Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลายเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในโลกสังคมออนไลน์ เมื่อดาราท่านหนึ่งได้ไปออกรายการหนึ่งและตอบคำถามเชิงจิตวิทยาที่ว่า “ถ้าสามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน แล้วคุณช่วยได้คนเดียว คุณจะเลือกที่จะช่วยใคร” โดยดาราท่านนี้เลือกตอบว่า “จะเลือกช่วยสามี เพราะสามีคือคู่ชีวิตที่จะอยู่กับเราไปจนแก่เฒ่า

ผู้เขียนเห็นว่า คำตอบของดาราท่านนี้ไม่ได้ผิดแต่อย่างใด แต่ละคนสามารถมีคำตอบที่แตกต่างกันออกไปต่อคำถามนี้ เช่น เลือกช่วยลูก หรือ เลือกช่วยสามี หรือ เลือกช่วยทั้งคู่ หรือ เลือกไม่ช่วยทั้งคู่เลย เป็นต้น เหตุผลนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองความเข้าใจโลกและเข้าใจตัวเองของแต่ละคน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มุมมองความเข้าใจโลกของเราแต่ละคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า นอกเหนือจากความเข้าใจเชิงจิตวิทยา เราสามารถพิจารณาคำถามนี้ในเชิงปรัชญาอย่างลึกซึ้งได้และเห็นว่าวิธีการทางปรัชญาสามารถนำเราไปสู่ “ความชัดเจน” ของความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” นี้ได้

สถานการณ์สมมตินี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึง “การทดลองทางความคิด” หรือ “thought experiment” ใน “คัมภีร์เมิ่งจื่อ” (the Mengzi 孟子)  (ผู้เขียน – แทนที่จะเป็นการทดลองในโลกแห่งความเป็นจริง “การทดลองทางความคิด” คือ เหตุการณ์สมมติที่นักปรัชญาสร้างขึ้นเพื่อแสดงหรืออธิบายทฤษฎีหรือมโนทัศน์ของตนเพื่อช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจทฤษฎีหรือมโนทัศน์หนึ่ง ๆ ได้ดีขึ้น และนำไปสู่การถกเถียงทางปรัชญาและแก้ปัญหาเพิ่มเติม) ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียนจะอธิบายเกี่ยวกับ “การทดลองทางความคิด” ที่ว่านี้จากคัมภีร์เมิ่งจื่อและวิเคราะห์ว่า เราจะเข้าใจสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” ผ่านปรัชญาของเมิ่งจื่ออย่างไร และท้ายสุดแล้วตามทัศนะของเมิ่งจื่อ เมื่อ “สามี” และ “ลูก” จมน้ำ เราควรเลือกช่วยใครก่อน

ในคัมภีร์เมิ่งจื่อ เมิ่งจื่อได้กล่าวถึง “การทดลองทางความคิด” ที่มีชื่อว่า “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” (A Child about to fall into a well) โดยที่เมิ่งจื่อนำเสนอการทดลองทางความคิดนี้ขึ้นมาเพื่อโต้แย้งแนวคิดของนักปราชญ์สองท่านที่แพร่หลายอยู่ในช่วงนั้น ได้แก่ “โม่จื่อ” (Mozi 墨子) (ผู้เขียน – โม่จื่อคือเจ้าสำนักโม่ [Mojia 墨家] แนวคิดของเขาถูกพิจารณาจากโลกตะวันตกว่าเป็น “ประโยชน์นิยม” [utilitarianism] ในฝั่งตะวันออก) และ “หยางจู“ (Yang Zhu 楊朱) (ผู้เขียน – แนวคิดของหยางจูถูกพิจารณาจากโลกตะวันตกว่าเป็น “อัตนิยมเชิงจริยศาสตร์” [ethical egoism]) ทั้งสองไม่เห็นด้วยกับเมิ่งจื่อว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักยภาพทางศีลธรรมมาตั้งแต่เกิด (ผู้เขียน – เมิ่งจื่อเรียกศักยภาพนี้ว่า “ซื่อต่วน (siduan 四端)” หรือ “the four sprouts” “สี่ต้นกล้าแห่งคุณธรรม”) โดยที่โม่จื่อไม่เห็นว่ามนุษย์เกิดมามีธรรมชาติอะไรบางอย่าง แต่หยางจูเห็นว่ามนุษย์เกิดมามีธรรมชาติอะไรบางอย่างเหมือนเมิ่งจื่อ แต่ที่แตกต่างจากเมิ่งจื่อก็คือ หยางจูเห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์นี้เห็นแก่ตัว เมิ่งจื่อได้โต้แย้งแนวคิดทั้งสองด้วยการทดลองทางความคิด “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” ไว้ดังต่อไปนี้

เหตุผลที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า มนุษย์ทุกคนนั้นเกิดมามีหัวใจที่รู้สึกเมตตาต่อมนุษย์ผู้อื่นนั้นคือ สมมติว่ามีเด็กน้อยกำลังจะตกลงไปในบ่อน้ำ ใครก็ตามที่เห็นเหตุการณ์นี้จะต้องรู้สึกตื่นตระหนกและเมตตา ที่เขารู้สึกเช่นนั้นหาใช่เพราะเขาต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองจากบิดามารดาของเด็ก หาใช่เพราะเขาต้องการมีชื่อเสียงจากเพื่อน ๆ ของเขา และหาใช่เพราะเขาเดียดฉันท์เสียงร้องของเด็กถ้าเด็กตกลงไปในบ่อน้ำไม่ (ผู้เขียนแปล)

จากการทดลองทางความคิดนี้ เหตุผลที่เมิ่งจื่อเห็นว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีศักยภาพทางศีลธรรมมาตั้งแต่เกิดนั้นเนื่องจากสถานการณ์นี้เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน นั่นหมายความว่า ใครก็ตามที่เผชิญสถานการณ์นี้ไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองถึงแผนการ หรือมีเวลาพิจารณาถึงผลประโยชน์ หรือผลของการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้นจากการช่วยเหลือเด็ก กล่าวคือ ความรู้สึกตื่นตระหนกในภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและรู้สึกเมตตาสงสารที่จะช่วยเหลือเด็กให้พ้นภัยนี้มีลักษณะที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ (natural/spontaneous) ความรู้สึกที่เป็นไปเองโดยธรรมชาตินี้ต้องมาจากภายในตัวเราไม่ใช่เงื่อนไขอื่นภายนอกตัวเรา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องพิจารณาไปด้วยก็คือ เมิ่งจื่อไม่ได้บอกว่า “มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นคนดีมาตั้งแต่เกิด” (Human beings are innately good) แต่เมิ่งจื่อเห็นว่า “มนุษย์ทุกคนนั้นมีธรรมชาติที่ดีมาตั้งแต่เกิด” (Human nature is innately good) ต่างหาก ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาตินี้มาจาก “หัวจิตหัวใจ” หรือ “heart-mind” (xin 心) ของเรานั่นเอง เมิ่งจื่ออ้างว่า “หัวจิตหัวใจ” เป็นที่ที่ “สี่ต้นกล้าแห่งคุณธรรม” นั้นหยั่งรากอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่เกิด เราสามารถบ่มเพาะคุณธรรมทั้งสี่นี้ให้เจริญงอกงามผ่านกระบวนการการขัดเกลาทางจริยธรรมที่ละเอียดละอ่อน เปรียบเสมือนต้นกล้าที่ได้รับการดูแลจากเกษตรกรและเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงได้

นอกจากนั้น เมิ่งจื่อไม่ได้ระบุว่า มนุษย์ทุกคนเมื่อเผชิญเหตุการณ์นี้จะมีพฤติกรรมเข้าช่วยเหลือเด็กทุกคนเพราะบางคนอาจจะทำอะไรไม่ถูกเลยก็ได้ แต่เมิ่งจื่อยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนเมื่อเผชิญเหตุการณ์นี้จะรู้สึกตระหนกถึงภัยที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตเด็กและมีความเมตตาเกิดขึ้นในใจที่จะช่วยเหลือเด็กอย่างแน่นอน ส่วนจะแสดงออกมาเป็นการกระทำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ที่ว่าแต่ละคนพัฒนาศักยภาพทางศีลธรรมที่เป็นธรรมชาตินี้มามากน้อยเพียงใด ประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงได้ แนวคิดของเมิ่งจื่ออาจจะถูกโต้แย้งโดยกรณีของ “ฆาตกรต่อเนื่อง” (serial killers) ผู้ซึ่งดูเหมือนว่ามีจิตใจที่ปราศจากความรู้สึกรู้สาให้แก่มนุษย์ผู้อื่นมาตั้งแต่เกิด แต่เมิ่งจื่ออาจจะโต้แย้งว่า ในกรณีนี้ไม่ได้หมายความว่า ศักยภาพทางศีลธรรมนั้นไม่ได้มีมาตั้งแต่เกิดหรือไม่มีอยู่จริง หากแต่เป็นไปได้ว่าศักยภาพทางศีลธรรมที่เป็นธรรมชาติของ “ฆาตกรต่อเนื่อง” เหล่านั้นไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยเยาว์ เมิ่งจื่ออธิบายข้อโต้แย้งนี้ผ่านการทดลองทางความคิดที่มีชื่อว่า “ภูเขาหนิวชาน” หรือ “The Ox Mountain”  (คัมภีร์เมิ่งจื่อ 6A8) ในประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นด้วยกับเมิ่งจื่อเพราะหากเราศึกษาประวัติของฆาตกรต่อเนื่องหลาย ๆ คนแล้ว เช่น เจฟฟรี่ย์ ดาห์เมอร์ (Jeffrey Dahmer) เป็นต้น ทุกคนต่างมีประสบการณ์วัยเด็กที่ไม่ดีเอาเสียเลย

กลับมาที่สถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” ผู้เขียนเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวนี้มีความคล้ายคลึงกับ การทดลองทางความคิด “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” ใครก็ตามที่ถูกถามด้วยคำถามนี้จะต้องจินตนาการตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นี้เหมือนกับการทดลองทางความคิด “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” (ผู้เขียน – ในปรัชญาขงจื่อ [Confucianism] มีหลักการทางศีลธรรมที่เรียกว่า “กฎทอง” [Golden rule] เราควรปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราปรารถนาให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา และรูปปฏิเสธ “กฎเงิน” [Silver rule] เราไม่ควรปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่เราไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา โดยที่ทั้งสองหลักการนี้เราต้องใช้ “จินตนาการทางศีลธรรม” [moral imagination] ในการจินตนาการว่าหากเราเป็นผู้อื่นแล้วเราถูกปฏิบัติอย่างนี้เราคงชอบหรือไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้น เราควรหรือไม่ควรปฏิบัติเช่นนี้ต่อผู้อื่นในแบบเดียวกันที่เราปรารถนาหรือไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา) หากเราพิจารณาสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” อย่างลึกซึ้งในทางปรัชญาที่ไม่ใช่แค่คำถามเชิงจิตวิทยาอย่างเดียว เราจะเข้าใจว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงแค่สถานการณ์สมมติแต่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนกรณี “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” เราไม่มีเวลาใคร่ครวญถึงผลประโยชน์ หรือผลของการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้น หรือมีเวลาแม้แต่คำนวณถึงแผนการที่ดีที่สุดที่จะช่วยทั้งคู่ให้รอดชีวิต เราเพียงแต่เลือกช่วยได้คนใดคนหนึ่งเท่านั้น หรืออาจจะไม่เลือกช่วยใครเลยก็ได้

นอกจากนั้น สถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” ยังมีความคล้ายคลึงกับ “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” ในแง่ที่ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้จะต้องรู้สึกตื่นตระหนกในภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ “สามี” และ “ลูก” และมีความปรารถนาเมตตาที่จะช่วยเหลือทั้งคู่ให้พ้นภัยที่ว่านี้ เหมือนที่เรารู้สึกกับ “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลันเช่นนี้เราไม่ได้มีเวลาเพียงพอที่จะไตร่ตรองลึกซึ้งขนาดนั้น ฉะนั้น ถ้าหากเราเชื่อเมิ่งจื่อ ในสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” ความรู้สึกหรือการกระทำที่เราต้องเลือกจะช่วยใครคนใดคนหนึ่งนั้นต้องมาจากธรรมชาติของมนุษย์ภายในตัวเราที่ดีมาตั้งแต่เกิด เหมือนในสถานการณ์ “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” นั่นหมายความว่า การตัดสินใจของเราที่จะช่วย “สามี” หรือ “ลูก” จะต้องมีลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ลักษณะ “การคิดใคร่ครวญ” (reflective thinking) เพราะการตัดสินใจหรือการกระทำเป็นผลพวงมาจากความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติภายในตัวมนุษย์นั่นเอง ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าปรัชญาของเมิ่งจื่อปราศจากการคิดใคร่ครวญอย่างสิ้นเชิง หากแต่การคิดใคร่ครวญในปรัชญาของเมิ่งจื่อนั้นเกี่ยวข้องกับการขัดเกลาทางศีลธรรมและจะต้องสอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ภายในตัวเราที่ดีมาตั้งแต่เกิดนั่นเอง

คำถามต่อไปที่เราต้องพิจารณาก็คือ ไม่ว่าเราจะเลือกช่วยใครก็ตาม การตัดสินใจช่วยใครคนใดคนหนึ่งมีลักษณะที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติเพราะมาจากธรรมชาติของมนุษย์ภายในตัวเราที่ดีมาตั้งแต่เกิด เหมือนในสถานการณ์ “เด็กกำลังตกบ่อน้ำ” แต่ในสถานการณ์นี้ตัวเลือกไหนที่เราควรช่วยระหว่าง “สามี” หรือ “ลูก” อีกนัยหนึ่ง ตัวเลือกไหนที่ศักยภาพทางศีลธรรมที่มีมาตั้งแต่เกิดของเรานั้นมีแนวโน้มที่จะช่วยมากกว่าอีกตัวเลือกหนึ่ง

ในคัมภีร์เมิ่งจื่อ เมิ่งจื่อได้กล่าวถึง “ความรัก” ที่เรามีต่อ “หลาน” ของเรา กับ “ความรัก” ที่เรามีต่อ “ลูกของเพื่อนบ้าน” ว่า “ความรัก” ทั้งสองนี้ไม่เท่ากัน (คัมภีร์เมิ่งจื่อ 3A5.3) เป็นไปไม่ได้ที่เราจะรัก “ลูกของเพื่อนบ้าน” มากกว่าหรือรักเท่า ๆ กันกับที่เรารัก “หลาน” แท้ ๆ ของเรา ผู้เขียนสมมติว่า หาก “หลาน” และ “ลูกของเพื่อนบ้าน” กำลังจะตกบ่อน้ำพร้อมกันหรือกำลังจมน้ำพร้อมกัน หากให้เลือกช่วยได้คนใดคนหนึ่ง สำหรับเมิ่งจื่อ เราจะช่วย “หลาน” ของเรา แนวคิดนี้ตอกย้ำหลักการ “ความรักที่ไม่เท่ากัน” (differentiated love/partial care) ในปรัชญาสำนักขงจื่อ (ผู้เขียน – เมิ่งจื่อเป็นหนึ่งนักปรัชญาที่สำคัญในสำนักขงจื่อ) เราต้องมีความรักความเมตตาให้แก่คนในครอบครัวมากกว่าคนอื่นในสังคมที่ไม่ใช่คนในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม กรณี “หลาน” แท้ ๆ ของตัวเอง กับ “ลูกของเพื่อนบ้าน” นั้นไม่ยาก แต่กรณี “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” นั้นมีความซับซ้อนทางจริยธรรมมากกว่า เนื่องจากบุคคลที่กำลังเผชิญภัยในที่นี้ไม่ใช่ “คนแปลกหน้า” (เด็กที่เราไม่รู้จักหรือลูกของเพื่อนบ้าน) อีกต่อไป หากแต่เป็นคนที่เราใกล้ชิดที่สุดในครอบครัว นั่นก็คือ “สามี” และ “ลูก” ดังนั้น สถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” นี้ท้าทายแนวคิดนี้ของเมิ่งจื่อเป็นอย่างมาก

ผู้เขียนเห็นว่า ตามทัศนะเมิ่งจื่อ ในสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกันถ้าธรรมชาติที่ดีที่เรามีมาตั้งแต่เกิดนั้นได้รับการบ่มเพาะทางศีลธรรมมาอย่างเหมาะสม ดูเหมือนว่า เราจะเลือกช่วย “ลูก” มากกว่า “สามี” กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศักยภาพทางศีลธรรมที่มีมาตั้งแต่เกิดของเรานั้นมีแนวโน้มที่จะช่วย “ลูก” มากกว่า “สามี” การตีความของผู้เขียนนี้ได้มาจากตัวบทหนึ่งในคัมภีร์เมิ่งจื่อที่เมิ่งจื่อกล่าวว่า

ในสมัยก่อนมีลูกบางคนไม่ทำศพบิดามารดาอย่างเหมาะสม เมื่อบิดามารดาของเขาวายชนม์ เขานำศพบิดามารดาของไปทิ้งในร่องน้ำ สุนัขจิ้งจอกก็พากันทึ้งศพ บรรดาแมลงต่าง ๆ ก็รุมแทะศพของบิดามารดาของเขา ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นก็พลันเหงื่อตกเมื่อเห็นสภาพศพของพวกเขา คนที่ยังมีลมหายใจอยู่ต่างพากันหันหน้าหนีและไม่อยากมอง สิ่งที่อยู่ภายในใจถูกแสดงออกมาทางสีหน้าของผู้คนเหล่านั้น ฉะนั้น พวกเขากลับไปที่บ้านของพวกเขาและกลับมาที่ร่องน้ำอีกครั้งพร้อมตะกร้าและพลั่วเพื่อฝังศพของทั้งสอง ถ้าการฝังศพของทั้งสองคือสิ่งที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่าการที่บุตรกตัญญูและบุคคลที่มีมนุษยธรรมฝังศพบิดามารดาของพวกเขาอย่างเหมาะสมจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีทาง” (เต๋า) (ผู้เขียนแปล)

ในตัวบทนี้จะเห็นได้ว่ามีมนุษย์สองประเภท ได้แก่ ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมและผู้ที่มีคุณธรรม ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมเมื่อบิดามารดาของเขาตาย เขาไม่ฝังศพบิดามารดาตามจารีตประเพณี ฉะนั้น เขาไม่มีความกตัญญู ในทางกลับกัน ผู้ที่มีคุณธรรมในตัวบทนี้ถึงแม้ว่าศพไม่ใช่ศพบิดามารดาของเขาเองก็ตาม เขาไม่สามารถทนเห็นสภาพของศพของบิดามารดาของผู้อื่นที่ถูกทิ้งในร่องน้ำเช่นนั้นได้ เขาเลยช่วยฝังศพบิดามารดาของคนแปลกหน้าตามประเพณี ฉะนั้น เขาคือ “บุตรกตัญญู”

แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของขงจื่อในคัมภีร์หลุนหวี่ย์ สำหรับขงจื่อ รากของคุณธรรม “มนุษยธรรม” (เหริน 仁) คือ “ความกตัญญู” (เสี้ยว 孝) ผู้ที่มีความกตัญญูต่อบิดามารดาจะเป็นผู้ที่มีความเมตตาธรรมต่อมนุษย์คนอื่นในสังคมด้วย (คัมภีร์หลุนหวี่ย์ 1.2) (ผู้เขียน – ตามทัศนะของขงจื่อ “เหริน” คือ คุณลักษณะนิสัยทางจริยธรรมที่สำคัญของการเป็นผู้ที่มีคุณธรรมหรือ “วิญญูชน”) ในกรณีนี้ ผู้ที่มีคุณธรรมที่ได้ช่วยฝังศพบิดามารดาของคนแปลกหน้า เขาไม่ได้เป็นผู้มีความกตัญญูต่อบิดามารดาของเขาในครอบครัวเพียงอย่างเดียวแต่เขายังได้แผ่ความรักความเมตตาธรรมต่อบิดามารดาของคนแปลกหน้าด้วย แท้ที่จริงแล้ว ความเมตตาธรรมต่อมนุษย์คนอื่นในสังคมนั้นมาจากความกตัญญูที่เรามีต่อบิดามารดาของเราเป็นเบื้องต้นก่อนนั่นเอง นี่คือความหมายที่แท้จริงของ “รากของมนุษยธรรม คือ ความกตัญญู” ถ้าเรารักบิดามารดาของเราอย่างถูกต้อง เราจะรักมนุษย์คนอื่นอย่างถูกต้องเช่นกัน นี่เป็นผลมาจากการที่คน ๆ หนึ่งขัดเกลาตนเองทางจริยธรรมบนคู่ความสัมพันธ์ “พ่อแม่-ลูก” มาอย่างลึกซึ้งและเหมาะสม

ตัวบทต่าง ๆ เหล่านี้ชี้ให้เราเห็นว่า ในสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกัน” ความสัมพันธ์ระหว่าง “พ่อแม่-ลูก” นั้นดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “สามี-ภรรยา” ไม่ได้หมายความว่า “สามี” ไม่มีความสำคัญอะไรเลยต่อภรรยา แต่สำหรับนักปรัชญาในสำนักปรัชญาขงจื่อ ความสัมพันธ์ระหว่าง “พ่อแม่-ลูก” นั้นเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นพื้นฐานและเป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษย์

ดังนั้น เราเลยสรุปได้ว่า ตามทัศนะเมิ่งจื่อ ในสถานการณ์ “สามีและลูกจมน้ำพร้อมกันถ้าธรรมชาติที่ดีที่เรามีมาตั้งแต่เกิดนั้นได้รับการบ่มเพาะทางศีลธรรมมาอย่างเหมาะสม เราจะเลือกช่วย “ลูก” มากกว่า “สามี” อีกนัยหนึ่ง ศักยภาพทางศีลธรรมที่มีมาตั้งแต่เกิดของเรานั้นมีแนวโน้มที่จะช่วย “ลูก” มากกว่า “สามี” นั่นเอง

 

อ้างอิง

‘นิ้ง โศภิดา’ เผยคำตอบ ถ้าลูกกับสามีจมน้ำจะเลือกช่วยใคร? ทำชาวเน็ตเสียงแตกทั้งประเทศ. (12 กรกฎาคม 2568). เดลินิวส์ออนไลน์. https://www.dailynews.co.th/news/4908325/

Confucius. (2003). The Analects: With selections from traditional commentaries (E. Slingerland,Trans.). Hackett Publishing.

Mencius. (2008). Mengzi: With Selections from Traditional Commentaries (B.W. Van Norden,Trans.). Hackett Publishing.

Munjal, S. (2023). Childhood Trauma and Serial Killers. International Journal of Social Sciences

and Educational Research, 8(8), 2322-2342. https://www.aetv.com/real-crime/jeffrey-dahmer-childhood-serial-killer-cannibal-bones

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง