'ประชาไท' รวบรวมความเห็นนักวิชาการหลากหลายคน มองการตัดสินใจของพรรคประชาชนโหวตเลือก 'อนุทิน ชาญวีรกูล' แคนดิเดตพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ อย่างไร มีผลดี-ผลเสียต่อตัวพรรคเองหรือไม่ ขณะที่บางส่วนร่วมตั้งคำถามทำไมไม่เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
เบื้องต้น ประชาไทรวบรวมความเห็นนักวิชาการออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 5 ก.ย. 2568 และช่วงหลังที่ประชุมสภาฯ มีมติโหวตฯ ให้อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ก่อนเลือกนายกฯ
- บางส่วนเห็นแย้งจุดยืนของพรรคประชาชน เลือก 'อนุทิน' พรรคภูมิใจไทย ก่อน 'ชัยเกษม' หลังเพื่อไทยเปิดดีลพร้อมยุบสภาฯ หลังแถลงนโยบาย พร้อมตั้งข้อสงสัยทำไมถึงรีบตัดสินใจ
- นักวิชาการ ม.รามฯ ยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ถามเหตุผล ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาลเพื่อตรวจสอบ-เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
- 'ปวิน' นักวิชาการ ม.เกียวโต เชื่อเลือกเพื่อไทยดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด ถ้าอยู่กับโรคร้าย อยากอยู่ให้สั้นที่สุด พร้อมตั้งคำถามท่าทีพรรคประชาชนจับมือภูมิใจไทย ทั้งที่อุดมการณ์ความเชื่อแตกต่างกัน มีดีลลับ 'ส้ม-น้ำเงิน' หรือไม่
หลังเลือกนายกฯ
- 'ศรีสมภพ' ม.สงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลมองรัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นปกติในโลกประชาธิปไตย
- 'ปวิน' ย้ำเลือก 'ชัยเกษม' อาจดีกว่าบนเงื่อนไขยุบสภาฯ เร็วที่สุด พร้อมมองฉากทัศน์ หากภูมิใจไทย ไม่ทำตามสัญญาหรือบริหารประเทศพลาด สังคมจะมองพรรคประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะมีส่วนในฐานะคนยกมือโหวตอนุทิน แต่หาก ‘ภูมิใจไทย’ อย่างน้อยยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน เชื่อคะแนนนิยมพรรคประชาชนเพิ่ม
- ‘วีระ’ นักรัฐศาสตร์ ม.นเรศวร มองการตัดสินใจของพรรคประชาชน ‘ไม่เวิร์ก’ เชื่อเข้าร่วมรัฐบาลร่วมเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดีกว่าเป็นฝ่ายค้าน มอง ภท.มีสิทธิเบี้ยวกลางทาง
ความเห็นช่วงก่อนเลือกนายกฯ คนที่ 32
'ธงชัย' มองการตัดสินใจเข้าใจได้ ไม่ควรประณามเกินไป
เริ่มจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา สื่อสารผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘101.World’ เมื่อเวลา 00.13 น. ของวันที่ 5 ก.ย. 2568 หัวข้อ “จดหมายจากธงชัย วินิจจะกูล: ความเห็นต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อพรรคประชาชน”
ธงชัย วินิจจะกูล (ที่มา: แมวส้ม)
ข้อความในจดหมายของธงชัย ระบุว่า เขาอยากให้พรรคประชาชนโหวตสนับสนุนนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ในตอนนั้น แต่ไม่ว่าจะโหวตทางไหนก็เห็นทั้งข้อดี และข้อเสียมากๆ เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจไปทางพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเสียงชัดเจนจากสมาชิกและคนของเขาเอง ก็ได้แต่คิดว่าก็เคารพการตัดสินใจของพรรค เชื่อว่าเหตุสำคัญคือไม่ไว้ใจพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก ถ้าจะวิจารณ์ก็มีข้อเดียว คือไม่ควรต้องรีบ น่าจะทอดเวลาออกไปได้ เดาเอาว่าข่าวเพื่อไทยพยายามดีลเอาประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมา น่าจะทำให้พวกเขารู้สึกถูกตบหน้าอีก (เขาไม่เชื่อว่าประยุทธ์ จะทำสำเร็จ ไม่รู้ว่าจริงจังหรือบลัฟด้วยซ้ำไป) ผลเลยออกมาชัดเจนขนาดนั้น
ธงชัย มองว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชน เป็นเรื่องที่ "เข้าใจได้" และเราเคารพได้ว่ามีผล (คือความเฮงซวยสารพัดของพรรคเพื่อไทยเอง ที่กระทั่ง 5-6 วันที่ผ่านมา ก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีแผน ไม่มีแนวทางหลักการใดๆ เป็นการเมืองรายวัน เป็นเกมแค่นั้นเอง)
ธงชัย มองว่าการกล่าวประณามทั้งหลายต่อพรรคประชาชนค่อนข้างเกินไป เราห้ามคนที่รู้สึกเช่นนั้นไม่ได้ แต่หากคิดสักหน่อย ทางเลือกไหนก็เลวมากน้อยต่างกันไม่มาก การตัดสินใจจึงแสนจะยาก เห็นอาการตีโพยตีพายของคนที่ค้านแล้วกลับเซ็ง เราผ่านความผิดพลาดที่เกิดจากการต้องเลือกระหว่างเลวมากกับเลวน้อยกว่าแบบนี้มาหลายครั้งมากแล้ว ความเห็นที่ต่างกันของหลายคนอยู่ที่การประเมินสถานการณ์แตกต่างกัน แต่กลับถูกทำให้กลายเป็นเรื่องผิดกับถูก มีหลักกับขาดหลัก ขาวกับดำชัดเจน ทั้งๆ ที่ไม่กี่วันก่อนทุกคนก็เห็นอยู่ว่ามันไม่ชัดเลย
ธงชัย มองด้วยว่า มุมมองการวิเคราะห์ว่ามีดีลกรณี สส. 44 พรรคประชาชนที่โดนสอบเรื่องเซ็นชื่อสนับสนุนแก้ไขมาตรา 112 มาจากไหน ข้อมูล (?) ถ้าไม่มีข้อมูลที่เชื่อได้ เขาเห็นว่าพฤติกรรมทุกอย่างของพรรคประชาชนสามารถอธิบายได้ (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม) ไม่มีมูลเลยว่าเป็นผลของดีล 44 คน การวิเคราะห์แบบนั้นจึงอาจกลายเป็นการกล่าวหากันเกินไป พรรคประชาชนต้องรับผลการติดสินใจของเขา ก็แค่นั้น
"ผมไม่เคยรู้สึกอยากแบกพรรคประชาชนเลย อย่างมากก็แค่เชียร์ให้เขาไปได้ดี แต่ผมเห็นว่าการกล่าวหาราวกับเรารู้ชัดว่าเราถูก พรรคประชาชนผิดนั้นน่าผิดหวัง" จดหมายของธงชัย ทิ้งท้าย
'พวงทอง' มอง ปชน.ควรโหวต 'ชัยเกษม'
ติง 'เพื่อไทย' ต้องชัดเจน
ศาสตราจารย์ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในเรื่องนี้ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียเมื่อ 4 ก.ย. 2568 เวลา 8.03 น. ระบุว่า ตอนนี้คัดค้านการโหวตอนุทิน ให้เป็นนายกฯ เปลี่ยนจากความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย ไปสู่ความไม่พอใจกรแทรกแซงนอกระบบ ผลคือความไม่พอใจต่อ ปชน. รุนแรงมากขึ้นอีก มันยากที่จะทำให้คนยอมรับการตัดสินใจนี้
พวงทอง ระบุด้วยว่า เธอเห็นด้วยกับข้อเสนอของอธึกกิต แสวงสุข คอลัมน์นิสต์ "ใบตองแห้ง" ว่าพรรคประชาชนควรโหวตสนับสนุนชัยเกษม เป็นนายกฯ และให้ประกาศยุบสภาฯ ทันที เพื่อล้มข้อตกลงของอนุทิน เพราะกระบวนตามระบอบประชาธิปไตยถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัด พร้อมทิ้งท้ายว่า ‘พรรค ปชน. ไม่ใช่คนคุมเกม ไม่ใช่คนกำหนดกติกาอย่างที่เข้าใจ’
พวงทอง ยังได้โพสต์ท่าทีของพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแถลงให้สัญญากับประชาชนว่า หากได้รับการโหวตเป็นนายกฯ จะยุบสภาฯ ทันทีหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยเธอมองว่าพรรคเพื่อไทยควรจะมีการเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งลงนามโดยชัยเกษม แคนดิเดตนายกฯ และแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อรับประกันว่าจะยุบสภาฯ ทันทีภายใน 3 วัน และให้ชัยเกษม เดินทางไปพบผู้บริหารพรรคประชาชน
ที่ผ่านมา ชัยเกษมถูกกันออกจากการทำข้อตกลงกับพรรค ปชน. ทั้งๆ ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทำตามคำสัญญาของเพื่อไทยด้วยตนเอง
พวงทอง ระบุต่อว่า หากไม่ทำเช่นนี้ จะทำให้พรรค ปชน. ไว้วางใจได้อย่างไรว่า พรรคเพื่อไทยจะไม่เบี้ยวอีก จะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองว่าคุณชัยเกษม ออกมาบอกว่า "ไม่รู้เรื่อง เขาไม่เคยมาบอกผม ผมไม่เคยสัญญากับใคร" "พรรคพูดลอยๆ ไม่เคยสัญญากับพรรค ปชน.ว่าจะยุบสภาฯ ทันที สถานการณ์เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน บลาๆๆๆ" จนถึงวันนี้ดิฉันก็ยังเชื่อว่าเพื่อไทยจะบิดพลิ้วทำนองนี้ได้อีก
พวงทอง ระบุต่อว่า พรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วตระบัดสัตย์มาหลายครั้งหลายหนทั้งต่อพรรค ปชน. และประชาชน ทั้งเรื่องที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยจนพวกคุณไม่เหลือเครดิตใดๆ อีกแล้ว อย่าตีกินกระแสเรียกร้องให้พรรค ปชน.ไม่โหวตให้ภูมิใจไทยแบบเอาแต่ได้ โดยไม่ผูกมัดตัวเอง
‘ปวิน’ เสนอ ปชน.โหวต 'ชัยเกษม'
ขอเจอโรคร้ายสั้นที่สุด
ตั้งข้อสงสัยเร่งเซ็น MOA
ด้านปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นการตัดสินใจของพรรคประชาชน สนับสนุนนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า วันนี้ (5 ก.ย.) จะมีการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่แล้ว แต่เธอยังเห็นว่า ยังพอมีเวลาที่พรรคประชาชนจะโหวตชัยเกษม เพื่อนำไปสู่การยุบสภาฯ ทันที เพราะนี่คือจุดมุ่งหมายของพรรค ถ้าจะเอาคำของคนในพรรคมาพูดเอง การโหวตนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรับรองพรรคที่โหวตให้ แต่ขึ้นกับผลที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับการโหวตเพื่อรับรองเพื่อไทย โหวตเพราะต้องการยุบสภาฯ ทันที ก็น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ยอมรับได้ ส่วนตัวอาจารย์ปวิน ยืนยันว่าไม่ชอบทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย แต่ให้เลือกได้ จะขอเผชิญกับโรคร้ายในเวลาที่สั้นที่สุด
นอกจากนี้ ปวิน ได้ตั้งข้อสังเกตมติของพรรคประชาชนที่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และพยายามวิเคราะห์ว่า ‘ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือกเส้นทางนี้ ซึ่งอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะมีเรื่อง “ดีล” เข้ามาเกี่ยวข้อง
ปวิน กล่าวต่อว่า พอพูดแบบนั้นดิชั้นก็ถูกโจมตีทันที มีการตั้งคำถามว่ามีข้อมูลหลักฐานหรือไม่ คนถามนี่ก็แปลก มันมีดีลไหนในโลกบ้างที่มีเอกสาร ‘hard copy’ ออกมา ‘ดีลคือดีล’ มันน่าที่จะเป็นดีลที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นจากคนภายนอก แต่แม้มองไม่เห็นดีล ในหลายกรณีเราก็เชื่อว่ามีดีล ‘ทักษิณกลับบ้านคือดีล’ เราทุกคนเชื่อว่าเป็นดีล มันกลายมาเป็น ‘normative view’ (มุมมองแบบบรรทัดฐาน) ไปแล้ว แต่ที่เราเชื่อว่ามันเป็นดีล เพราะสิ่งที่ปรากฏตามมามันทำให้เราเชื่อเช่นนั้น อาทิ การได้กลับบ้าน การได้ยกเว้นการกักขังในเรือนจำ การได้อภิสิทธิ์การรักษาพยาบาล การที่เพื่อไทยได้ตั้งรัฐบาลแม้แพ้การเลือกตั้ง จึงทำให้เราเชื่อว่ามันมีดีล แม้เราไม่เคยเห็นเอกสาร หรือเห็นทักษิณเดินเข้าวังไปเจรจา
สำหรับของเรื่องดีลพรรคประชาชน มาจากแนวคิดเดียวกัน เราเห็นเอกสารลายแทงของเค้าหรือไม่ ไม่เห็น แต่ดิชั้นเห็นการจับมือของประชาชนกับภูมิใจไทย คนมองการเมืองวันนี้คงจะ naive (ไร้เดียงสา) ถ้ามองไม่เห็นว่าการเมืองคือเรื่องของดีล ดีลมันเกิดขึ้นทุกวัน จะดีลดีหรือเลว มีความชอบธรรมหรือไม่ การที่ผู้นำพรรคประชาชนเคยพยายามทำดีลกับฝ่ายตรงข้ามมันก็ปรากฏมาแล้วในอดีต เช่น การที่ปิยบุตร แสงกนกกุล นัดพบอภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่ประกอบการวิเคราะห์เรื่องดีลวันนี้ การวิเคราะห์ก็คือการวิเคราะห์ แต่การวิเคราะห์ไม่ควรจะเกิดในอากาศ การวิเคราะห์มันก็มาจากหลักฐานในอดีตหรือปัจจุบัน หรือจากสมมติฐานที่ตั้งบนการสังเกต ที่บอกให้เรารู้ถึงความน่าจะเป็น แต่การวิเคราะห์ทั้งหลายแม้อยู่บนข้อเท็จจริงก็อาจผิดได้ และการวิเคราะห์ก็อาจผิดได้ เราไปพูดในหลายรายการมากว่าอย่าเอาอะไรกับนักวิชาการที่ต้องคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดในอนาคต เพราะเรามีโอกาสผิดได้มากพอกับที่เราถูก
สาเหตุที่พูดเรื่องดีลพรรคประชาชนขึ้นมา เพราะไม่เคยมองการเมืองไทยว่าเป็นพื้นที่จริยธรรม การเมืองคือเรื่องการต่อรอง ประนีประนอม แฟนคลับพรรคย่อมไม่เห็นด้วย และมักจะมองพรรคที่ตัวเองรักบนผ้าสีขาว แต่ในฐานะนักวิชาการไม่อยากมองว่ามันคือพื้นที่จริยธรรม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะพยายามหาความชอบธรรมมาอธิบายการตัดสินใจของพรรค แทนที่จะพยายามเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการตัดสินใจแบบนั้น เราไม่ปฏิเสธเลยว่า สส.พรรครุ่นใหม่หลายคนมีอุดมการณ์ที่แข็งแกร่งมาก และเราชื่นชมเค้าเสมอ ทั้งเจอเป็นส่วนตัว แวะมาหาที่เมืองเกียวโต (ประเทศญี่ปุ่น) เขียนหลังไมค์คุยกัน หรือเชิญมาเป็นแขกในรายการ อยากให้ สส.เหล่านี้ช่วยมาคอนเฟิร์มในสิ่งที่เราพูดด้วย แต่ไม่แน่ใจการตัดสินใจของผู้นำระดับสูงของพรรค เพราะถ้ากลับไปเรื่องที่เราพูด เราไม่มองพื้นที่นี้เป็นพื้นที่จริยธรรม แต่มองพวกเขาเป็นนักการเมือง ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องต่อรอง และการต่อรองในการเมืองไทยนั้น จริยธรรมเป็นสินค้าที่เอาไปต่อรองไม่ได้ ก็เท่านั้น ผู้นำของพรรคประชาชนกำลังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้การต่อรองเหล่านี้ เป็นการอัปจากนักอุดมการณ์มาเป็นนักการเมือง เราก็ได้แต่หวังว่าการเรียนรู้การเป็นนักการเมืองของพวกเขา เขาจะเลือกหนทางที่ถูกต้อง เหมือนกับอุดมการณ์ตอนตั้งพรรคของพวกเค้า
ท้ายสุด ปวิน ทิ้งท้ายในโพสต์ว่า ถ้าใครที่ติดตามตัวเขา จะเห็นว่าเขาให้กำลังใจพรรคประชาชนเสมอๆ และที่พูดต้องบอกว่าไม่มีอคติ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคฯ ไม่เคยมองตัวเองเป็นแฟนคลับ แต่ชื่นชมอุดมการณ์ของพรรคนี้เสมอ ดังนั้น การพูดถึงเรื่องดีล เพื่อประกอบคำอธิบายว่าทำไมพรรคประชาชนถึงสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ แบบเร่งรัด ไม่ได้มาจากอคติ แต่มาจากการวิเคราะห์และสังเกตการณ์การเมือง
ถอดบทเรียนการเมืองมาเลย์
ตั้งคำถาม ปชน.ไม่ร่วมรัฐบาล
ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก หลังกรณีพรรคประชาชน แสดงจุดยืนสนับสนุนอนุทิน เป็นนายกฯ โดยยกบทเรียนการเมืองมาเลเซีย ระหว่างอันวาร์ อิบราฮิม และมหาเธร์ โมฮัมหมัด
มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง (ที่มา: แฟ้มภาพเมื่อ 9 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก Muhammad Ilyas Yahprung New)
มูฮัมหมัดอิลยาส กล่าวว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปมาเลเซีย เมื่อปี 2561 พรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ได้พ่ายแพ้แก่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ โดยมีอันวาร์ อิบราฮิม เป็นผู้นำแนวร่วม แต่อันวาร์ อยู่ในคุกไม่สามารถเป็นนายกฯ ได้ จึงมีการวางแผนไว้ก่อนหน้านั้นให้มหาเธร์ ศัตรู่เก่าและศัตรูตลอดกาลของอันวาร์ และแนวร่วม มาเป็นนายกฯ ทั้งที่พรรคของมหาเธร์ ได้ เพียง 11 เสียงเท่านั้น
บริบทก่อนการเลือกตั้งมาเลเซีย ระบบยุติธรรมของมาเลเซียพังพินาศ เพราะนาจิบ ราซัค นายกฯ จากพรรคอัมโน คนก่อนใช้กระบวนการยุติธรรมปกปิดตัวเอง และพวกจากความผิด
นอกจากนี้ นาจิบ เพิ่งยกเลิกกฎหมาย ISA (จับทุกคนที่สงสัย) แต่องคพายพทั้งหมดในมาเลเซีย ซึ่งถูกจัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2500 ยังอยู่ครบ คือระบบการเมืองนิติสงครามในมาเลเซียหนักพอๆ กัน หรืออาจจะหนักกว่าระบบในเมืองไทยปัจจุบัน แต่พรรคแนวร่วมปากาตันฯ ก็ให้มหาเธร์ มาเป็นนายกฯ และ "เข้าร่วมรัฐบาล" เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรม (แน่นอนเพื่ออำนาจ)
2 ปีที่พรรคแนวร่วมฯ ทำงานกับมหาเธร์ โมฮัมหมัด ไม่ค่อยมีผลงานมากนัก เพราะถูกมหาเธร์ กลบรัศมี อีกทั้งระบบราชการมาเลย์คุ้นชินกับอัมโน มาตลอด 60 ปี พรรคฝ่ายค้านไม่เคยบริหารงานจริงๆ แต่สิ่งหนึ่งที่พรรคแนวร่วม ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ ผลักดันสำเร็จคือ ‘ปฏิรูประบบยุติธรรม’ เรื่องนี้ไม่มีข้อถกเถียง
‘ปากาตัน’ ไม่โหวตให้มหาเธร์ แล้วบอกว่า ‘เราจะรอดูพวกเอ็งทำตามสัญญานะว่าจะปฏิรูประบบยุติธรรม’ หากแต่เมื่อถือเสียงข้างมาก ‘ปากาตัน ฮาราปัน’ เข้าไปทำเองเลยทั้งๆ ที่ระบบในตอนที่ปากาตัน ฮาราปัน เข้าไปมันเลวร้ายมากๆ
ดังนั้น นี่จึงเป็นคำถามตัวโตจากอาจารย์รามคำแหง ถึงพรรคประชาชนว่า เหตุใดพรรคประชาชน ไม่เข้าร่วมรัฐบาลและใช้อำนาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องรอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนถึงเข้าไป (ถ้าใช้ตรรกะนี้เราจะวัดความสามารถด้วยอะไร หรือรอให้คนอื่นปูทางให้ราบรื่นก่อนที่ตัวเองจะเข้าไป)
หรือว่าพรรคประชาชนต้องการให้ตัวเองมีอำนาจบริหารสูงสุด (เป็นนายก) จึงจะทำงานร่วมกันกับคนอื่นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (ถ้าใช้ตรรกกะนี้แสดงว่าทำงานร่วมกับคนอื่นได้ก็ต่อเมื่อมีอำนาจมากกว่าเขา)
หรือต้องเข้าร่วมก็ต่อเมื่อมีการเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นอยู่ แต่ถ้าใช้ตรรกกะนี้ ทำไมไม่เข้าไปมีอำนาจเพื่อผลักดันด้วยตัวเอง ต้องรอให้คนอื่นผลักดัน
สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดทางค่อนข้างตัน และเข้าทางฝ่ายอำนาจนิยมรัฐพันลึก และก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก ส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญ มาจากการที่พรรคประชาชน ซึ่งกุมเสียงมากสุดไม่เข้าร่วมรัฐบาล แต่จะโหวตนายกฯ คนที่ได้รับการพิสูจน์มาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นผู้ตระบัดสัตย์ พลิกลิ้น อยู่ฝ่ายอำนาจนิยม ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน มีปัญหาคดีฮั้ว สว.คดีเขากระโดง ฯลฯ
ถ้าเข้าร่วมรัฐบาล คนที่เขาเลือกมาอย่างน้อยเค้าคิดว่าอย่างน้อยมีคนของเราอยู่ในรัฐบาล อาจพอสอดส่องทัดทาน เป็นหูเป็นตาได้
ทั้งนี้ ย้อนไปในวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้เซ็นสัญญา ‘MOA’ อย่างเร่งรีบ โดยมีเงื่อนไขจำนวน 5 ข้อ และหนึ่งในนั้นคือ พรรคประชาชนจะยกมือโหวตให้อนุทิน เป็นนายกฯ โดยไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาล
เมื่อ 5 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 16.00 น. ที่ประชุมสภาฯ ได้ลงมติให้ ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ คนที่ 32 อย่างไม่เป็นทางการ ด้วยคะแนน 311 เสียง ต่อ 152 เสียง
'อนุสรณ์' เสนอทำให้เห็นชนชั้นนำ
แทรกแซงการเมืองไทยอย่างไร
อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า การเมืองไทยอยู่ใต้การกำกับของเครือข่ายชนชั้นนำมาอย่างยาวนาน หลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ก็ไม่เด่นชัดเท่ากับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (หรือนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้น) ซึ่งปรากฏทั้งในรูปแบบของกลุ่มการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมเชิงปฏิกิริยา ศาลรัฐธรรมนูญ/องค์กรอิสระ/ตุลาการ รัฐประหาร รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาจนกระทั่งรัฐบาลชุดที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ครั้งนี้
อนุสรณ์ กล่าวว่า ไม่ตั้งความหวังกับพรรคการเมืองใดว่าจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เพราะทุกพรรคต่างแข่งขันในเกมที่ทั้งกติกา และกรรมการจะตัดสินให้ผลออกมาเป็นไปตามที่เครือข่ายชนชั้นนำวางไว้ การขับเคี่ยวช่วงชิงกันเพื่อให้ได้เก้าอี้ในสภาฯ หรือว่าการรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นเพียงการปะทะในสมรภูมิเฉพาะหน้าที่มีสงครามใหญ่เป็นฉากหลัง และหากไม่ระมัดระวังก็อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้
โพสต์ของอนุสรณ์ ระบุว่า สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าการกล่าวหาและการชิงไหวชิงพริบกันไปมาในการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ ไม่ว่าจะโดยพรรคไหนนอกเหนือจากการดื้อแพ่งด้วยการไม่ยกมือให้ตามบัญชาแล้ว คือการเปิดโปงให้เห็นว่าเครือข่ายชนชั้นนำเข้ามากำกับทิศทางการเมืองไทยอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่ผ่านมา หรือการผนึกกำลังของเครือข่ายสีน้ำเงินในทั้ง 2 สภาที่มีมาสักระยะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปัดตกการขอให้มีการยุบสภาฯ ที่เกิดขึ้นล่าสุด
เพราะไม่แล้วฝ่ายที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงก็จะแพ้ทั้งในสมรภูมิเฉพาะหน้า และในสงครามระยะยาว และเราก็อาจจะไม่เหลืออะไรเลย
ความเห็นหลัง 'อนุทิน' ได้เป็นนายกฯ
'ศรีสมภพ' มอง รบ.เสียงข้างน้อย
เรื่องปกติบนโลกประชาธิปไตย
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลนครินทร์ ให้ความเห็นหลัง ปชน.สนับสนุนภูมิใจไทย เป็นนายกฯ ว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลแบบนี้บริหารงานด้วยการเจรจาต่อรองประนีประนอม และได้รับเสียงสนับสนุนจากฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นรัฐบล เพื่อสร้างสันติสุข และการแบ่งสรรปันส่วนการใช้อำนาจ (peace and power-sharing) ในการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี (แฟ้มภาพจากเว็บไซต์ PSU Broadcast)
ศรีสมภพ นิยามว่า คำว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือสภาแขวน (Hung Parliaments) หรือรัฐบาลที่ไม่มีเสียงส่วนมาก (Governments without a majority) รัฐบาลเสียงข้างน้อยเกิดขึ้นเมื่อพรรคที่เป็นรัฐบาล หรือรัฐบาลผสมได้เสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของที่นั่งในสภานิติบัญญัติ แต่ยังคงเป็นรัฐบาลที่ปกครองประเทศโดยอาศัยการสนับสนุนชั่วคราวจากพรรคการเมืองฝ่ายอื่นๆ เพื่อผ่านกฎหมาย และรักษาตัวให้รอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจ และขอย้ำเรื่องการสนับสนุนชั่วครั้งชั่วคราว (ad-hoc support)
ศรีสมภพ ยกตัวอย่าง กรณีของรัฐบาลเสียงข้างน้อยในระบอบประชาธิปไตยในโลกปัจจุบัน ดังนี้
แคนาดา - รัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากระบบการเมืองแบบหลากหลาย (Multi-Party System) ยกตัวอย่าง รัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคเสรีนิยม นำโดย จัสติน ทรูโด ช่วงปี 2562-3564 และอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง 2564 จนถึงปัจจุบัน หรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยของพรรคอนุรักษนิยมของสตีเฟน ฮาร์เปอร์ เกิดขึ้นระหว่างปี 2549-2551 และปี 2551-2554
ในออสเตรเลีย การเลือกตั้งปี 2553 ทำให้เกิดสภาฯ แขวน พรรคแรงงานของ จูเลีย กิลาร์ด ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรคอิสระ และพรรคกรีนส์
สหราชอาณาจักร ช่วงปี 2560-2562 รัฐบาลอนุรักษนิยมของเทเรซา เมย์ สูญเสียเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ และเอาตัวรอดในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยด้วยการสนับสนุนจากพรรค DUP ของไอร์แลนด์เหนือ หรือก่อนหน้านี้คือรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคแรงงานในช่วงทศวรรษที่ 2463 และ 2513
ประเทศสวีเดน มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยบ่อยๆ เพราะระบบผู้แทนตามสัดส่วนทำให้เสียงข้างมากเกิดขึ้นได้ยาก
อินเดีย เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย 2-3 ครั้ง เช่น ในปี 2534 รัฐบาลคองเกรส และในปี 2534 รัฐบาล นาราซิมฮา เรา และปี 2539 รัฐบาลพรรค BJP ของวัชปายี
ในสเปน รัฐบาลสังคมนิยมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยตั้งแต่ปี 2561 โดยอาศัยการสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ ในระดับภูมิภาค
แล้วรัฐบาลเสียงข้างน้อยทำหน้าที่อย่างไรในทางปฏิบัติ
ศรีสมภพ ระบุต่อว่า 1. การสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในระบอบรัฐสภา รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นไว้วางในต่อสภานิติบัญญัติ หรือสภาล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และได้เสียงที่พอเพียงในการลงมติกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี นอกจากนี้รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะเจรจาต่อรองกับพรรคอื่นเพื่อไม่ให้ระบบล่ม
2. รัฐบาลผสมมักจะแบ่งปันจัดสรรตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เป็นเสียงข้างมาก แต่รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่ทำอย่างนั้น พรรคที่เป็นรัฐบาลจะรักษาไว้ซึ่งจัดการควบคุมคณะรัฐมนตรี แต่จะแสวงหาการสนับสนุนเป็นรายประเด็นต่อประเด็นจากพรรคอื่นๆ หรือฝ่ายอิสระ
3. รัฐบาลเสียงข้างน้อยจะพยายามต่อรองกับพรรคอื่นๆ เพื่อผ่านกฏหมาย เป็นการต่อรองเป็นรายกฎหมาย การประนีประนอมหมายถึงการยอมทำนโยบายบางอย่างตามที่ตกลงต่อรองหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฏหมาย เพื่อให้ได้เสียงพอเพียงในการลงมติในสภาฯ
4. รัฐบาลเสียงข้างน้อยมักจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะแพ้ในรัฐสภาทำให้รัฐบาลล่ม รัฐบาลแบบนี้จึงอายุไม่ยาวและยุบสภาโดยเร็วให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ในบางที่ก็อาจมีอายุยาวเช่น สวีเดน และเดนมาร์ก
'ปวิน' มองขั้นต่ำต้องยุบสภาฯ
หาก ภท.ผิดสัญญา
ปชน.เตรียมรับผิดร่วม
หลังการเลือกนายกฯ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ให้สัมภาษณ์ ‘Today’ กล่าวว่า สำหรับเขายังลังเลเกี่ยวกับการตัดสินใจของพรรคประชาชน เลือกให้พรรคภูมิใจไทยเป็นนายกฯ แต่บอกแบบนี้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับการเลือกชัยเกษม แต่เห็นด้วยกับเลือกชัยเกษมบนข้อเสนอที่ว่ายุบสภาฯ เลยทันที หลังการแถลงนโยบาย
นักวิชาการจาก ม.เกียวโต มองว่าการไม่โหวตให้ใครเลย มันอาจจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่เข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นตัวเลือกของพรรคประชาชน แต่อยากจะใช้คำพูดของพรรคประชาชน ถ้าจุดหมายปลายทางอยู่ที่การยุบสภาฯ และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย คือการยุบสภาฯ ให้เร็วกว่า ถ้าเราต้องอยู่กับตัวเลือกที่แย่ คิดว่าก็ขออยู่กับมันให้น้อยที่สุด แต่ให้คาดการณ์ก็ไม่มีอะไรที่การันตีว่าพรรคเพื่อไทย จะปฏิบัติตามข้อเสนอที่เคยให้ไว้ และพรรคเพื่อไทยก็เคยตระบัดสัตย์มาแล้ว
“ถ้าอยู่บนเงื่อนไขที่ว่ายุบสภาฯ ดีที่สุด ผมว่าเลือกเพื่อไทยดีกว่า” ปวิน ระบุ
ทั้งนี้ หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 และพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกล ไปไม่ถึงฝันเป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยเคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะว่าไปจับมือร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคอนุรักษนิยมอื่นๆ จัดตั้งรัฐบาล และทำให้เศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกฯ จึงที่มาที่บางคนต่อว่าพรรคเพื่อไทยว่า ‘ตระบัดสัตย์’
ปวิน มองว่า แม้ว่าณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะอภิปรายว่าเลือกอนุทิน ไม่ได้ให้มาบริหารประเทศ แต่เลือกให้มายุบสภาฯ แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป งานหนักจะอยู่กับพรรคประชาชน เพราะว่าพรรคประชาชนต้องทำให้มั่นใจว่าอนุทิน ชาญวีรกูล จะปฏิบัติตามสัญญาใน MOA อันนี้เป็นความเสี่ยง แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยปฏิบัติตามสัญญา คะแนนนิยมของพรรคประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างนอน แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่ปฏิบัติตาม พรรคประชาชนก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะว่าเป็นคนโหวตสนับสนุนให้อนุทิน ขึ้นมาเป็นนายกฯ
“มันมีการยุบสภาฯ จริงภายใน 4 เดือน ผมไม่หวังเลยนะเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าโอกาสมันเกิดขึ้นน้อยมาก แต่สำหรับผมล้างไผ่ใหม่ ยุบสภาฯ มันเป็นสิ่งที่ผมพอใจอย่างต่ำสุด เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่ามันถึงจุดนั้นที่ 4 เดือน คุณอนุทิน รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน ผมคิดว่าจุดนี้พรรคประชาชนสามารถที่จะลุกขึ้นยืน พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเห็นไหม เพราะคุณมีศรัทธาในตัวเรา และตลอดเวลา 4 เดือน เราทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างดี ตรวจสอบรัฐบาล แล้วกำกับดูแลให้รัฐบาลของคุณอนุทิน ยอมยุบสภาฯ และเขาก็ทำจริงๆ ผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นคะแนนบวกให้กับพรรคประชาชน แต่ว่าในทางตรงกันข้ามเรากลับมาเรื่องเกี่ยวกับอะไรที่มันยืดยาวไปกว่านั้น พรรคประชาชนอาจจะตกที่นั่งลำบาก เช่น ตกหลุม ไม่จริงใจ ไม่ได้ยึดมั่นกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย เราบอกคุณตั้งแต่วันนั้นแล้ว มันจะต้องหลั่งไหลเข้ามาในวันนั้น”
“เพราะฉะนั้น การยุบสภาฯ ไม่ได้เป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคภูมิใจไทยอย่างเดียว มันดันกลายมาเป็นภาระอันหนักอึ้งของพรรคประชาชนด้วย” ปวิน กล่าว
ปวิน กล่าวต่อว่า ต่อให้พรรคประชาชนบอกว่าไม่ได้โหวตให้มายุบสภาฯ แต่แยกกันลำบาก สมมติว่ามันมีอะไรพลาดใน 4 เดือนนี้ ทั้งพรรคภูมิใจไทยหรือรัฐบาลพลาด จะต้องมีการพาดพิงถึงพรรคประชาชนแน่นอน มันกลายเป็นเรื่องตกกระไดพลอยโจนไปแล้ว มันน่าจะออกมารูปแบบนี้
ส่วนของพรรคประชาชนเองก็เหมือนกัน ถ้ามีการพลาดในด้านนโยบายอื่นๆ ไม่เกี่ยวกับการยุบสภาฯ นอกจากพรรคเพื่อไทยจะเอามาเป็นจุดโจมตีของพรรคประชาชนแล้ว บอกตรงๆ มันก็เป็นข้ออ้างลำบากที่พรรคประชาชน จะเอาตัวเองหลุดออกมาจากมัน เพราะเหตุผลที่ว่าคุณโหวตให้เขาออกมาเป็นนายกฯ เพราะว่าในแง่ของตรรกะ เพราะคุณโหวตให้เขาเป็นนายกฯ เพราะฉะนั้น คุณสนับสนุนหรือไว้ใจเขา
นักรัฐศาสตร์มอง ปชน.ตัดสินใจผิด
เชื่อ ภท.เบี้ยวสัญญากลางทาง
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร ให้สัมภาษณ์กับมติชนทีวี เมื่อ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา มองผลกระทบ 3 อย่างหลังจากเลือกนายกฯ ดังนี้
- รัฐบาลจะบริหารยาก เพราะว่าเป็นเสียงข้างน้อย กฎหมายจะโดนโหวตตกหมดเลย และมีข้อสงสัยด้วยว่า ถ้าพรรคประชาชนไปช่วยหนุนให้อนุทิน เป็นนายกฯ แล้ว เรื่องอื่นๆ จะช่วยด้วยหรือเปล่า อภิปรายไม่ไว้วางใจช่วยหรือไม่ โหวตผ่านกฎหมายช่วยหรือไม่ ขอนับองค์ประชุมจะช่วยด้วยหรือเปล่า คำถามคือพรรคเพื่อไทย ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องเขากระโดง หรือฮั้วเลือก สว. พรรคประชาชนจะทำยังไง จะประคองรัฐบาลต่อหรือไม่เพื่อให้ไปยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่
- มันจะเกิดนิติสงครามมุมกลับ มาตราเดียวกันที่สอยเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เรื่องจริยธรรม พรรคเพื่อไทยจะเอามาใช้กับพรรคภูมิใจไทย และเขาพร้อมจะเล่นอยู่แล้ว แนวทางพรรคเพื่อไทยเป็นปฏิบัตินิยม
- มีความพยายามจะปลุกพลังนอกสภาฯ ถ้าเพื่อไทยจวนตัวสู้ไม่ได้ ก็อาจจะไปเล่นเกมปลุกพลังมวลชนนอกสภาฯ ซึ่งอาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตยฯ แต่จะมีกลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นม็อบเสื้อแดง ฟื้นคืนมาอีกครั้ง
ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า MOA ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงด้วยกัน มีหนึ่งในข้อที่อาจจะผิดรัฐธรรมนูญคือข้อที่เขียนว่าห้ามให้รัฐบาลรวมเสียงจนเป็นเสียงข้างมาก และ สส.เพื่อไทย เผยว่าจะลากไปจนยุบพรรคฯ เลย วีระ มองว่ายังไม่ถึงจุดที่จะบอกว่าเป็นการแทรกแซงทางการเมืองที่จะมากำหนดทิศทางทางการเมือง เพราะว่ามันเป็นข้อตกลงเท่านั้น และถ้าดูจากสถานกาณณ์ พรรคภูมิใจไทย จะไม่ยอมปฏิบัติตามเป็นเสียงข้างน้อย และเราจะเห็นปรากฏการณ์ตกปลาในบ่อเพื่อน มีการขนผลไม้ไปแจกในสภาฯ และนี่คือลักษณะของนักการเมืองอาชีพ และเรื่องนี้ภูมิใจไทยไม่ผิด เพราะบอลมาเข้าเท้าภูมิใจไทยเอง
อาจารย์ ม.นเรศวร ยังมองการตัดสินใจของพรรคประชาชนว่า “ผิด” เพราะพรรคประชาชน และเพื่อไทยมีถึง 280 เสียง ไม่น่าเป็นฝ่ายค้าน และตั้งคำถามว่าทำไมพรรคเพื่อไทยไม่จับมือพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง 280 เสียง หรือเอาพรรคชาติไทยพัฒนามารวมด้วยก็ได้ เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งมันดีกว่าฝ่ายค้านที่เข้มแข็งไม่ใช่หรือ แดง-ส้มควรเป็นพลังประชาธิปไตยเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ใช่หรือ
วีระ กล่าวต่อว่า เขามองยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนคือแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน เพราะว่าต่อให้แข่งขั้นเลือกตั้งภายใต้กติกานี้ ผลก็จะออกมาแบบเดิมคือพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน แต่ทางพรรคเพื่อไทย ยุทธศาสตร์คนละแบบคือต้องการสอย สว.ก่อน แล้วค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคประชาชนจะยืมมือ สว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เขามองว่าถ้า 2 พรรคส้ม-แดงไม่จับมือกัน ไม่มีวันได้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
วีระ มองว่า เหตุผลที่พรรคประชาชนไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทยเองก็ฟังไม่ขึ้นที่บอกว่าไม่จริงใจ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าต้องตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกฯ ภายในกี่วัน เราสามารถปล่อยให้เวลาทอดยาว และให้คนที่เราจะไปจับมือพิสูจน์ตัวเอง อาจจะให้กฎหมายประชามติออกก่อน หรือให้แสดงอะไรบางอย่างเพื่อสื่อสารถึงความจริงใจก่อนที่จะจับมือกับพรรคนั้น ดังนั้น มันน่าสงสัยคือทำไมต้องรีบทำขนาดนั้น
“ในทางการเมืองมันน่าสงสัย เพราะทุกครั้งที่มีการต่อรองไม่มีอะไรฟรี ถ้าพรรคประชาชนโหวตให้เขาฟรี คุณได้อะไรกลับมา ตรงนี้ในฐานะคนดูการเมืองหรือในฐานะคนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องตั้งคำถามเยอะๆ ว่าพรรคประชาชนจะได้อะไรมาในอนาคต ในวันนี้เรายังไม่อยากกล่าวหาอะไร มันคุ้มหรือเปล่าการไปเลือกพรรคภูมิใจไทย” วีระ กล่าว
วีระ เชื่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะไปเบี้ยวเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลางทาง เพราะว่าพรรคได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นทำไมต้องไปแก้ไข และสมมติว่าตัวเองได้เป็นพรรคภูมิใจไทย จะพยายามดึงเสียงข้างมากในสภาล่างให้เกินกึ่งหนึ่ง คุม สว.ให้ได้ ควบคุมองค์กรอิสระ และจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 จากนั้น เขาจะควบคุมองคาพยพที่เป็นอำนาจรัฐในทางกฎหมายของการเมืองไทย ไม่มานั่งสนใจกระดาษแผ่นเดียวที่ตกลงกันไว้
อาจารย์รัฐศาสตร์ มองว่า ถ้าอยากจะควบคุมพรรคภูมิใจไทย มีวิธีเดียวคือต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คำถามคือเมื่อไร จะรอ 4 เดือนแล้วค่อยอภิปรายหรือไม่ แต่ถ้าเขาได้เป็นพรรคเพื่อไทยจะรีบเปิดประชุมสภาฯ อภิปรายไม่ไว้วางใจอาทิตย์หน้าเลย เพราะเชื่อว่ามันจะจัดการพรรคประชาชนได้ด้วย เพราะมันบีบให้พรรคประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะประคองรัฐบาล หรือจะโหวตสอยพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ วีระ ยังเชื่อว่า ข้อเสนอ 4 เดือนไม่น่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้ทัน เพราะว่ากว่าจะแก้ไขเรื่องกฎหมายประชามติคาดว่าจะต้องใช้เวลา 6 เดือน อาจจะได้ยุบสภาฯ ก่อนถ้าหากโดนป่วนสภาฯ เยอะๆ แต่การเลือกตั้งจะกลับมาใช้กติกาตามรัฐธรรมนูญเดิมที่ทำให้พรรคประชาชนเสียเปรียบ
“ดึงเอาคำพูดจากคลิปเก่ามาพูดหน่อยคือ ชนชั้นนำทางการเมืองมีฉันทานุมัติเรื่องหนึ่งคือจะไม่เอาพรรคประชาชน และรัฐบาลต้องมีภูมิใจไทยเสมอ ดูสภาพพรรคเพื่อไทย ที่เอาพรรคภูมิใจไทยออกมา ไม่เหลืออะไรเลยตอนนี้” นักวิชาการรัฐศาสตร์ กล่าว
เลือกตั้งหน้า ปชน.จะลำบาก
อย่ามองการเมืองเป็นเรื่องสกปรก
วีระ อธิบายว่า พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะลำบาก เพราะว่าเป็นพรรคที่ชูด้วยอุดมการณ์ และกระแสสังคม ดังนั้น การจะสร้างฐานเสียงมันใช้เวลานาน แต่เวลาตัดสินใจผิดครั้งเดียว มันจะเสียฐานมวลชนไปได้ง่าย
แตกต่างจากพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ที่เน้น สส.เขต ความเขี้ยวจากการเมืองเครือข่าย หรือหัวคะแนน สส.เพื่อไทยและภูมิใจไทยเขาเก่งกว่าพรรคประชาชน และเขาไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาก็ได้ เพราะความผูกพันในพื้นที่ขึ้นอยู่กับว่า สส.ดึงงบประมาณหรือทรัพยากรลงพื้นที่ช่วยประชาชนได้มากเท่าไร และประชาชนจะเลือกพวกเขาก็ไม่ผิด ซึ่งนี่เป็นเกมถนัดของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ถ้า 2 พรรคนี้จะโกหก ประชาชนก็ไม่สนใจ ตราบใดที่ประชาชนมองว่า สส.ยังช่วยในพื้นที่ได้อยู่ จากโครงสร้างรัฐที่ไม่เป็นธรรม
อาจารย์ ม.นเรศวร เสนอว่า พรรคประชาชนต้องไม่มองอำนาจสกปรก แต่ต้องมองว่าถ้าเราจะช่วยประชาชน เราต้องการอำนาจมาไว้ในมือ
“เราเห็นวันนี้เวลาโหวตนายกฯ โหวตเพื่อส่วนรวมไม่อยากมีอำนาจ คุณจะช่วยประชาชนได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีอำนาจ ตรงนี้สำคัญมาก พรรคประชาชนต้องมองว่าในเชิงทฤษฎี มันป้องกันพรรคเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งอยู่แล้ว อย่างในเบลเยียม หรือในเยอรมัน เวลาคุณจะตั้งรัฐบาล คุณต้องตั้งเป็นรัฐบาลผสมเสมอ เพื่อให้แนวคิดสุดโต่งมันต่อรองกันจนเป็นนโยบายกลางๆ” วีระ กล่าว
