ท่ามกลางเสียงระเบิดและความไม่แน่นอนของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้ความหวังของประชาชนที่จะดำเนินชีวิตประจำวันด้วยความปลอดภัยยิ่งริบหรี่ลง ความยากลำบากของประชาชนชายแดนใต้ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคมระลอกแล้วระลอกเล่า ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษาที่เรื้อรังมานาน ปัญหาของชุมชนชาวบ้านซึ่งถูกกันออกไปจากแหล่งทรัพยากรที่เคยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตโดยการร่วมมือกันของนักการเมือง นายทุน และข้าราชการในพื้นที่แย่งชิงทรัพยากรมาจากชุมชนด้วยการผลักดันโครงการใหญ่ที่ขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดระยะเวลาอย่างน้อย 1 ทศวรรษ นับตั้งแต่รัฐประหารโดยพล.อ ประยุทธ์ เป็นต้นมาสภาพปัญหาและชะตากรรมของสามจังหวัดชายแดนใต้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หน่วยงานราชการ และหน่วยงานความมั่นคง โดยที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการเลย การแก้ไขปัญหาที่ใช้โลกทัศน์ของการมอบอำนาจทั้งหมดให้รัฐ หรือขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐเช่นนี้ เมื่อรัฐหยุดชะงัก หรือล้มเหลว ทุกอย่างจึงหยุดชะงักและล้มเหลวตามไปด้วย
ถึงเวลาแล้วที่โลกทัศน์ของการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้สมควรได้รับการปรับเปลี่ยน จากโลกทัศน์เดิมที่หันไปหาอำนาจรัฐ พึ่งพาไว้ใจอำนาจรัฐในการแก้ไขปัญหา เป็นการ “หันไปหาภาคประชาชน” ให้ภาคประชาชนเข้ามาช่วยเหลือทำงานร่วมกันเคียงบ่าเคียงไหล่กับภาครัฐ และที่สำคัญภาคประชาชนควรต้อง “ชี้นำ กำกับ และกระทั่งสามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ด้วย” โลกทัศน์ใหม่นี้ แม้รัฐหยุดชะงักหรือล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาและได้รับผลกระทบโดยตรงยังคงต้องเดินหน้าหาทางออกให้กับตัวเองอยู่ดี
การขยายอำนาจรัฐและการเอาอำนาจการจัดการชุมชน-สาธารณะ มาเป็นของรัฐ
รัฐในอดีตมิได้เป็นผู้มีอำนาจหนึ่งเดียวหรือผูกขาดอำนาจในการแก้ไขปัญหาสาธารณะเกือบทุกอย่างดังเช่นในปัจจุบัน เมืองมีอำนาจดูแลตัวเอง สถาบันการศึกษา สมาคมอาชีพ (guild) วัด โบสถ์ มัสยิด กลุ่มกิจการการกุศลต่างๆ เหล่านี้ต่างมีอำนาจเป็นของตัวเอง ดูแลปกครองตัวเอง และปกครองสังคมร่วมกันกับรัฐ กล่าวโดยสรุปคือ “รัฐและสังคม” ร่วมกันปกครองดูแลความเป็นไปและความเป็นอยู่ของผู้คน แต่ต่อมารัฐและสังคมเริ่มแยกออกจากกัน รัฐพัฒนาก่อรูปชัดเจนขึ้นและแยกตัวออกจากสังคม ขยายอำนาจ ผูกขาดอำนาจในการบริหารงานสาธารณกิจ และเกิดแนวคิดเรื่อง “อำนาจอธิปัตย์” ขึ้น[1] โดยอำนาจนี้ถือตัวเองว่าเป็นอำนาจใหญ่สุดที่อำนาจอื่นๆ เช่น อำนาจชุมชน อำนาจศาสนา อำนาจของกลุ่มจากการรวมตัวของผู้คนในรูปแบบต่างๆ ต้องอยู่ภายใต้อำนาจนี้
ก่อนหน้ายุครัชกาลที่ 5 รัฐมีหน้าที่เพียงป้องกันประเทศจากอริราชศัตรู และกำกับดูแลความเรียบร้อยภายในประเทศเท่านั้น ที่รัฐทำทุกวันนี้ไม่ว่าการศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร การอุตสาหกรรม การพาณิชย์ การคมนาคม การขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ กระทั่งการศาล และการเก็บภาษีอากร ในอดีตสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทำโดยชุมชน เอกชน และชาวบ้านเองทั้งสิ้น รัฐแทบจะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัย ร.5 นั้น แท้ที่จริงคือผลจากการริเริ่มนำเอาภาครัฐ “อำนาจรัฐ” เข้ามาทำกิจการหลายๆอย่างแทนชุมชนและชาวบ้าน กล่าวอย่างสรุปคือ “รัฐยึดอำนาจมาจากชุมชนในการจัดการเรื่องต่างๆในสังคม แล้วมาดำเนินการเสียเอง” และรัฐค่อยๆเข้าครอบงำความคิด โลกทัศน์ ของผู้คน จนรัฐกลายเป็นสิ่งสูงสุดอยู่เหนือสังคม อำนาจการครอบงำของรัฐนี่เอง ทำให้คนไทยมองไม่เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ[2]
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นในสังคม วิธีการปกติคือมอบหมายให้หน่วยงานรัฐเข้าไปแก้ไข ถ้าไม่มีหน่วยงานรัฐก็ออกกฎหมายตั้งหน่วยงานรัฐขึ้นมาเพื่อให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปทำการแก้ไข ยิ่งรัฐขยายอำนาจกว้างและลึกลงไปเรื่อยๆ ชุมชน ชาวบ้าน ยิ่งอ่อนแอ อ่อนเปลี้ย ได้แต่รอภาครัฐ และได้แต่คาดหวังว่า “ทำอย่างไรจะได้รัฐบาลและรัฐที่ดี ซื่อสัตย์ สุจริต มีประสิทธิภาพมีวิสัยทัศน์ ข้าราชการมีความจริงใจ เข้าอกเข้าใจชาวบ้าน” เรามักได้ยินเสียงเรียกร้องประสานกันของผู้คนในลักษณะเช่นนี้อยู่เสมอๆ โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีเสียงเรียกร้องให้ข้าราชการมีความจริงใจ เอาจริงเอาจัง เข้าใจวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ แต่การเรียกร้องเช่นนี้เป็นการการเรียกร้องในลักษณะผิดฝาผิดตัว เพราะธรรมชาติของรัฐ มีลักษณะที่นักรัฐศาสตร์ชี้ว่า รัฐเป็นองค์กรที่มีธรรมชาติของการใช้ความรุนแรง ถืออำนาจเป็นใหญ่ไม่ใช่ศีลธรรมหรือความเห็นอกเห็นใจ รัฐไม่ยอมให้อำนาจใดมีอิสระเหนืออำนาจรัฐ ศีลธรรมความดี ความชั่วไม่ได้เป็นกรอบให้รัฐต้องตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการ กล่าวคือ รัฐมีธรรมชาติเป็น เซคคิวลาห์ (secular: โลกวิสัยไม่ใช่ศาสนา) ด้วยธรรมชาติเช่นนี้ทำให้นักรัฐศาสตร์เห็นว่ารัฐคือความเลวร้าย (evil) แต่เป็นความเลวร้ายที่จำเป็น (necessary evil) เพราะถ้าไม่มีอำนาจรัฐจะเกิดความวุ่นวาย นักรัฐศาสตร์จึงพยายามหากลไก มาตรการ มาตรวจสอบ ถ่วงดุล กระจ่าย ผ่องถ่าย อำนาจรัฐ และ พยายามคืนอำนาจการจัดการสาธารณะที่รัฐยึดไปกลับสู่ชุมชน ชาวบ้าน
สภาที่ปรึกษาฯ : โลกทัศน์การนำภาคประชาสังคมมาทำงานร่วมกันกับรัฐ
วันที่ 3 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา ได้มีการคัดเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น จำนวน 49 คนซึ่งมาจากภาคประชาชนเพื่อทำงานร่วมกันกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ. (2567) ยกเลิกคำสั่งคสช. ที่ 14/2559 มีผลบังคับใช้ในต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลทหารซึ่งนำโดยพล อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกคำสั่งคสช. ที่ 14/2559 ซึ่งมีสาระสำคัญให้สภาที่ปรึกษาฯหยุดการทำงานและแทนที่สภาที่ปรึกษาฯด้วยการให้อำนาจกองอำนวยรักษาความมั่นคนภายใน (กอ.รมน)
พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น หรือเรียกสั้นๆว่า สภาที่ปรึกษาฯ โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการบริหารราชการไทยที่ “ภายในองค์กรของรัฐ” มีการจัดตั้งองค์กรหรือสถาบัน ที่มาจากภาคประชาชนเข้ามาช่วยเหลือทำงานร่วมกันกับรัฐ เป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคม-สาธารณะ จากการหันไปหาอำนาจรัฐเป็นการ “หันไปหาองค์กรภาคประชาชน” และที่สำคัญองค์กรสภาที่ปรึกษาฯ สามารถ “ชี้นำ กำกับ และกระทั่งสามารถลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ด้วย” การออกแบบสถาบันทางการเมืองในลักษณะนี้เป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ที่ได้สร้างกลไกทางสถาบันการเมืองขึ้นเพื่อรื้อฟื้นสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง สร้างการกระจายอำนาจ มีความสัมพันธ์กับประชาชนในแนวราบ เห็นอกเห็นใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชาวบ้านในฐานะประชาชนเหมือนกัน
บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ
1) บทบาทตามกฎหมาย สภาที่ปรึกษาฯ มีบทบาทตามกฎหมายพ.ร.บ. ศอ.บต.2553 โดยมีสาระสำคัญคือให้ความเห็นชอบ ยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (มาตรา 9(1) และทำงานคู่ขนานไปกับศอ.บต. รวมทั้งตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของศอ.บต. (มาตรา 23)
2) บทบาทในเชิงการเมืองการปกครอง: สภาที่ปรึกษาฯเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่เคยมีมาก่อน เสมือนเป็นการทดลองทางการเมืองการปกครองครั้งประวัติศาสตร์ เป็นลักษณะการ
2.1 กระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินรูปแบบพิเศษ กล่าวคือแทนที่จะให้อำนาจทั้งหมดแก่ราชการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ดังจารีตการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านๆมา การบริหารราชการแผ่นดินรูปแบบนี้ให้สภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งเป็นองค์ที่มีที่มาจากภาคส่วนประชาชน มีอำนาจกำกับและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และช่วยภาครัฐทำงาน โดยเฉพาะในมิติที่ราชการมีความยากลำบากในการเข้าถึงประชาชนอันเนื่องมาจากระบบราชการมีขั้นตอน ระเบียบ และอุปสรรคในด้านการสื่อสารและความไม่ไว้วางใจจากประชาชน
2.2 บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯในการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน สภาที่ปรึกษาฯ เป็นองค์กรที่ไม่มีระบบราชการเป็นมือไม้คอยทำงานในลักษณะสายบังคับบัญชา แต่การทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ เป็นลักษณะแนวราบผ่านเครือข่ายภาคประชาสังคม ประสานการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกๆการแก้ไขปัญหา แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนจำเป็นต้องมีองค์กรที่คอยสร้างความเข้มแข็ง สร้างเครือข่ายชุมชน สร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม ให้สามารถเข้ามาร่วมกับภาครัฐได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และมีระบบการจัดการที่ดี สภาที่ปรึกษาเป็นองค์กรที่คอยทำหน้าที่บทบาทดังกล่าว
2.3 บทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ ในเชิงวัฒนธรรม สภาที่ปรึกษาฯเป็นองค์กรที่มาจากภาคประชาชน เป็นที่รวมของผู้คนที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพและความเชื่อทางศาสนา ฉะนั้นจึงเป็นองค์กรที่รับฟังความแตกต่างหลากหลายได้เป็นอย่างดี เป็นองค์กรที่ส่งเสริม สนับสนุน ความเป็นพหุวัฒนธรรม เป็นกระบอกเสียงของการเคารพความแตกต่างซึ่งกันและกันและความมีขันติธรรมระหว่างศาสนา ดังนั้นจึงเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนสังคมพหุวัฒนธรรมในห้าจังหวัดชายแดนใต้
เมื่อเราพูดถึงสังคมพหุวัฒนธรรม สังคมแบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงมิใช่เพราะทางราชการเป็นผู้สร้างให้เกิดขึ้น หรือให้กองทัพหรือหน่วยงานความมั่นคงเป็นผู้สร้างสังคมในลักษณะนี้ หากแต่สังคมพหุวัฒนธรรมที่แท้จริงนั้นเกิดจากการขับเคลื่อนของภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม ความเชื่อ อย่างเป็นธรรมชาติ สภาที่ปรึกษาฯเป็นองค์กรที่เหมาะสม ชอบธรรม ในการขับเคลื่อนสร้างสังคมดังกล่าว
ความท้าทาย
สังคมภาคประชาชนชายแดนใต้จะร่วมกันสร้างและออกแบบองค์กรสภาที่ปรึกษาฯ อย่างไรไม่ให้สุดท้ายแล้วองค์กรนี้กลายไปเป็นระบบราชการอีกระบบหนึ่ง สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯจะร่วมกันสถาปนา จิตวิญญาณ และพฤติกรรมตลอดจนวัฒนธรรมขององค์กรพิเศษอันเกิดมาจากประชาชนนี้อย่างไรให้ สอดรับกับเจตนารมณ์และตัวบทกฎหมายที่ตั้งใจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงโลกทัศน์และการปฏิบัติการราชการแผ่นดินในจังหวัดชายแดนภาคใต้?
เกี่ยวกับผู้เขียน: อาจารย์ประจำภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 14/2559 และเป็นกรรมการกำกับการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี
[1] อเนก เหล่าธรรมทัศน์, การเมืองของพลเมือง: สู่สหัสวรรษใหม่ (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2556 พิมพ์ครั้งที่ 5), หน้า 26.
