‘ชนินทร์’ เลขาฯ รมว.มหาดไทย และในฐานะที่ได้ติดตามไปร่วมเวทีเจรจา ย้ำความจำเป็นเจรจาหยุดยิง ไม่เจรจาความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้เจรจาแล้วไม่สามารถหยุดได้ทันทีแต่ความรุนแรงของอาวุธที่ใช้ลดลง ขอให้เห็นใจประชาชนใน 7 จังหวัดหน้าด่าน ไม่เห็นด้วยกับคนที่แสดงออกว่าไม่อยากให้เจรจา หวังไม่ให้สถานการณ์ขยายวงไปมากกว่านี้ ส่วนมาตรการรับสถานการณ์ยอมรับขาดการซักซ้อมแผนหลังไม่เกิดเหตุปะทะมานานแม้จะมีระเบียบขั้นตอนรองรับแต่ข้าราชการที่มีประสบการณ์ผลัดรุ่นไปหมด แต่การแจ้งเตือนไม่ได้ช้าและเคลื่อนย้ายอพยพได้เร็ว
30 ก.ค. 2568 เมื่อเวลา 8.30 น. ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับประชาไททั้งเรื่องที่ได้ติดตาม ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ไปร่วมการเจรจาหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในเมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568
แม้ว่าในขั้นตอนเจรจา ชนินทร์จะไม่ได้เข้าไปร่วมการเจรจาด้วยเพราะปิดห้องประชุมวงเล็กที่มีเพียง 3 คนเท่านั้นคือภูมิธรรม, ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะตัวกลางการเจรจา ก่อนออกมาประชุมที่ห้องใหญ่แล้วจึงแถลงข่าว ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มีรายละเอียดออกมาว่าคุยอะไรกันบ้าง ซึ่งเท่าที่เขาเห็นก็เป็นไปโดยความเรียบร้อยจากการจัดการจัดประชุมของอันวาร์ที่เป็นไปได้เรียบร้อยดี ซึ่งมีทูตของสหรัฐฯ และจีนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วย
อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงประเด็นที่ตอนนี้มีการปะทะกันต่อเนื่องหลังมีข้อตกลงหยุดยิงและขณะนี้ฝ่ายไทยก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการตั้งคณะกรรมการติดตามการหยุดยิงหรือผู้สังเกตการณ์จากภายนอก
ชนินทร์ตอบเรื่องนี้ว่า เขาไม่แน่ใจนักว่าได้มีการพูดคุยเรื่องนี้ในช่วงประชุมวงเล็กที่มีแค่ 3 คนหรือไม่ เพราะเบื้องต้นเจตนาหลักของการไปพูดคุยในวันนั้นคือต้องการให้เกิดการหยุดยิงให้เร็วที่สุดและในทางปฏิบัติก็มีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะเริ่มการหยุดยิงว่าเป็นเมื่อไหร่ ส่วนการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงตามที่มีการแถลงออกมาคือทางมาเลเซียในฐานะคนกลางจะเข้าร่วมติดตามให้เกิดการปฏิบัติตามข้อตกลง ส่วนเรื่องรูปแบบขั้นตอนวิธีการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงก็จะให้เป็นการพูดคุยในระดับกองทัพตอนเจ็ดโมงของวันที่ 29 ก.ค. ภายหลังการหยุดยิงที่เริ่มตอนเที่ยงคืน
“เราอยากให้มันเกิดบรรยากาศของการหยุดยิงจริงๆ ก่อนพอหยุดยิงจริงๆ แล้วบรรยากาศเงียบ กองทัพมานั่งคุยกันว่าวิธีการติดตามเพื่อให้เกิดการดำเนินการเนี่ยมันมันควรจะเป็นยังไงต่อไปซึ่งก็เกิดขึ้นนะครับหลังจากนั้นช่วงบ่ายโมงถ้าผมจำเวลาไม่ผิดที่แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนเจรจา แต่ถามว่าเรื่องนี้ได้เจรจาพูดคุยกันตั้งแต่ช่วงที่อยู่มาเลเซียเลยไหม ไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ แต่ก็มีการมอบกันว่าจะให้พูดคุยในช่วงเจ็ดโมง(29 ก.ค.)” อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องใครจะเข้ามาเป็นคนกลางเข้ามาติดตามสังเกตการณ์การหยุดยิงในส่วนของฝั่งไทยนั้นเขาไม่ทราบ และคงต้องเป็นทางกองทัพที่จะเป็นคนชี้แจงต่อไปว่าในการเจรจาที่ผ่านมามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้เมื่อถามต่อถึงเรื่องที่การเจรจาครั้งนี้มีนานาประเทศให้ความสนับสนุนเพื่อให้เกิดการหยุดยิง แต่ในอีกทางก็ยังถูกวิจารณ์ว่าจะกลายเป็นการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ในมุมมองของเลขาฯ มท. 1 ที่ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วยมองเรื่องนี้อย่างไร
ชนินทร์มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันตรงไปตรงมาว่า ประเทศไทยเองมีอีกสถานะหนึ่งที่จะต้องอยู่ร่วมกับสากลโลกดังนั้นเราจะปิดประตูทุกทางแล้วบอกว่าให้เป็นเรื่องของเราฝ่ายเดียวก็คงเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องรับฟังความเห็นหรือข้อเสนอจาก
ประเทศต่างๆ ที่เข้ามามีความสัมพันธ์กับไทยด้วยและคงปฏิเสธได้ 100% ว่าเราไม่จำเป็นต้องสนใจประเทศอื่นเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราสนใจประเทศอื่นแล้วเราต้องปฏิบัติตามความต้องการของสากลทั้งหมดที่บีบบังคับเข้ามา
“ดังนั้นผมทั้งสองฝั่งอะนะครับทั้งความเป็นตัวของเราเองแล้วก็ความเข้าใจความมีท่าทีของเราเองเหมือนกันแล้วก็ต้องแคร์ต้องให้ความสำคัญว่าเราก็อยู่ร่วมกันกับกับสากลโลกแล้วก็มีความสัมพันธ์กับสากลโลกในอีกหลายประเทศเหมือนกันก็ต้องบาลานซ์สองสองเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กัน”
ไม่หยุดยิง ผลกระทบยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม เขาก็รับทราบว่าถึงความไม่พอใจของคนบางส่วนที่ไม่พอใจกับการไปเจรจาครั้งนี้ และสถานการณ์วันสองวันนี้ก็ยังเกิดการปะทะกันต่ออีก แต่เขาก็มองเรื่องนี้เป็นสองส่วน คือช่วงก่อนที่จะไปเจรจาก็มีคนส่วนหนึ่งไม่อยากให้ประเทศไทยยุติการรบเพราะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกรุกรานจากกัมพูชา แต่ก็ต้องให้ความเข้าใจกับรัฐบาลและผู้ได้รับผลกระทบด้วยเพราะมีพี่น้องประชาชนหน้าด่านใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมหาศาลจริงๆ การประคองสถานการณ์ต่อไปในระยะยาวก็จะส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ
“ผมเองก็เป็นหนึ่งในตัวแทนของคนจังหวัดสุรินทร์ด้วยอยู่กับพี่น้องและเมื่อลงไปพื้นที่ทุกจังหวัดก็รู้สึกมาโดยตลอดว่าพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพเขาลำบากมากจริงๆ ถึงทุกคนจะบอกว่ามีการช่วยเหลือเข้าไปแต่การอยู่ในศูนย์อพยพมันไม่เหมือนกับการได้อยู่บ้าน แล้วก็ขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ การหารายได้ มันก็เป็นเป็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนมากเหมือนกัน การปล่อยให้สถานการณ์นั้นมันอยู่ไประยะยาว การช่วยเหลือต่างๆ ก็มีความล้าลงเรื่อยๆ มันอาจจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้วก็สุขภาพจิตของของประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อย”
ชนินทร์กล่าวว่า ตัวเขาเองไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกที่ว่าไม่ควรจะมีการเจรจาหยุดยิง เพราะต้องเข้าใจความลำบากของคนหน้าด่านด้วย และการเจรจาเพื่อหยุดยิงเป็นประโยชน์ของคนทั้งภาพรวม ไม่ใช่คนเฉพาะกลุ่มแล้วเขามั่นใจว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย อาจจะมีแค่ส่วนน้อยที่อาจจะมีความเห็นแตกต่างในเรื่องนี้ และแม้จะเกิดการปะทะในช่วงหลังการเจรจาก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรเจรจาเพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
“การเจรจาเพื่อหยุดยิงมันเป็นกลไกทางสิทธิมนุษยชนที่ควรต้องดำเนินการแล้วก็เราก็ทำอย่างถูกต้องทำอย่างดีนะครับแต่การที่กัมพูชาเขาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง เราต้องประท้วงหรือแจ้งให้คนกลางต่างๆ ที่เข้ามาอยู่ในกระบวนการรับทราบก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ”
ทั้งนี้ชนินทร์มองว่าแม้ในช่วงหลังเจรจาจะยังเกิดการปะทะกันอยู่แต่เท่าที่เขาประเมินสถานการณ์เห็นว่า แม้ตอนนี้จะยังประกาศให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ไม่ได้ แต่ระดับความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญถึง 80-90% เพราะในขณะที่ให้สัมภาษณ์(เมื่อเวลา 8.30 น. ณ วันที่ 30 ก.ค.) เท่าที่เขาทราบคือเหลือการปะทะในบางจุดเท่านั้นและอาวุธของทางกัมพูชาที่ใช้ก็เป็นอาวุธเบาไม่ใช่การทิ้งระเบิดหรือใช้รถถังเหมือนช่วงก่อนการเจรจา ภายในสัปดาห์นี้สถานการณ์ความรุนแรงก็น่าจะลดระดับลงเรื่อยๆ จนนำไปสู่การยุติการปะทะซึ่งก็สิ่งที่เขาคาดหวังให้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็เป็นหน้าที่ของไทยที่จะมุ่งหน้าทำอย่างเต็มที่ในการรวบรวมหลักฐานแล้วก็ชี้แจงต่อสากลโลก มีการประณาม รวมถึงการแจ้งให้คณะกรรมการหรือเวทีต่างๆ เป็นสักขีพยานรับรู้สึกที่เกิดขึ้นและให้ความเป็นธรรมกับไทย และหากกัมพูชายังจะเดินหน้าทำผิดข้อตกลงต่อเขาก็จะไม่มีที่ยืนในทางสากล
ยังประเมินความเสียหายได้ยาก แต่ได้อนุมัติเยียวยา เตรียมแผนฟื้นฟู
ทั้งนี้เมื่อถามถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและอาจเพิ่มขึ้นหลังจากนี้หากสถานการณ์การปะทะยังไม่ยุติในส่วนของกระทรวงมหาดไทยประเมินไว้อย่างไร
ชนินทร์บอกว่าเรื่องตัวเลขความเสียหายยังประเมินได้ยากมาก แต่ในช่วงแรกที่เกิดสถานการณ์การปะทะ ที่มีการอพยพ ฝั่งมหาดไทยเองก็พยายามใช้องค์คาพยพต่างๆ ทั้งฝ่ายปกครองในพื้นที่และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ดำเนินการและใช้งบประมาณที่มีในการสำรองจ่ายไปก่อน ซึ่งจวนจะไม่เหลืองบประมาณแล้ว
จนกระทั่งภาครัฐอนุมัติเงินทดรองจ่ายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปผ่องถ่ายงบประมาณให้ท้องถิ่นได้เบิกจ่ายต่อไป และได้จัดประชุมชี้แจงรวมถึงเร่งรัดกระบวนการซึ่งตอนนี้ยืนยันได้ว่าทุกพื้นที่สามารถดำเนินการต่อได้แล้ว แม้จะมีหน่วยงานบางหน่วยงานหรือว่าข้าราชการบางกลุ่มที่อาจจะมีความระมัดระวังในเรื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณเพราะเขาก็กลัวความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องหรือร้องเรียนกันทีหลังว่าใช้งบประมาณไม่เหมาะสมหรือว่าไม่ถูกกับวัตถุประสงค์ จึงได้ให้หน่วยงานส่วนกลางเข้าไปช่วยชี้แจงเพื่อที่ให้เขาเกิดความมั่นใจแล้วก็มีการประกาศของทางกรมบัญชีกลางเองด้วยเพื่อผ่อนหลักเกณฑ์ในสถานการณ์ลักษณะนี้ให้เป็นการจัดซื้อโดยการเฉพาะได้ไม่ต้องเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเทียบราคาจะทำให้กระบวนการต่างๆ เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
แม้ว่าความช่วยเหลือของภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีเสียงสะท้อนว่าทำไมภาครัฐต้องให้เอกชนเข้ามาช่วยเหลือ เรื่องนี้ทางเลขาฯ รมว.มหาดไทยก็ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วภาครัฐมีเงินงบประมาณที่เตรียมไว้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการได้ แต่พอมีสิ่งของจากเอกชนเข้ามาทำให้เงินงบประมาณส่วนนี้ไม่ถูกเบิกจ่ายออกไป ซึ่งเขาได้พูดคุยกับหลายคนเหมือนกันว่าถ้าเป็นไปอยากให้ประสานงานกับราชการโดยตรงเพราะมีความพร้อม และยิ่งนานเวลานานไปภาคประชาชนและเอกชนก็จะยิ่งล้าและอาจทำให้ความช่วยเหลือขาดตอนหรือหย่อนประสิทธิภาพลงก็ห่วงว่าจะเกิดผลกระทบตามมา
ส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ที่หนักที่สุดคงเป็นผลกระทบทางสังคมที่เกิดโดยตรงกับประชาชนใน 7 จังหวัดที่ประสบความเครียดและความวิตกกังวลจากการมีอาวุธของทางกัมพูชาเข้ามาและช่วงที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงอาวุธที่สามารถยิงได้ในระยะไกลก็สร้างความวิตกกังวลกับประชาชนมากขึ้นอีก ทางกรมสุขภาพจิตก็ได้ส่งทีมลงไป
“เราเองก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้มันเรื้อรังแล้วก็สร้างผลเสียหายระยะยาว ก็เป็นเรื่องที่เราอยากจะทำให้มันจบโดยเร็ว อีกความเสียหายหนึ่งก็คือพี่น้องประชาชนขาดรายได้ เขาก็มีความกังวลว่ากำลังจะสิ้นเดือนแล้วก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเขาที่จะเกิดขึ้นแต่รายได้เขาหายไปเป็นระยะเวลาอาทิตย์สองอาทิตย์”
ชนินทร์กล่าวว่า ได้พูดคุยในกระทรวงการคลังว่าอาจจะต้องมีมาตรการที่เข้าไปเติมรายได้ให้ประชาชนที่ขาดรายได้หรือว่าให้สินเชื่อให้เงินเยียวยาเพิ่มเติมน่าจะต้องออกมาตรการมาเร็วๆ นี้ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นผลเสียหายที่ประเมินยากมากว่าจะกระทบในเชิงเศรษฐกิจหรือกระทบในเชิงสังคมมากน้อยแค่ไหน แต่มันจับต้องได้
เลขาฯ รมว.มหาดไทยกล่าวถึงมาตรการรองรับต่างๆ มีอยู่ 3 ส่วน ของกรมการปกครองเราให้ทางผู้ว่าได้มีเงินทดรองจ่ายเพียงพอแล้วก็ให้เคลียร์บัญชีเพื่อเติมวงเงินทดรองจ่ายอยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดเวลาดังนั้นถ้ามียอดเบิกจ่ายเข้ามาจนเริ่มไม่พอก็สามารถอนุมัติเติมวงเงินกลับขึ้นมาได้อยู่เรื่อยๆ
ส่วนที่สองกรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัยได้ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดตั้งแต่วันแรกทั้งการนำรถประเภทต่างๆ ทั้งรถอาหาร รถน้ำดื่ม รถลำเลียงคน ก็ได้ดำเนินการมาตลอดทุกวันเพื่อประคองสถานการณ์ และได้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำแผนเป็นขั้นตอนตั้งแต่เริ่มว่า การปะทะตอนนี้อยู่ตรงไหนและหากขยายวงต้องเคลื่อนย้ายคนจะต้องใช้พื้นที่ตรงไหนแทน ตรงนี้ยังอยู่ในส่วนที่เราควบคุมได้
ส่วนเรื่องชดเชยเยียวยาที่ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว คือ
1. กรณีเสียชีวิต เป็นค่าจัดการศพ รายละ 1,000,000 บาท
2. กรณีทุพพลภาพ รายละ 700,000 บาท
3. กรณีบาดเจ็บสาหัส รายละ 200,000 บาท
4. กรณีบาดเจ็บมาก รายละ 100,000 บาท
5. กรณีบาดเจ็บเล็กน้อย รายละ 50,000 บาท
นอกจากนั้น ชนินทร์ได้กล่าวถึงการฟื้นฟูภายหลังเหตุการณ์จบลงว่าตอนนี้กำลังเตรียมแผนกันอยู่ว่าหากสถานการณ์ยุติลงได้ค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือว่างบประมาณต่างๆ ที่จะลงไปช่วยเหลือฟื้นฟูเพื่อคืนสภาพกลับมาเหมือนเดิมจะต้องมีขั้นตอนอย่างไร มีเรื่องอะไรบ้างที่จะต้องอนุมัติบ้าง ซึ่งมีประมาณ 2-3 เรื่อง คือ
ส่วนแรกคือ การฟื้นฟูพื้นที่ต่างๆ ในส่วนของอาคารสถานที่ที่ได้รับความเสียหาย ที่ดินและบ้านที่จะต้องเข้าไปช่วยฟื้นฟู รวมถึงพวกอาคารสถานที่ที่ราชการและพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้สามารถกลับเข้าพื้นที่ไปได้
ส่วนที่สอง ก็คือการฟื้นฟูเยียวยาจิตใจประชาชนให้พวกเขากลับมาประกอบอาชีพได้
ส่วนสุดท้ายก็คือการชดเชยให้กับการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้เมื่อถามว่าหากเกิดสถานการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคตจะต้องมีการปรับปรุงมาตรการรองรับอะไรบ้างหรือไม่ เพราะเห็นว่าช่วงวันแรกก็มีปัญหาความสับสนอยู่
ชนินทร์ตอบเรื่องนี้ วันแรกมีความยากตรงที่เราไม่ได้เตรียมการรับมือก่อน สองคือเราประเมินจำนวนผู้อพยพไม่ได้เพราะว่าพื้นที่การปะทะขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ได้มีโอกาสเตรียมความพร้อมแล้ว
เขายกตัวอย่างจังหวัดสุรินทร์ที่เขาได้ไปร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมช่วงก่อนที่สถานการณ์จะขยายวงก็ได้ทราบว่ามีผู้อพยพอยู่ที่ตัวเลขประมาณ 30,000 - 50,000 คน ทางจังหวัดสุรินทร์มีผู้ที่เข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพประมาณ 10,000 - 20,000 คน ก็มีการจัดพื้นที่เตรียมพร้อมไว้ ณ ขณะนั้น จึงได้คุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพิ่มเติมโดยจำลองสถานการณ์เผื่อไว้ว่าถ้าต้องขยายพื้นที่อพยพกว้างขึ้นจะมีผู้อพยพจำนวนเท่าไหร่ แล้วเราจะใช้สถานที่ไหน ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็มีการทำแผนรองรับเตรียมไว้แล้วว่าจะใช้พื้นที่อำเภอไหนบ้าง และสถานที่ราชการแต่ละที่จะรองรับได้กี่คนตามลำดับต่อไปในกรณีที่มีผู้อพยพเพิ่มขึ้น จึงได้ให้เป็นนโยบายกับผู้ว่าฯ ของแต่ละจังหวัดก็เชื่อว่าจะมีการเตรียมแผนในระดับเดียวกันนี้ก็ให้ความมั่นใจว่าถ้าต้องมีการอพยพเพิ่มเติมเนี่ยมันมีพื้นที่รองรับเพียงพอ
ทั้งนี้ เลขาฯ มท.1 ก็บอกว่าเขาไม่คาดหวังให้เกิดสถานการณ์ที่ขยายวงไปมากกว่านี้ แต่คาดหวังให้เป็นการลดพื้นที่ลงไปเรื่อยๆ มากกว่า ซึ่งตอนนี้ตัวเลขอพยพก็ยังคงนิ่งอยู่ตามที่มีการแถลงข่าวเมื่อวานคือประมาณ 188,000 กว่าคน
“เรียนตามตรงตามสถานการณ์ปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในศูนย์อพยพแล้วรู้สึกว่าไม่อยากอยู่แล้ว อยากจะออกกลับบ้านทั้งที่จริงๆ เรายังไม่สนับสนุนให้กลับ เราออกประกาศชัดเจนว่าอยากให้อยู่ในพื้นที่อพยพก่อนแล้วรอการประกาศจากกระทรวงมหาดไทยว่าถ้าเป็นพื้นที่ปลอดภัยถึงจะค่อยกลับได้ แต่เราไม่สามารถห้ามพี่น้องประชาชนได้ก็จะมีพี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งที่เคลื่อนย้ายตัวเองออกจากศูนย์อพยพเพื่อกลับบ้านหรือว่ากลับไปในพื้นที่ของตัวเองแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ยังอยู่ในพื้นที่ประกาศอพยพก็ตาม”
การเตรียมมาตรการรองรับในอนาคต
เมื่อถามถึงเรื่องการแจ้งเตือนและการอพยพในช่วงแรกที่ดูเหมือนจะเกิดความชุลมุนอยู่และประชาชนบางส่วนก็ไม่ได้ออกจากพื้นที่ ชนินทร์ชี้แจงว่าแม้ช่วงแรกจะเป็นช่วงชุลมุนแต่ก็ไม่ได้ช้า เพราะเมื่อมีเสียงระเบิดก็มีการสั่งการทันทีและทุกคนก็พร้อมเคลื่อนย้ายทันทีเพราะไม่มีใครอยากอยู่ตรงนั้น แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ทำให้มีจังหวะชุลมุนหน้างานไม่น้อยแล้วก็เกิดความไม่พร้อมเรื่องพื้นที่ที่ปลอดภัยที่จะให้เคลื่อนย้ายคนไปว่าอยู่ตรงไหน แต่ในภาพรวมก็เคลื่อนย้ายคนออกมาได้อย่างรวดเร็ว และยังไม่มีการร้องเรียนของประชาชนในพื้นที่ว่าไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือไม่ได้รับการสนับสนุนการอพยพ
เขามองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความไม่เข้าใจกันหรือความไม่แน่ใจว่าควรหรือไม่ควรย้ายออก หรือความเป็นห่วงทรัพย์สินต่างๆ แต่ตัวแทนของภาครัฐก็ได้รีบเข้าหาพี่น้องประชาชนอยากให้เคลื่อนย้ายออกด้วยกันทั้งหมด ส่วนในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียงที่เคลื่อนย้ายตัวเองได้ลำบาก ในช่วงแรกที่มีการเคลื่อนย้ายแบบเร่งด่วนเราก็มีรถและบุคลากรที่มีความชำนาญไปช่วยเหลือในการเคลื่อนย้าย ก็ดำเนินการด้วยความรวดเร็วไม่ได้มีปัญหาติดขัดตรงนั้น
อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่าแล้วมีส่วนไหนที่คิดว่ามีมาตรการอะไรที่ต้องปรับปรุงหลังจากนี้บ้าง เลขาฯ มท.1 มองว่าจริงๆ มีระเบียบและขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความไม่ราบรื่นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ได้เกิดสถานการณ์เช่นนี้มานานแล้ว ล่าสุดก็ประมาณปี 2554 ทำให้ไม่ได้ซักซ้อมกันมาก่อน อีกทั้งภายในหน่วยงานราชการเองคนที่เคยมีประสบการณ์ผ่านเหตุการณ์ช่วงนั้นมาก็ไม่ผลัดเปลี่ยนออกไปแล้ว ทำให้ในสถานการณ์ปัจจุบันต้องต้องมาปรึกษาหารือกันแจ้งเวียนกันใหม่ในหลายเรื่อง
“ผมว่าถ้าจะเตรียมความพร้อมต่อจากนี้ซึ่งต้องทำแน่นอนก็คือต้องกำชับกันแล้วก็ซ้อมกันโดยตลอดเวลาว่าเหตุแบบนี้เกิดขึ้นได้แล้วถ้าเกิดขึ้นแผนรับมือเราเป็นยังไงมีขั้นตอน 1 2 3 4 ซึ่งก็ทุกคนสามารถทำแผนเตรียมไว้ได้ ก่อนหน้านี้เราอาจจะไม่ได้เห็นความจำเป็นมากพอว่าการมีแผนเตรียมความพร้อมจะได้ใช้เมื่อไหร่ พอเหตุเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าทุกคนก็สามารถหยิบตรงนั้นมาถอดบทเรียนกันว่ารอบที่ผ่านมา เราดำเนินการยังไงแล้วก็เตรียมเป็นเป็นเป็นคู่มือไว้เลยว่าถ้าเกิดเหตุขึ้นอีกขั้นตอนต่อไปเราจะดำเนินการยังไง คล้ายกับเรื่องตึกถล่มที่ผ่านมา เดิมในอดีตเราไม่เคยเกิดขึ้นมานานแล้วแต่ตอนนี้เราก็เริ่มเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้วว่าหากเกิดขึ้นอีกเราจะหยิบคู่มือขึ้นมาได้เลยว่าเราจะต้องดำเนินการยังไง”
