Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชี้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจากการก่อสร้างสนามบินสุโขทัยยังไม่ได้รับการแก้ไข แนะจังหวัดสุโขทัยกำกับดูแลบริษัทสายการบินเร่งเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 25/2569 โดยมีวาระสำคัญ ดังนี้

กสม. ชี้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจากการก่อสร้างสนามบินสุโขทัยยังไม่ได้รับการแก้ไข แนะจังหวัดสุโขทัยกำกับดูแลบริษัทสายการบินเร่งเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนกันยายน 2567 จากสมาชิกสมัชชาประชาชนฅนเหนือล่าง ระบุว่า บริษัทสายการบินแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้ก่อสร้างท่าอากาศยานสุโขทัย (สนามบินสุโขทัย) ในพื้นที่ตำบลคลองกระจง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย บนพื้นที่ลุ่มซึ่งเคยเป็นหนองน้ำสาธารณะ โดยได้ถมดิน ยกคันดิน และสร้างทางวิ่งขวางเส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติที่ไหลจากทิศเหนือลงสู่แม่น้ำยมฝั่งขวา ส่งผลให้น้ำไหลท่วมที่อยู่อาศัยและที่ดินเกษตรกรรมในตำบลโดยรอบกว่า 10,000 ไร่ และเกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี แต่ประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและการเยียวยาความเสียหายจากผู้ถูกร้องที่ 1 และจังหวัดสุโขทัย (ผู้ถูกร้องที่ 2) อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ภายในสนามบินสุโขทัยมีที่สาธารณประโยชน์ และหนองน้ำสาธารณะที่ประชาชนเคยใช้ประโยชน์ การออกเอกสารสิทธิในที่ดินอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้ตรวจสอบ

กรณีปัญหาดังกล่าวคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยตรวจสอบและวินิจฉัยตามรายงานผลการตรวจสอบที่ 336/2562 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ว่า ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่โดยรอบสนามบินสุโขทัยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ถูกร้องที่1 ก่อสร้างสนามบินบนที่ดินที่เคยเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำและเป็นส่วนหนึ่งของทางไหลของน้ำตามธรรมชาติ โดยในขณะนั้น จังหวัดสุโขทัยและหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา รวมถึงได้ดำเนินการตามหน้าที่และวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านมากว่า 5 ปี แต่ประชาชนยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก อันแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอแนะของ กสม. ไม่ได้รับการปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิผล และประชาชนยังไม่ได้รับการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีประเด็นที่แตกต่างจากที่เคยตรวจสอบ คือ การแก้ไขปัญหาและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของผู้ถูกร้องที่ 1 และการออกเอกสารสิทธิในที่ดินสาธารณประโยชน์ จึงรับไว้ตรวจสอบ

กสม. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า พื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งสนามบินสุโขทัย เดิมเป็นหนองน้ำสาธารณะชื่อ "หนองกายสิทธิ์" อันเป็นแหล่งรับน้ำขนาดใหญ่ และเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่เกษตรกรใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งปรากฏร่องรอยการตั้งบ้านเรือนและการทำประโยชน์ในที่ดินของประชาชนอยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับมีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) ในบริเวณพื้นที่พิพาทแล้ว 6 แปลง โดย 2 แปลง อยู่ภายในบริเวณสนามบินสุโขทัย และกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า การครอบครองที่ดินของสนามบินสุโขทัยมีลักษณะเป็นการซื้อที่ดินจากประชาชนโดยครอบคลุมพื้นที่สาธารณประโยชน์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันจะกระทำได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 8 วรรคสอง (1) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการดังกล่าว กรณีนี้จึงมีเหตุอันควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิ์และการครอบครองที่สาธารณประโยชน์ที่ดินแปลงสนามบินสุโขทัย ซึ่งอาจมีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเห็นควรส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจต่อไป

ส่วนการประกอบกิจการก่อสร้างสนามบินสุโขทัยของผู้ถูกร้องที่ 1 เห็นว่า แม้ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้พยายามแก้ไขปัญหาและดำเนินมาตรการลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม เช่น การขุดลอกคลองระบายน้ำภายในสนามบิน สนับสนุนงบประมาณจัดซื้อที่ดินเพื่อขุดทางระบายน้ำ ช่วยเหลือชุมชนด้านอาชีพและการศึกษา และลงพื้นที่รับฟังปัญหา แต่มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility: CSR) ซึ่งยังไม่มีการชดใช้ความเสียหายต่อทรัพย์สิน พืชผล และรายได้ของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแล้ว นอกจากนี้รายงานประจำปี 56-1 One Report 2567 ของผู้ถูกร้องที่ 1 ยังระบุว่าการดำเนินธุรกิจการบินอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่กลับไม่มีกลไกการเยียวยาที่ชัดเจนและเข้าถึงได้สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องที่ 1 ยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอตามความรับผิดชอบที่ประกาศไว้ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การประกอบกิจการสนามบินสุโขทัยของผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเด็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของจังหวัดสุโขทัย เห็นว่าจังหวัดสุโขทัยมิได้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน โดยได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหลายประการ เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำบริเวณโดยรอบสนามบินสุโขทัยและพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรรอบสนามบินหลายโครงการ ดังนั้น แม้การดำเนินการของจังหวัดสุโขทัยจะยังไม่บรรลุผลในทางปฏิบัติ แต่เมื่อปรากฏว่าได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องโดยมีคำสั่งและโครงการที่เป็นรูปธรรม จึงไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี การดำเนินการที่ผ่านมายังขาดการศึกษาและวางแผนบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสุโขทัยทั้งระบบอย่างบูรณาการ ซึ่งหากไม่เร่งดำเนินการ อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ในอนาคต

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังบริษัทสายการบิน ผู้ถูกร้องที่ 1 ให้จัดให้มีมาตรการเยียวยาประชาชนซึ่งอาศัยอยู่บริเวณรอบสนามบินสุโขทัยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากการสร้างสนามบินสุโขทัย ให้ครอบคลุมการชดใช้ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน พืชผล และรายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยบูรณาการร่วมกับจังหวัดสุโขทัย ผู้ถูกร้องที่ 2 และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งให้กำหนดกลไกในการรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายสามารถแจ้งปัญหา และเข้าถึงมาตรการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิผล

นอกจากนี้ ให้จังหวัดสุโขทัย ผู้ถูกร้องที่ 2 สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 9 เร่งรัดโครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำขุดลอกคลองเชื่อมจากหนองป่าตอเพื่อระบายน้ำไปสู่แม่น้ำยม และร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำยมศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสุโขทัยทั้งระบบแล้วเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้ให้ช่วยเหลือประชาชนในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำหรับพิสูจน์ความเสียหายและความเดือดร้อนที่เกิดจากการประกอบกิจการสนามบินสุโขทัยและประสานงานกำกับดูแลผู้ถูกร้องที่ 1 ให้ดำเนินมาตรการเยียวยาต่อไป

ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลและติดตามให้ผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จัดทำกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ซึ่งเกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการสนามบินสุโขทัย ตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานและความรับผิดชอบของผู้ถูกร้องที่ 1 ไว้ในแบบ 56-1 One Report อย่างชัดเจนด้วย

กสม. เตรียมชงข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมได้รับผลกระทบจากราคาน้ำนมดิบตกต่ำ กระทบสิทธิในการประกอบอาชีพและมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรโคนม ในพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กรณีขอให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำนมดิบตกต่ำนั้น กสม. ได้ศึกษา รวบรวมข้อเท็จจริงและประชุมหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งเกษตรกรผู้ร้องเรียน ผู้แทนเกษตรกรโคนม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง ปรากฏข้อเท็จจริงด้านสภาพปัญหาสรุปได้ดังนี้

ในช่วงปี 2568 - 2569 ปริมาณการผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกรโคนมสูงกว่าปริมาณการรับซื้อตามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายน้ำนมโค ประกอบกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปกัมพูชาต้องระงับชั่วคราวเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้น้ำนมดิบล้นตลาด ผู้รับซื้อน้ำนมดิบจึงจำกัดปริมาณการรับซื้อหรือรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินในราคาต่ำกว่าราคากลางที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นมกำหนด ส่งผลให้เกษตรกรโคนมที่ต้องแบกรับภาระหนี้สินสะสม ขาดรายได้ที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องยุติการประกอบอาชีพเลี้ยงโคนม นอกจากนี้ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นกลไกหลักของภาครัฐที่รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพื่อแปรรูปและจำหน่าย ยังเผชิญปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณและขาดสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลให้ไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบส่วนเกินจากเกษตรกรได้อย่างเพียงพอ กลไกของรัฐจึงไม่สามารถทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาน้ำนมดิบและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กสม. เห็นว่า ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดจนส่งผลให้ราคาตกต่ำดังกล่าว กระทบต่อสิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และสิทธิในการได้รับราคาที่เป็นธรรมสำหรับผลผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งดำเนินมาตรการเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติเห็นควรให้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหา ตลอดจนกำหนดมาตรการเชิงป้องกันให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว สรุปได้ดังนี้

(1) ข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ให้รัฐบาลกำหนดนโยบายขอความร่วมมือหน่วยงานที่จัดสวัสดิการอาหารเสริม (นม) สำหรับผู้เรียน นอกเหนือจากกลุ่มเป้าหมายตามโครงการฯ เช่น โรงเรียนและศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนกีฬาจังหวัดในสังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยให้จัดซื้อนมหรือผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยเป็นลำดับแรก พร้อมกันนี้ให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน โดยขยายระยะเวลาให้เด็กนักเรียนได้บริโภคนมต่อเนื่องตลอดทั้งปี 365 วัน (จากเดิม 260 วัน) หรือขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมนักเรียนตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะทางโภชนาการให้เด็กนักเรียนและรองรับผลผลิตจากเกษตรกรโคนมที่เพิ่มขึ้นด้วย

(2) ข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาภายใน 1 ปี ให้รัฐบาลสนับสนุนรวมถึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันกำหนดนโยบายและมาตรการเชิงป้องกันปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดภายในระยะยาวให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยกำหนดมาตรการสำคัญ เช่น

สนับสนุนงบประมาณให้กระทรวงเกษตรฯ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์นมมูลค่าสูงที่ประเทศไทยยังต้องนำเข้าประมาณร้อยละ 90 เช่น ครีม เนย ชีส และนมผง ขยายตลาดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยไปยังโรงเรียนเอกชนที่มีกำลังซื้อและช่องทางออนไลน์

ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณหรือดำเนินโครงการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ดื่มนมโคสดแท้ 100% ที่ผลิตโดยเกษตรกรโคนมไทย ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมโคคุณภาพสูงให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมรายย่อยในรูปแบบสหกรณ์

ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อป้องกันปัญหาเด็กนักเรียนได้รับนมล่าช้า โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมในการจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม และรณรงค์ให้คนไทยทุกช่วงวัยดื่มนมโคสดแท้ 100% ที่ผลิตภายในประเทศ พร้อมแก้ไขประกาศว่าด้วยการแสดงข้อมูลโภชนาการบนฉลากผลิตภัณฑ์นมโดยระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ถูกต้องและชัดเจน เช่น นมโคสดแท้ 100% (น้ำนมจากแม่โคในประเทศไทย) ทั้งนี้ ให้ทบทวนและปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานด้านการบริหารจัดการโคนมและผลิตภัณฑ์นมโดยเพิ่มสัดส่วนผู้แทนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง