"ชาติพันธุ์บนความสั่นคลอนทางที่ดิน" คือหัวข้อสำคัญที่ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ 6 กลุ่ม ได้มาร่วมพบปะแลกเปลี่ยนสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาที่ดินของตนเอง
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ และสภาในระดับพื้นที่ภาคใต้ ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) ได้ร่วมจัดงาน "สายน้ำ ทะเล ผืนป่า กับคุณค่าพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้" เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับงานวันชนเผ่าพื้นเมืองโลก 10-11 ส.ค.นี้ ที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์จากทั่วประเทศจะมารวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ "Ted Talk" ในหัวข้อ "ชาติพันธุ์บนความสั่นคลอนทางสังคม" โดยมีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ 6 กลุ่ม ได้แก่ มอแกน มอแกลน อุรักลาโว้ย มานิ โอรังอัสลี และไทดำ มาร่วมพูดคุยถึงปัญหาสิทธิพื้นฐานที่ชาวชาติพันธุ์ต้องพบเจอ ซึ่งแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในที่ดิน ผืนป่า มาอย่างยาวนานแค่ไหนก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะมีความมั่นคงในสิทธิที่อยู่อาศัยหรือที่ดินทำกินในดินแดนเหล่านั้น อีกทั้ง ยังต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติอีกด้วย
เสียงจากชาวมอแกน: ปัญหาปากท้องและสิทธิขั้นพื้นฐาน
ก้อย ทะเลลึก ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน จากเกาะพยาม จ.ระนอง เปิดเผยถึงปัญหาที่ชาวมอแกนเผชิญอยู่ ทั้งเรื่องบัตรประชาชน ที่อยู่อาศัย ระบบน้ำประปาและไฟฟ้า รวมถึงความยากลำบากในการเดินทางไปรักษาพยาบาลของเด็กและผู้สูงอายุ เธอยังสะท้อนถึงวิถีชีวิตชาวมอแกนที่ต้องออกทะเล แต่ปัจจุบันสัตว์ทะเลแทบไม่เหลือเนื่องจากมลพิษทางน้ำ ทำให้การทำมาหากินเป็นไปอย่างยากลำบาก
ก้อย ทะเลลึก จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ชาวมอแกนควรได้รับสิทธิร่วมกับเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่มารวมตัวกันในวันนี้
ก้อย ทะเลลึก
อูรักลาโว้ย: ถูกขับไล่จากแผ่นดินบรรพบุรุษ
สลวย หาญทะเล ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์อุรักลาโว้ย จากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ชาวอุรักลาโว้ย และชาวเลกลุ่มอื่นๆ บริเวณฝั่งอันดามันต้องเผชิญร่วมกัน
"เรามีสิทธิในการเรียกร้องตัวตน ยืนยันตัวตนโดยบรรพบุรุษของเรา เราปกป้องและดูแลบ้านของเรามา ทำไมวันนี้เรากำลังถูกขับไล่จากที่ดินของเรา" เธอกล่าวอย่างเจ็บปวด
สลวย เล่าว่า ขณะนี้มีคนในชุมชนของเธอถูกออกหมายจับในข้อหาบุกรุกกว่า 30 ราย ทั้งๆ ที่ชาวอุรักลาโว้ยเป็นคนดั้งเดิม แต่กลับแทบไม่มีสิทธิในที่ดินของตัวเอง ส่วนคนนอกที่เข้ามากลับมีสิทธิครอบครองที่ดินและสามารถไล่คนท้องถิ่นออกจากพื้นที่ได้
"วันนี้กลับบ้านไปยังไม่มั่นใจเลยว่าจะมีที่ซุกหัวนอนไปถึงเมื่อไหร่" เธอกล่าว
สลวย ยังได้เรียกร้องให้พี่น้องชาติพันธุ์ทั่วประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิทธิในที่ดินดั้งเดิมของตนเอง ร่วมกันขับเคลื่อนเรื่องสิทธิ ผ่านร่างกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่กำลังอยู่ในวาระการพิจารณาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
"ทุกคนวันนี้ขนาดพวกเราเสียชีวิต ยังฝังศพที่เกาะหลีเป๊ะไม่ได้" สลวยกล่าวทิ้งท้าย "ต้องแบกศพข้ามไปฝังอีกเกาะหนึ่ง แต่เราจะรวมกลุ่มกันไว้ สู้จนขาดใจให้มันรู้ว่าโลกใบนี้เราปกป้อง และเรียกร้องสิทธิของเราไม่ได้" สลวย กล่าว
มอแกลน: ความไม่เท่าเทียมแม้ในเขตคุ้มครอง
ประทีป นาวารักษ์ ตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์มอแกลน จ.พังงา และในฐานะผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า แม้พื้นที่มอแกลนบ้านทับปลา-ลำปี หมู่ที่ 8 ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา จะได้รับการประกาศเป็นเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรมลำดับที่ 21 แต่พวกเขาก็ยังต้องเผชิญกับมิติความไม่เท่าเทียม เช่น การถูกเลือกปฏิบัติเวลาไปรักษาพยาบาลจากเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่แตกต่างจากชาวเลกลุ่มอื่นๆ ที่เผชิญกับปัญหาสิทธิในที่ดิน
"ทำไมคนนอกที่เข้ามาออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้ แต่ทำไมชาวมอแกลนถึงกลับไม่มีสิทธิในการอยู่อาศัยในพื้นที่" ประทีป กล่าว
ประทีป ตั้งคำถาม โดยอธิบายว่าที่ดินในชุมชนหลายส่วนอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิในที่ดินอย่างสมบูรณ์ แต่ได้รับการอยู่อาศัยแบบชั่วคราว ในขณะที่คนภายนอกที่มาอยู่ในพื้นที่ทีหลังกลับได้รับโฉนดที่ดิน ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางในการเข้าถึงสิทธิในที่ดินที่กลุ่มชาติพันธุ์ในภาคใต้กำลังเผชิญร่วมกัน
ประทีป นาวารักษ์
มานิ และโอรังอัสลี: เมื่อป่าไม่ใช่บ้านอีกต่อไป
ถัดมา คือกลุ่มชาติพันธุ์มานิซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในป่าทางภาคใต้ใน 3 จังหวัดคือ สตูล, พัทลุง, และตรัง เฒ่าไข่ ตัวแทนชาวมานิเล่าว่า
"ทุกวันนี้ที่ทำมาหากินก็ไม่มี ในป่าทุกวันนี้ก็หากินไม่ได้มันลำบาก หาสัตว์ป่าก็ยาก หาหัวมันก็ยาก หากินลำบากขึ้น"
เฒ่าไข่ กล่าวต่อว่า คนภายนอกมักชอบเรียกพวกเขาว่า 'เงาะป่า' ทั้งยังเข้ามารุกรานพื้นที่ป่า และขับไล่พวกเขาให้ไปอยู่ที่อื่น จากการเป็นชนเผ่าท้องถิ่นดั้งเดิม วันนี้ชาวมานิกลับกลายเป็นผู้ถูกรุกรานจากคนภายนอก
"ผมน้อยเนื้อต่ำใจ มานิอาศัยอยู่ในป่า หัวมันที่เคยหาได้ก็ลดน้อยลง เด็กก็เริ่มเรียนหนังสือ สิ่งที่มานิต้องการตอนนี้คือที่ทำกินและที่อยู่อาศัย" เขากล่าว
ปัจจุบันชาวมานิบางส่วนเริ่มคิดถึงการลงหลักปักฐาน สืบเนื่องจากลูกๆ ของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยชาวมานิบางส่วนใน 4 จังหวัด คือ ตรัง, สงขลา, สตูล และพัทลุง เริ่มสร้างที่อยู่อาศัยถาวร ในขณะที่บางส่วนสร้างบ้านพักแบบกึ่งถาวร ขึ้นอยู่กับบริบทในพื้นที่ และการได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มพี่เลี้ยงในพื้นที่
"อนาคตผมก็ต้องย้ายที่ดินไปเรื่อย" เฒ่าไข่กล่าว "แต่ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ตรงไหนของป่า สัตว์ป่ามันเหลือน้อยลง เพราะทุกวันนี้ไม่ได้มีแต่กลุ่มมานิที่พยายามล่าสัตว์ในป่า" เฒ่าไข่ สรุปว่า ชาวบ้านทั่วไปเข้าไปล่าสัตว์โดยใช้ปืนไฟ เพื่อนำไปขาย แต่ชาวมานิล่าสัตว์ได้มาเพียง 1 ตัวก็เพียงพอแล้ว เมื่อกินหมดเมื่อไหร่ก็ค่อยหาใหม่
(ซ้าย) เฒ่าไข่
โดยนอกเหนือจากชาวมันนิแล้วยังมีกลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลี ที่อาศัยอยู่ใน จ.นราธิวาส และมีวิถีชีวิตอยู่ในป่าคล้ายคลึงกับชาวมานิ แต่มีภาษาที่ใช้แตกต่างกัน ผัดพริก ตันสกุลฮาราคีรี ตัวแทนกลุ่มชาติกลุ่มชาติพันธุ์โอรังอัสลีเล่าว่า นี่เป็นครั้งแรกที่กลุ่มโอรังอัสลี ออกมาร่วมงานกับพี่น้องชนเผ่าอื่นๆ พวกเขากำลังเผชิญกับการต้องปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก หลายครั้งก็เกิดความขัดแย้ง ผัดพริก ยกตัวอย่างว่า เมื่อเดือนที่แล้วชาวบ้านไล่พวกเขา เนื่องจากมีเด็กเล็กไปเด็ดข้าวโพด 2 หน่อมากิน กลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันใหญ่โต
"มีการถูกโกงค่าแรง บางทีชาวบ้านให้ไปตัดหญ้าในสวน 5 ไร่ แต่กลายเป็นว่าต้องตัดหญ้า 10 ไร่ ปีที่แล้วพวกเราไปสร้างทัพเหนือลำคลอง ชาวบ้านก็ไล่ไม่ให้อยู่เพราะกลัวน้ำสกปรก" ผัดพริก กล่าวทิ้งท้าย
ไทดำ: ถูกคุกคามสิทธิในที่ดินจากโครงการพัฒนา
กลุ่มชาติพันธุ์ไทดำ ซึ่งเป็นชาติพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มเพียงกลุ่มเดียวในภาคใต้ อำนาจ แค้นคุ้ม ตัวแทนชาวไทดำจาก ต.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ขึ้นนำเสนอ เขาได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเขาต้องเผชิญว่า เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายปกครองได้ติดประกาศ 'ไม่อนุญาต' ให้ชาวไทดำในหมู่ 1 และหมู่ 4 ของ ต.ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี อยู่อาศัยอีกต่อไป โดยให้เวลา 30 วันในการย้ายออก นำมาซึ่งความวิตกกังวลของคนในพื้นที่
"ที่แห่งนี้เป็นผืนแผ่นดินที่บรรพบุรุษเราบุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2498" อำนาจ กล่าว ณ วัดดอนมะลิ สถานที่จัดงาน "พวกเราอยู่อย่างสงบสุขมาตลอด จนกระทั่งปี 2538 ที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมเข้ามา"
อำนาจ กล่าวต่อว่า ชาวไทดำเริ่มต่อสู้เพื่อรักษาผืนดินของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2538 จนกระทั่งในปี 2567 ที่พวกเขาได้ข่าวว่าโครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมกำลังกลับมาอีกครั้ง โดยชาวไทดำเชื่อว่าการกลับมาครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายให้ชาวไทดำหมู่ 1 และหมู่ 4 ของ ต.ทรัพย์ทวี อ.บ้านนาเดิม จ.สุราษฎร์ธานี ออกจากพื้นที่ในท้ายที่สุด
อำนาจ กล่าวสรุปว่า วันนี้กลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้กำลังเผชิญปัญหาในที่ดินร่วมกัน และควรที่จะต้องจับมือกันในการช่วยเหลือและขับเคลื่อนปัญหาที่แต่ละกลุ่มต้องเผชิญร่วมกัน
อำนาจ แค้นคุ้ม
