สส. พิจารณาร่างกฎหมายยกเลิกประกาศ คำสั่ง คำสั่งหัวหน้า คสช. ต่อวาระ 2 มีมติไม่ยกเว้นการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นผังเมืองตั้งโรงงานไว้ 2 ปี ให้แก้ตาม กมธ.เสียงข้างน้อยที่ให้ยกเลิกคำสั่งทันที ก่อนพิจารณามาตราอื่นต่อ
23 ก.ค.2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่จะยกเลิกประกาศ คำสั่ง และคำสั่งหัวหน้า คสช. หลายฉบับ ในวาระที่ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช) และคำสั่งหัวหน้า คสช.บางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ…. พิจารณาแล้วเสร็จ โดยมีการรวมเนื้อหาร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันรวม 5 ฉบับที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการ
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.เขตพรรคเพื่อไทยในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญ แถลงว่า ตามที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศ คสช.และหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็น ซึ่งมีทั้งหมด 5 ฉบับในการพิจารณาของ กมธ. ซึ่งพิจารณาเสร็จแล้วและเห้นว่าให้มีการยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช.รวมทั้งหมด 55 ฉบับ มีประกาศและคำสั่งที่จะถูกยกเลิกโดยไม่ต้องมีบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับรวมแล้ว 48 ฉบับ และมีที่ต้องมีบทบัญญัติ 7 ฉบับ แต่ที่ยังต้องคงเอาไว้มีอยู่ 22 ฉบับ ซึ่งมีเหตุผลสำคัญคือ
- เป็นประกาศหรือคำสั่งที่จะต้องแก้ไขกฎหมายก่อนยกเลิก หากยกเลิกจะเกิดผลกระทบทางกฎมหาย 9 ฉบับ
- เป็นประกาศหรือคำสั่งที่หน่วยงานร้องขอให้คงไว้เพื่อให้แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน 3 ฉบับ
- เป็นประกาศหรือคำสั่งที่หน่วยงานร้องขอให้คงไว้เพราะอยู่ในระหว่างที่หน่วยงานหรือสภาผู้แทนราษฎรกำลังเสนอร่างกฎหมายที่มีบทบัญญัติยกเลิกคำสั่งนั้นอยู่แล้ว 3 ฉบับ
- ประกาศหรือคำสั่งที่หน่วยงานร้องขอให้คงไว้หากยกเลิกจะกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ เอกชน สิทธิของประชาชน หรือกระทบต่อการดำเนินคดีหรือการต่อสาู้คดีในชั้นศาล หรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศของหน่วยงานของรัฐอีก 7 ฉบับ
กมธ. ได้นำร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับที่เสนอมาพิจารณารวมกัน และได้รับฟังความเห็นจากทั้งหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนจากทุกฝ่าย
การที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่วาระสองและสามได้นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญและมีความหมายอย่างมากต่อหลักการในระบอบประชาธิปไตยเพราะเป็นการตอกย้ำว่าอำนาจในการออกกฎหมายพึงเป็นของประชาชน การอออกประกาศคำสั่งทำได้โดยง่าย วันหนึ่งอาจออกประกาศหรือคำสั่งได้หลายฉบับแต่การจะยกเลิก แก้ไขให้ถูกต้องเป้นไปโดยยากลำบาก คำสั่ง ประกาศออกมาแล้วอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งแต่ที่ กมธ.ทำงานสำเร็จได้ก็เพราะได้รับความร่วมมือจากทั้ง ครม.และพรรคการเมืองต่างๆ ในขั้นตอนเสนอกฎหมายและได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการต่างๆ และจากพรรคการเมืองทุกพรรคในสภา จึงนับว่าเป้นปรากฏารณ์ที่สำคัญ
ปิยบุตร แสงกนกกุล รองประธาน กมธ. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การทำร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการร่วมมือร่วมใจของทุกพรรคการเมืองทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน นับตั้งแต่ คสช.ทำรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค.2567 ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.มา 217 ฉบับ ประกาศหัวหน้า คสช. 1 และประกาศ คสช. 133 ฉบับ และ คำสั่ง คสช. 214 ฉบับรวมแล้ว 565 ฉบับ และนอกจากจำนวนที่มากแล้วยังครอบคลุมทุกเรื่องและละเมิดสิทธิเสรีภาพด้วยการออกคำสั่งเรียกนักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมืองไปรายงานตัว คำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ คำสั่งอายัดบัญชี มีเพื่อนสมาชิกสภาหลายคนก็เดือดร้อนจากคำสั่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน รวมถึงคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง มีเรื่องประมง ผังเมือง เปลี่ยนพื้นที่ป่ามาเป็นที่ราชพัสดุเพื่อทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องกระบวนการยุติธรรมและอื่นๆ อีกมากมาย
อย่างไรก็ตาม ประกาศเหล่านี้ตั้งขึ้นในระบบกฎหมาย บังคับใช้แล้วมีบุคคลสุจริตที่ได้สิทธิประโยชน์ไปแล้วทำให้การยกเลิกจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองสิทธิของเอกชนที่สุจริตได้รับไป และมีคำสั่งอีกหลายฉบับมีที่มาไม่ชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยแต่เนื้อหาเป็นประโยชน์ทำให้บางเรื่องต้องรักษาไว้ทำให้การพิจารณาของ กมธ.ไม่สามารถยกเลิกได้หมด
ปิยบุตรกล่าวว่า การออกประกาศคำสั่งตามอำนาจมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวของ คสช.สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อจะต้องยกเลิกกลับต้องใช้สภาผู้แทนราษฎรถึง 2 ชุดกว่าร่างกฎหมายที่จะยกเลิกประกาศคำสั่งเหล่านี้ออกมาได้สำเร็จ เรื่องนี้จึงเป็นอุทธาหรณ์ว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะมายกเลิกประกาศคำสั่ง คสช.ที่ไม่จำเป็นล้าสมัย และรวมกันปกป้องระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นฐานที่มาของสมาชิกสภาที่มารวมกันอยู่ที่นี้และป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นมาใช้อำนาจพิเศษแบบมาตรา 44 อีก
จากนั้นประธานสภาเปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยมีธีระชัย แสนแก้ว และอดิศร แสนแก้ว สส.จากพรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ แต่อดิศรก็เสนอว่าถ้าตัวเองเป็น กมธ.จะให้ยกเลิกทุกฉบับ
ปิยบุตรชี้แจงเรื่องนี้ว่า ช่วงที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกประกาศคำสั่งมา 500 กว่าฉบับ แต่ก่อนที่จะลงจากการเป็นหัวหน้า คสช. ได้ออกประกาศมายกเลิกไปแล้ว 78 ฉบับ แต่ที่หลายฉบับยังคงมีอยู่เพราะว่าเนื้อหาเป้นประโยชน์ แต่เขาก็เห็นด้วยว่าเนื้อหาในประกาศหรือคำสั่งฉบับใดเป้นประโยชน์ก็ควรแปลงเข้ามาในระบบกฎหมายปกติต่อไป เช่น ถ้าเนื้อหาในประกาศหรือคำสั่ง คสช. มีลักษณะเป็นเพียงกฎหมายลำดับรองอย่างกฎกระทรวงหรือประกาศกระทรวงจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ฝ่ายบริหารจะปรับให้มาเป็นกฎหมายลำดับรองในระบบกฎหมายปกติให้ถูกต้อง หรือสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตจะปรับชื่อประกาศหรือคำสั่งเหล่านี้เข้ามาเป็นพระราชบัญญัติได้หรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกินขอบเขตอำนาจของ กมธ. เพราะ กมธ.ชุดนี้มีหน้าที่ยกเลิกเท่านั้น ส่วนประกาศหรือคำสั่งฉบับไหนที่เนื้อหาดีแปลงเป็นกฎหมายปกติต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎรเสนอเป็นร่างกฎหมายปกติเข้ามาในวาระต่อไป
กมธ.เองก็มีข้อสังเกตหลายประเด็นที่เห็นว่าในอนาคตอยากให้ ครม.หรือสภาผู้แทนราษฎรแปลงประกาศหรือคำสั่ง คสช.ให้มาเป็นพระราชบัญญัติต่อไป เรื่องนี้เขาเห็นว่าสภาผู้แทยนราษฎรชุดนี้ยังมีเวลาก็เร่งทำเพื่อแปลงสภาพประกาศหรือคำสั่งของ คสช.ให้เข้ามาในระบบกฎหมายปกติได้
อย่างไรก็ตาม ปิยบุตรก็มีข้อสังเกตว่าประเทศไทยที่ผ่านการรัฐประหารมาแล้วหลายครั้งหลายหน จนตอนนี้ก็ยังมีประกาศคณะปฏิวัติหรือคณะปฏิรูปตกค้างเหลืออยู่ และในสมัยรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2544 ก็เคยมีการเสนอให้ยกเลิกแต่ก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่จัดการยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. อย่างเป็นระบบและจำนวนมากเช่นนี้ เขาก็หวังว่าในอนาคตจะเกิดการผลักดันให้ประกาศและคำสั่งต่างๆ ของ คสช.ที่ยังมีความจำเป็นและมีเนื้อหาที่ดีให้เปลี่ยนรูปแบบเป็นพระราชบัญญัติต่อไป
ไม่เลื่อนยกเลิกคำสั่ง คสช.ให้ยกเว้นผังเมืองตั้งโรงงานไว้ 2 ปี
เนื่องจาก กมธ.มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. มา ประธานสภาจึงเปิดให้มีการลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ. ทั้งเรื่องชื่อ คำปรารภ และบางมาตรา ทั้งนี้ กมธ.เสียงข้างน้อยได้แก่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ปิยบุตร แสงกนกกุล และ วรวุฒิ บุตรมาตร ได้ขอสงวนความเห็นในมาตรา 2 เนื่องจากเห็นว่ามีประเด็นที่ให้ยกเว้นการใช้มาตรา 4 ที่จะเป็นการยกเลิก คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทเอาไว้ 2 ปี เนื่องจากเห็นว่าจะสร้างปัญหาทำให้เกิดการตั้งโรงงานที่อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่เพิ่มขึ้นในระหว่างที่คำสั่งฉบับนี้ยังไม่ถูกยกเลิก
ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ (กรรมาธิการ) สส.เขตภูเก็ตพรรคประชาชน ลุกขึ้้นชี้แจงเรื่องที่ตนขอสงวนความเห็นในมาตรา 2 ที่เป็นการเลื่อนเวลายกเลิก คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ออกไป 2 ปีนั้น เขาเห็นว่าจะต้องมีผลยกเลิกคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพราะโรงงานที่ได้รับการยกเว้นตามคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ขัดต่อเจตนารมณ์ต่อพ.ร.บ.การผังเมืองและยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเพราะขาดกลไกศักยภาพพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมในการประกอบกิจการโรงงานตามที่ขออนุญาต ทำให้เกิดการตั้งโรงงานไฟฟ้าชีวมวลจำนวนมากโดยข้าราชการไม่สามารถเข้าไปกำกับดูแลได้อย่างครอบคลุมซึ่งก็มีบางโรงงานที่ก่อมลพิษและเกิดความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ จึงไม่ควรให้มีผลหลังจากร่าง พ.ร.บ.ประกาศใช้ 2 ปีตามที่เอกชนร้องขอ แล้วกลับไปใช้กฎหมายผังเมืองที่มีอยู่แล้วเพราะไทยอยู่ในสถานการณ์ปกติจึงต้องกลับไปใช้กฎหมายปกติ
ในประเด็นนี้มี กมธ.ที่อภิปรายให้ยกเลิกการใช้มาตรา 2 กับคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 4/2559 เพื่อให้มีผลยกเลิกทันทีที่กฎหมายประกาศใช้ด้วยทั้งวรวุฒิ บุตรมาตร และปิยบุตร เนื่องจากมีกฎหมายผังเมืองปกติอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงเห็นว่าควรคงไว้ให้ใช้กับการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 39/2559 ที่ประกาศเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัย เนื่องจากบางหน่วยงานกำลังดำเนินการสรรหาผู้บริหารกันอยู่ เขาได้ขอเวลาในการจัดการให้เรียบร้อยก่อน
ประชาชนเดือดร้อนหลายแห่งเพราะโรงงานที่ตั้งตามคำสั่ง คสช.
ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.เขตระยองจากพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนประเด็นของ กมธ.เสียงข้างน้อยทั้ง 3 คน โดยเล่าถึงปัญหาในพื้นที่ที่เขาเจอจากปัญหาของโรงงานวินโปรเซสที่เป็นโรงงานรีไซเคิลแล้วมีปัญหากับประชาชนในพื้นที่มายาวนานเนื่องจากมีมลพิษรั่วไหลออกมา แต่ก่อนหน้านี้ทางโรงงานสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มกำลังจากคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ทำให้มีประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับเอกชนที่กระทำความผิดเพื่อให้ชดเชยค่าสิ่งแวดล้อมจากการกระทำความผิดที่มีมูลค่าเป็นพันล้านบาท แล้วตอนนี้งบกลางที่ต้องใช้เพื่อขนย้ายสิ่งก่อมลพิษของโรงงานแล้วประมาณ 500 ล้านบาท และตอนนี้เท่าที่มีการคุยกันในระหว่างการพิจาารณา พ.ร.บ.งบประมาณพบวา่ายังมีอีกหลายที่ที่ต้องทำการขนย้ายเช่น ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ และอีกหลายแห่งที่มีโรงงานที่ก่อปัญหามลพิษแบบนี้แล้วมาเปลืองเงินขนย้ายสารพิษไปกำจัด
ชุติพงศ์กล่าวว่า การปล่อยให้มีโรงงานมาขอยกเว้นเหมือนโรงงานเหล่านี้ไปอีก 2 ปีหากเกิดโรงงานไปก่อปัญหาในพื้นที่อื่นๆ จะต้องเปลืองภาษีอีกเท่าไหร่เพื่อแก้ปัญหาหากยังเขียนกฎหมายไว้แบบนี้เพราะตอนนี้ทางกระทรวงอุตสาหกรรมโดย เอกนัฏฐ์ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีก็ต้องไปตามไล่ปิดโรงงานที่ก่อปัญหาอยู่แล้ว ก็ต้องไปจ่ายค่ากำจัด จ่ายเงินเยียวยา การบำบัดสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเสียหายไปด้วย และซึ่งไม่รู้ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ แล้วผู้ประกอบการที่ดีก็พร้อมอยู่แล้วที่จะปรับตัวเตรียมตัวหลังกฎหมายผ่าน จะมีเพียงนักลงทุนบางประเภทที่ไม่พร้อมปรับตัวตามกฎหมายปกติ ถนัดแต่ใช้ทางลัดในการประกอบการแล้วทิ้งมลพิษไว้เป็นภาระกับชุมชน ซึ่งยังจะมีโรงงานอีกหลายร้อยหลายพันทั่วประเทศที่จะเข้ามาอีกถ้ากฎหมายยังเขียนไว้แบบนี้ และเขาได้ถามกลับไปถึง กมธ. ที่เห็นด้วยกับการให้ยกเว้นการยกเลิกคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ไป 2 ปีนั้นทราบหรือไม่ว่าต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไหร่สร้างปัญหาอีกกี่จังหวัดให้โรงงานที่ไม่พร้อมรับผิดชอบเข้ามาอีก
นอกจากชุติพงศ์แล้ว ยังมีสส.เขตของพรรคประชาชนที่ลุกอภิปรายสนับสนุนโดยกล่าวถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากโรงงานที่ปล่อยมลพิษที่ได้รับการยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองอีก เช่น สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สส.เขตปทุมธานี กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.เขตระยอง ชวาล พลเมืองดี สส.ชลบุรี พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ
อยากเลิกแต่ต้องเลื่อนเพราะอุตสาหกรรมส่งออกต้องพึ่งพลังงานสะอาด
ก่อแก้ว พิกุลทอง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการ กล่าวถึงคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ว่าออกมาเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าในการจัดทำผังเมือง คำสั่งนี้ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานไฟฟ้าที่ต้องดำเนินการตามแผนพลังงานของชาติที่พยายามเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดสอดคล้องกับความต้องการของนานาชาติและโรงงานกำจัดขยะที่ท้องถิ่นต้องการอีกทั้งยังต้องการใช้ผลิตไฟฟ้าด้วย จึงได้เชิญหน่วยงานหลายหน่วยงานมาประกอบการพิจารณา
ก่อแก้วกล่าวว่าคำสั่งฉบับนี้ทำให้มีผู้ประกอบการพลังงานสะอาดไปยื่นขอก่อสร้างโรงงานโซลาร์เซลล์เป้นจำนวนมากบางรายได้รับการอนุญาตติดตั้งใช้งานแล้ว แต่หลายรายเป็นหลักร้อยก็ยังอยู่ในขั้นตอนขออนุญาตรวมถึงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยด้วย หากยกเลิกคำสั่งฉบับนี้เลยทันทีจะทำให้ผู้ประกอบการนับร้อยรายต้องยกเลิกโครงการไปทันที
จากการสอบถามผู้ประกอบการทราบว่าปัญหาที่จะเจอก็คือทางสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ กำหนดให้การส่งสินค้าออกจากไทยไปจะต้องใช้พลังงานสะอาดในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน โรงงานในไทยจึงจำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดในอัตราส่วนที่สหภาพยุโรปกำหนด ทำให้บางโรงงานต้องไปจ้างผู้ประกอบการพลังงานทดแทนเหล่านี้มาติดตั้งให้ ถ้าไม่ใช้จะทำให้พวกเขาไม่สามารถส่งออกสินค้าไปได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ กมธ.ต้องพิจารณาเรื่องอะไรที่จะเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำมากว่า 10 ปีแล้วให้ถี่ถ้วนอย่างยิ่ง หากโรงงานผลิตสินค้าไม่สามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ได้ผู้ประกอบการก็จะย้ายฐานการผลิต กระทบต่อการจ้างงานคนไทยตามมา เรื่องนี้จึงเป็นเหตุผลให้ กมธ.ต้องกล้ำกลืนลงมติให้ยกเว้นการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ไว้ 2 ปี เพื่อเผื่อเวลาการยื่นขอจัดทำผังเมืองใหม่ไว้ระยะเวลาหนึ่ง
อภิวัฒน์ จิระศิริโสภณ กรรมาธิการ กล่าวว่า การกำหนดมาตรา 2 ไว้เพื่อให้กรมโยธาะิการออกกฎกระทรวงเรื่องผังเมืองเพื่อให้มาแทนคำสั่งที่ให้ยกเว้นและเพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการที่เชื่อว่ามีสิทธิตามคำสั่ง คสช.นี้แล้วยื่นไปขอใบอนุญาตตามกฎหมายแล้วได้รับสิทธินั้นต่อไป จึงต้องพิจารณาตามมาตรา 4 ด้วยที่ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ก็มีกำหนดไว้ด้วยว่าระหว่าง 2 ปีที่ยกเว้นการใช้มาตรา 4 นี้หากมีกฎกระทรวงออกมาใหม่ก็ให้ใช้ตามกฎกระทรวงที่ออกมา
จาตุรนต์ กล่าวอธิบายเรื่องที่ต้องขยายเวลาการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ออกไปว่าเป็นเรื่องความจำเป็นที่เมื่อรัฐไปสร้างสิทธิให้กับผู้ประกอบการแล้วเขาก็ไปดำเนินการทำแผน เตรียมการที่จะดำเนินกิจการ เพราะกระทรวงพลังงานไปบอกว่ามีแผนอยู่ก็ต้องมาเข้าแผนก็จะได้รับการยกเว้นทำให้ผุ้ประกอบการไปเตรียมการลงทุนมาถ้ายกเลิกทันทีไม่ได้เพราะรัฐได้ให้สิทธิเอกชนไปทำกิจการแล้ววันหนึ่งก็จะยกเลิกการยกเว้นทำให้เกิดภาระเกิดความเสียหายกับผู้ประกอบการจึงต้องขยายเวลา เมื่อประกอบกับการออกผังเมืองใหม่ที่จะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่งคำนวนรวมทุกอย่างแล้วจึงออกให้ยกเว้นการยกเลิกไว้ 2 ปี
จาตุรนต์ย้ำว่าในระหว่าง 2 ปี นี้กิจการอะไรที่จะทำขึ้นมาได้รับการยกเว้นเรื่องผังเมืองอย่างเดียว ไม่ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นต้น
สภาโหวตตาม กมธ.เสียงข้างน้อย ไม่เว้น 2 ปี
หลังจากนั้นพิเชษฐ์ทำหน้าที่แทนประธานในการเปิดให้ลงมติว่าเห็นควรที่จะแก้ไขมาตรา 2 หรือไม่ และหากที่ประชุมเห็นว่าควรแก้จึงจะให้ถามเพื่อให้ลงมติต่อไปว่าจะให้ใช้ตามมติของ กมธ.เสียงข้างมากหรือจะให้แก้ไขตามมติของ กมธ.เสียงข้างน้อย
ในการลงมติต่อคำถามว่าควรมีการแก้ไขมาตรา 2 หรือไม่ มีผู้แสดงตนลงมติ 435 คน เห็นด้วย 432 คน ไม่เห็นด้วย 2 คน งดออกเสียง 1 คน ไม่ลงคะแนน 0 คน
จากนั้นพิเชษฐ์เปิดให้ลงมติว่าควรแก้ไขตามมติ กมธ.เสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นว่าไม่ควรเลื่อนการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ต่อ โดยมีผู้แสดงตัวลงมติ 442 คน เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก 3 คน เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างน้อย 437 คน งดออกเสียง 1 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน
หลังจากการลงมติส่วนของมาตรา 2 เสร็จสิ้น ประธานที่ประชุมดำเนินการให้พิจารณาในมาตรา 3 ต่อ ซึ่ง กมธ.ได้มีการเพิ่มเข้ามาให้เป็นการยกเลิกประกาศ คำสั่ง และคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามบัญชีแนบท้ายของร่างกฎหมาย โดยที่ประชุมมีมติเห็นควรให้เพิ่มมาตราดังกล่าวเข้ามา ซึ่งในบัญชีแนบท้ายระบุถึงบรรดาประกาศ คำสั่งและคำสั่งหัวหน้า คสช.ในหลายเรื่องเช่น การให้อำนาจหัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี, การเรียกรายงานตัวบุคคลและบทลงโทษต่อคนที่ไม่เข้ารายงานตัวตามคำสั่ง คสช., การห้ามทำธุรกรรมทางการเงินของคนที่ คสช.ระบุ, การแต่งตั้ง สว. และเรื่องการให้อำนาจเจ้าพนักงานตามประกาศ คสช.มีอำนาจควบคุมตัวบุคคล เป็นต้น
สภาไม่ตัดการคุ้มครองผู้ประกอบการที่เพิ่งขอแต่ยังไม่ได้ใบอนุญาต
จากนั้นจึงพิเชษฐ์จึงให้ กมธ.เสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นในมาตรา 4 ที่เป็นการยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 เรื่องยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท โดยเสนอให้ตัดวรรค 3 ออกจากมาตรา 4 ที่ กมธ.เสนอเพิ่มเติมเข้ามา
ปิยบุตร ซึ่งเป็น กมธ.ส่วนเสียงข้างน้อยอธิบายว่าที่ต้องให้ตัดข้อความในวรรค 3 ออกไปเพราะเห็นว่าตามที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอมาให้มีการคุ้มครองทั้งผู้ประกอบการธุรกิจได้ใบอนุญาตแล้วและผู้ประกอบการที่ยื่นเรื่องขอใบอนุญาตมาแล้วแต่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น
ปิยบุตรอธิบายว่า ตามที่กมธ.เสียงข้างน้อยเห็นว่าผู้ประกอบการที่เพียงแต่ยื่นขอใบอนุญาตไว้โดยที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาใบอนุญาต ผู้ประกอบธุรกิจยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะได้รับความเสียหายที่จะเกิดจากการยกเลิกคำสั่งนี้สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วได้เพราะเป็นหลักการตามกฎหมายปกครองที่ไทยยืมมาจากต่างประเทศมาก็คือรัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิของเอกชนที่ได้รับอนุญาตไปแล้ว จึงสามารถให้มีการคุ้มครองกลุ่มที่ได้รับใบอนุญาตและดำเนินการไปแล้วได้ แต่ในขั้นตอนการยื่นขอผู้ประกอบการยังไม่ได้สิทธิตามใบอนุญาตยังต้องรอหน่วยงานตัดสินใจว่าจะให้หรือไม่อย่างไรดังนั้นการคุ้มครองสิทธิขยายไปถึงผู้ประกอบการที่เพิ่งอยู่ในขั้นตอนการขอใบอนุญาตเป็นการคุ้มครองที่เกินเลยไปจากหลักกฎหมายเกินไป
ทั้งนี้ ชลน่าน ศรีแก้ว สส.เขตจังหวัดน่านจากพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายในประเด็นทางเทคนิกการเขียนกฎหมายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อมีการเขียนในลักษณะแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งมีส่วนที่ต้องไปคุ้มครองสิทธิตามมา ไม่ใช่เป็นเพียงการยกเลิกกฎหมายเดิมที่มีอยู่จะต้องเขียนให้มีผู้รักษาการตามกฎหมายให้มีอำนาจดำเนินการด้วย ซึ่งขอให้ทาง กมธ.กลับไปพิจารณาทบทวนส่วนนี้
ปิยบุตรตอบประเด็นนี้ว่า เนื่องจากหลักของกฎหมายฉบับนี้ยังคงเป็นการยกเลิกกฎหมายเดิม ไม่มีการสั่งการอะไรเพิ่มจึงไม่ต้องมีรัฐมนตรีมาสั่งการ เพียงแต่ให้มีการคุ้มครอง แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดของสภาที่ไม่สามารถไปสั่งการได้จึงมีการเขียนเป็นข้อสังเกตว่าหน่วยงานต่างๆ ควรจะไปดำเนินการให้มีการร่าง พ.ร.บ.ใหม่มาหรือให้ทางกรมผังเมืองรีบออกผังเมืองมาโดยเร็วซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ของร่างกฎหมายฉบับที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้ที่อาจจะมีประเด็นบางส่วนที่ยกเลิกไปได้แต่บางส่วนยังคุ้มครองอยู่ต่อไปเพื่อให้เอกชนยังคงได้รับสิทธิที่เคยได้เท่านั้นจึงไม่ต้องมีผู้ปฏิบัติงานอะไรเพิ่มเติมอีก
จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าการกำหนดเช่นนี้จะกลายเป็นว่าคำสั่ง คสช.ที่ถูกยกเลิกเท่ากับยังมีผลบังคับใช้อยู่เหมือนเป็นการยกเลิกให้กับคนส่วนหนึ่งแต่ยังไม่ยกเลิกกับคนอีกส่วนหนึ่งซึ่งจะขัดกับหลักการ แต่เขาเสนอว่าสามารถใช้กฎหมายระดับรองแก้ไขได้เพราะการยกเว้นจากกฎหมายระดับรองคือให้ฝ่ายบริหารจัดการได้ ก็สามารถยกเลิกคำสั่ง คสช.ไปได้เลยแล้วทำเป็นข้อเสนอแนะข้อสังเกตถึงฝ่ายบริหารแก้ไขให้กับประชาชนหรือผู้บริสุทธิ์ที่เดือดร้อนที่จะประกอบกิจการต่อใบอนุญาตต่อไปได้
จาตุรนต์ ประธาน กมธ.อธิบายต่อว่าเมื่อมีการออกคำสั่งมาแล้วเกิดสิทธิแก่ผู้เกี่ยวข้อง เมื่อยกเลิกคำสั่งก็ต้องทำให้ชัดเจนเพราะถ้าเกิดมีคดีความอยู่จะทำกันอย่างไรต่อกับคดีที่มีอยู่ หากไม่เขียนไว้เลยให้ถือหลักการว่ายกเลิกอย่างเดียวไม่มีมาตรการรองรับไว้เลยก็จะมีปัญหาตามมา และหากมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตตามคำสั่ง คสช.มาแล้วต้องไปต่อใบอนุญาตก็มีคำถามว่าแล้วผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจไปแล้วจะต่อใบอนุญาตอย่างไรจึงต้องเขียนคุ้มครองไว้
จากนั้นจาตุรนต์อธิบายที่ยังต้องคงวรรค 3 ไว้ด้วยไม่สามารถตัดได้ตามข้อเสนอของ กมธ.เสียงข้างน้อยเพราะจากการเชิญผู้เกี่ยวข้องคือหน่วยงานราชการที่มีอำนาจให้ใบอนุญาตและผู้ประกอบการที่ทำคำขอใบอนุญาตมาแล้ว พบว่าผู้ประกอบการที่ขอใบอนุญาตมาแล้วนั้นเขาได้เตรียมที่ดิน สำรวจ ทำแผนมาแล้ว หากยกเลิกคำสั่ง คสช.นี้ไปโดยไม่คุ้มครองส่วนนี้ไว้จะกลายเป็นว่ารัฐไปบอกผู้ประกอบการว่ายกเว้นผังเมืองให้คนมาขอใบอนุญาตแล้วเขาก็ลงทุนไปแล้ว แล้วพอยกเลิกคำสั่งนี้ไปผู้ที่ขอใบอนุญาตมาขาดสิทธิประโยชน์ไปกลายเป็นการออกกฎหมายที่ให้โทษแก่ผู้สุจริตที่ทำการตามกฎหมาย จึงต้องคงวรรค 3 ไว้
หลังการอภิปรายพิเชษฐ์ทำหน้าที่แทนประธานในการเปิดให้ลงมติว่าเห็นควรที่จะเพิ่มมาตรา 4 ตามที่ กมธ.เพิ่มเข้ามาในร่างหรือไม่ และหากที่ประชุมเห็นว่าควรเพิ่มจึงจะถามเพื่อให้ลงมติต่อไปว่าจะให้ใช้ตามมติของ กมธ.เสียงข้างมากหรือจะให้แก้ไขตามมติของ กมธ.เสียงข้างน้อยที่ให้ยกเลิกวรรค 3 ในมาตรา 4 หรือไม่
ในการลงมติต่อคำถามว่าควรมีการเพิ่มมาตรา 4 หรือไม่ มีผู้แสดงตนลงมติ 397 คน เห็นด้วย 394 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 2 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน
จากนั้นพิเชษฐ์เปิดให้ลงมติว่าควรเพิ่มเนื้อหาเท่าที่ กมธ.เสียงข้างมากเสนอหรือเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นว่าให้ยกวรรค 3 ของมาตรา 4 ออกจากร่างของ กมธ. ต่อ โดยมีผู้แสดงตัวลงมติ 398 คน เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก 219 คน เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างน้อย 177 คน งดออกเสียง 2 คน ไม่ลงคะแนน 0 คน
จากนั้นพิเชษฐ์ได้ประกาศปิดการประชุมสำหรับวันนี้และให้การพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ดำเนินการต่อในพุธที่ 30 ก.ค.2568
