลับต้องได้รับความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงอย่างร้ายแรง พฤติการณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และขาดจริยธรรมของผู้บริหารอันชอบที่จะได้รับโทษให้ปลดออกจากงานได้ตามระเบียบองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๓ และสัญญาจ้าง ดังนั้น การที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีคำสั่งปลดผู้ฟ้องคดีออกจากงาน อันเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงาน จึงเป็นการบอกเลิกสัญญาโดยชอบด้วยข้อสัญญาและกฎหมาย

ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

 

สำนักงานศาลปกครอง ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๘ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง