ปลายสัปดาห์ที่แล้วรัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายตัดงบประมาณกว่า 9 พันล้านดอลล่าร์ สื่อสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่รัฐสภาประสบความสำเร็จในการตัดงบประมาณภายหลังผ่านร่างกฎหมาย และทำเนียบขาวระบุว่าในอนาคตอาจมีการตัดงบในลักษณะนี้อีก
25 ก.ค. 2568 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ฯ ลงคะแนนเสียง 216 ต่อ 213 เสียง ผ่านกฎหมายฉบับนี้อย่างเฉียดฉิว หลังจากวุฒิสภาเป็นฝ่ายริเริ่มให้มีการแก้ไขกฎหมายงบประมาณด้วยคะแนนเสียง 51 ต่อ 48 เสียง เมื่อมีการผ่านกฎหมายแก้ไขงบประมาณเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเสนอกฎหมายฉบับนี้ไปยังโต๊ะของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เพื่อลงนามในกรอบเวลาที่กำหนด
การตัดงบประมาณครั้งนี้แม้เป็นเงินเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบประมาณของรัฐบาลกลางทั้งหมดกว่า 6.8 ล้านล้านสหรัฐฯ แต่กระทบต่อความช่วยเหลือระหว่างประเทศขององค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐฯ (United States Agency for International Development: USAID) และองค์กรอื่นๆ กว่า 8 พันล้านดอลล่าร์ ประกอบด้วยโครงการเช่น
- โครงการด้านน้ำ อาหาร และที่หลบภัยสำหรับผู้ลี้ภัย และช่วยเหลือให้ผู้ลี้ภัยได้กลับมาอยู่กับครอบครัว จำนวน 800 ล้านดอลล่าร์
- โครงการช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยจากภัยพิบัติธรรมชาติและความขัดแย้งต่างๆ มูลค่า 800 ล้านดอลล่าร์
- โครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและสถาบันประชาธิปไตยในประเทศกำลังพัฒนามูลค่า 4.15 ล้านดอลล่าร์
นอกจากนี้ รัฐสภาสหรัฐฯ ยังตัดงบประมาณกว่า 1.1 พันล้านดอลล่าร์ ที่จะมอบให้กับองค์การเพื่อการกระจายเสียงสาธารณะ (Corporation for Public Broadcasting: CPB) ใน 2 ปีงบประมาณข้างหน้า เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของสื่อสาธารณะในสหรัฐอเมริกา เช่น NPR และ PBS สถานีโทรทัศน์และวิทยุท้องถิ่นและคนพื้นเมืองกว่า 1,500 แห่ง
PBS ได้รับงบประมาณจาก CPB คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ NPR ได้งบประมาณคิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามงบประมาณกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของ NPR ได้มาจากค่าธรรมเนียมรายการ จ่ายโดยสถานีที่เป็นสมาชิกจำนวน 246 แห่ง สถานีเหล่านี้โดยเฉลี่ยแล้วได้งบประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์จาก CPB โดยแต่ละสถานีได้รับการสนับสนุนงบประมาณในสัดส่วนต่างกัน
การตัดงบประมาณในครั้งนี้ไม่ได้มากเท่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดไว้ หลังผ่านการต่อรองกับสมาชิกรัฐสภาบางส่วน ทำให้บางโครงการยังได้ไปต่อ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรค HIV มูลค่าประมาณ 400 ล้านดอลล่าร์ฯ ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ บุช เป็นผู้ริเริ่ม รวมถึงมีมาตรการชดเชยให้สถานีวิทยุของคนพื้นเมือง 28 แห่งยังสามารถออกอากาศต่อได้
นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนที่ใช้การตัดงบประมาณครั้งนี้เป็นข้อแลกเปลี่ยน เพื่อให้มีการเปิดเผยเอกสารในคดีเกี่ยวกับเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ เศรษฐีผู้ล่วงลับที่มีความผิดในข้อหาอำนวยความสะดวกให้ผู้มีอิทธิพลล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กเยาวชน และคาดกันว่ามีความเชื่อมโยงกับโดนัล ทรัมป์ แต่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายเดโมแครตตั้งข้อสังเกตว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายในทางปฏิบัติ
สมาชิกรัฐสภาฝ่ายรีพับบลิกันมองว่าการตัดงบประมาณครั้งนี้เป็นความพยายามในการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล ด้วยการยกเลิกโครงการที่ถูกมองว่าสิ้นเปลือง ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐ ฯ และ ส.ส. รัฐลุยเซียนา เขต 4 สังกัดพรรครีพับบลิกันระบุว่า "นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น" ขณะที่สตีฟ สกาลิส ผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และส.ส. รัฐลุยเซียนาเขต 1 ระบุว่า "9 พันล้านดอลล่าร์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี"
ด้านสมาชิกรัฐสภาเดโมแครตมองว่าการตัดงบประมาณครั้งนี้จะทำให้ประชาชนอเมริกันได้รับผลกระทบด้านความปลอดภัย และทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียซอฟพาวเวอร์และความได้เปรียบในสนามการเมืองระหว่างประเทศ ฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำ ส.ส. เสียงข้างน้อย และ ส.ส. รัฐนิวยอร์ก เขต 8 ระบุว่า "นี่ไม่ใช่ร่างกฎหมายที่อเมริกามาก่อน แต่เป็นร่างกฎหมายที่จีนมาก่อน เพราะสุญญากาศที่ถูกกำลังถูกสร้างไปทั่วโลก"
งบประมาณสำหรับสื่อไม่ใช่เพียงเงินเพื่อการทำข่าว แต่ยังครอบคลุมถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน และระบบแจ้งเตือนสาธารณภัย ลิซา เมอร์โคว์สกี้ ส.ว. พรรครีพับบลิกัน รัฐอลาสก้า ระบุว่า สถานีข่าวท้องถิ่น "ไม่ใช่แค่ข่าวของคุณ แต่เป็นระบบเตือนภัยสึนามิของคุณ เป็นระบบเตือนดินถล่มของคุณ เป็นระบบเตือนภูเขาไฟของคุณ" จากกรณีที่วุฒิสภากำลังอภิปรายเกี่ยวกับการตัดงบประมาณ ขณะที่เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ริกเตอร์บนคาบสมุทรอลาสก้า นำไปสู่การแจ้งเตือนภัยสึนามิในพื้นที่เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม
อ้างอิงจาก
https://www.bbc.com/news/articles/cq5367gzpxjo
https://www.npr.org/2025/05/13/1250902337/npr-cpb-public-radio-funding-101
