Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สส.พรรคประชาชนเสนอตัดงบกลาโหมเพิ่ม มีเงินนอกงบประมาณทางอื่นแต่ขอไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ของบสร้างตึกโครงการเดิมทุกปีแทนที่จะตั้งงบผูกพันให้โปร่งใสว่าตกลงจะใช้งบเท่าไหร่เสร็จเมื่อไหร่ แถมมีตั้งงบรถประจำตำแหน่งนายทหารมาอีก 240 ล้าน สุดท้ายสภาโหวตตาม กมธ.เสียงข้างมาก

13 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 พิจารณาถึงมาตรา 8 งบประมาณของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยเรื่องงบประมาณกระทรวงกลาโหมที่กรรมาธิการได้ปรับลดจากร่างกฎหมายที่ผ่านวาระที่ 1 ชั้นรับหลักการลงมาเหลือ 95,167,226,900 บาท  ลดไปจากร่างเดิม 189,151,500 บาท

เอกราช อุดมอำนวย สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุผลที่ตนขอสงวนคำแปรญัตติเอาไว้ และมีความเห็นว่าขอปรับลดลงจากร่างของ กมธ.ได้อีกประมาณ 1,200 ล้านบาทว่า จากรายงานของ Global Firepower บอกว่าในปี 2568 ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 25 จากทั้งหมด 145 ประเทศ ทางด้านการทหาร ดัชนี power index ของไทย 0.45 ค่ายิ่งต่ำถือว่ามีความแข็งแกร่ง ประเทศไทยเป็นอันดับสามในภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม การคาดการณ์จากสำนักงบประมาณหรือ PBO ระบุว่า นอกจากกองทัพจะมีความเข้มแข็ง อยู่ในลำดับที่ดีแล้ว เราก็จะเห็นว่างบของกองทัพก็ได้เยอะ นอกจากที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้ ก็ยังมีเงินนอกเหนือจากงบประมาณด้วย

เอกราชกล่าวว่าเงินนอกงบประมาณของกองทัพในปี 68 มีประมาณ 49 ล้านบาท แบ่งได้ดังนี้ แผนการใช้จ่ายประจำปี 27,426.5072 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 55, กองทัพเรือนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค 4,890.1700 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.9 และยังมีเงินนอกงบประมาณเหลือสะสมประมาณ 16,945.3647 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.4 ดังนั้นเงินจำนวนนี้ เป็นงบประมาณที่มหาศาล แต่ในทางปฏิบัติ แทนที่สภาฯ จะตรวจสอบเงินก้อนนี้ได้

เอกราชกล่าวว่าจากรายงานการตรวจสอบเงินโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เราจะเห็นว่าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยงานเหล่านี้ได้รับการรับรองงบการเงินแบบมีเงื่อนไข การรับรองงบการเงินแบบมีเงื่อนไขหมายความว่า รายงานไม่มีการรวมรวมข้อมูลเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณเลย ซึ่งไม่เป็นไปตามกรอบมาตรฐานของบัญชีภาครัฐและนโยบายบัญชีภาครัฐ ในชั้นกรรมาธิการก็ไม่ได้เรียกดูเงินนอกงบประมาณของกองทัพเลย ดังนั้น จึงมีเพียงหน่วยงานเดียวคือ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ที่ได้รับการรับรอง

เอกราชกล่าวว่า ดังนั้น ตนจึงคิดว่ากระทรวงกลาโหมต้องทบทวนสัดส่วนของการใช้เงินนอกงบประมาณและรายละเอียดที่มาโดยไม่ให้มีความซ้ำซ้อน และเมื่อดูงบเป็นรายกระทรวง ในส่วนของกองทัพอากาศมียุทธศาสตร์ 20 ปีที่มุ่งเน้นการพัฒนา 3 มิติ ทางอากาศ ทางไซเบอร์ และทางอวกาศ ผ่านโครงการวิจัยและพัฒนา แต่มีโครงการด้านการวิจัยแค่โครงการเดียว คือพัฒนาปฏิบัติการห้วงอากาศ 225 ล้าน ซึ่งตนไม่ได้ติดใจในงบประมาณส่วนนี้ แต่ต้องพูดดังๆ ว่าจะมีโครงการลับที่ชื่อว่า ทอ.181 ทอ.190 เราไม่มีเวลาพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเลย การทำงบของกระทรวงกลาโหมควรทำให้โปร่งใสและปกปิดเท่าที่จำเป็น ไม่จำเป็นต้องตีลับขนาดนั้น อย่างเช่น งบประมาณการรักษาความปลอดภัยของสนามบินบางแห่งที่กองทัพอากาศมีส่วนดูแล เราก็สามารถมาพิจารณาอย่างแข็งขัน สนามบินที่อาจมีความเสี่ยงในการเผชิญเหตุวินาศกรรม การประท้วง เราก็นำมาคุยกันด้วยเหตุผลได้เรื่องงบประมาณในการดูแล

เอกราชกล่าวว่า อีกเรื่องที่ตนอยากเสนอตัดเพิ่มเติม คือ โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ขอมาในปีงบประมาณ 69 จำนวน 14.9 ล้านบาท ก็ตัดไปได้เลย เพราะตนคิดว่านำเงินในส่วนนอกงบประมาณมาใช้ได้ และกลาโหมควรทำงบประมาณให้โปร่งใส ปกปิดเท่าที่จำเป็น อย่างน้อยตัวแทนของกรรมาธิการควรจะมีโอกาสได้พิจารณาอย่างแท้จริง

ทบ. ขอสร้างอาคาร 4,700 ล้านบาท ขอซ้ำเข้าทุกปีไม่ตั้งเป็นงบผูกพันจวน 3.2 หมื่นล้านบาท

ทางด้าน ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในมาตรา 8 งบประมาณกระทรวงกลาโหม โดยขอแปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วนของกองทัพบก ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการลง 5%

โดยณัฐพงศ์ระบุว่าในช่วงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่หนึ่ง ตนเคยอภิปรายเรื่องของการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการของหน่วยงานต่างๆ รวมงบประมาณทั้งสิ้นหลักแสนล้านบาท รวมถึงงบผูกพันที่จะเกี่ยวเนื่องไปในอนาคตด้วย แต่ในวันนี้ตนขออภิปรายถึงในส่วนของกระทรวงกลาโหมโดยเฉพาะ ด้วยเหตุว่าหน่วยงานที่มีการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการมากที่สุดในปี 2569 คือกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกระทรวงกลาโหม

กองทัพบกมีโครงการสร้างอาคารสถานที่ราชการอยู่ถึง 4,700 ล้านบาทในปี 2569 เป็นงบประมาณก้อนใหญ่ ซึ่งทั้งหมดเป็นการสร้างโดยใช้งบประมาณปีเดียวทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่โครงการเดียวที่เป็นโครงการผูกพัน โดยที่คณะกรรมาธิการฯ มีการปรับลดงบประมาณไปเพียงแค่ 30 ล้านบาท หรือไม่ถึง 1% ของงบประมาณเท่านั้น นอกจากนี้กองทัพต่างๆ ในสังกัดของกระทรวงกลาโหมก็ล้วนแต่ติดอยู่ใน 10 ลำดับแรกทั้งนั้น

ณัฐพงศ์กล่าวต่อไปว่าแต่ทุกหน่วยงานล้วนมีโครงการผูกพัน มีแค่หน่วยงานเดียวคือกองทัพบกที่ไม่มีโครงการผูกพัน ซึ่งหากดูเช่นนี้จะเห็นเหมือนว่าโครงการของกองทัพบกทั้งหมดสามารถดำเนินการเสร็จได้ภายในปีเดียว แต่เมื่อลงไปดูเนื้อหาในเอกสารงบประมาณที่เข้าพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ย้อนไปในช่วงประมาณ 9-10 ปีก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงปี 2561-2569 ก็จะพบว่าในส่วนของโครงการที่มีการของบประมาณก่อสร้างมาปีนี้เป็นงบประมาณปีเดียว ความจริงแล้วเป็นการขอปีเดียวแบบขอมาซ้ำทุกปี ทั้งหมด 47 รายการ ไม่รวมในส่วนของโครงการที่มีงบประมาณต่ำกว่า 10 ล้านบาท มีเพียงแค่ 3 โครงการที่มีการของบประมาณปี 2569 เป็นปีแรก

บางโครงการจะเห็นได้ว่ามีการของบประมาณมาทุกปีด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการย้ายที่ตั้งโรงเรียนนายสิบ ปีนี้มีการของบประมาณมาเพียงแค่ 26 ล้านบาท แต่ความจริงมีการขอมา 8 ปีติดต่อกัน รวมเป็นงบประมาณทั้งหมด 604 ล้านบาท ขณะที่โครงการซ่อมปรับปรุงเรือนแถวนายทหารสัญญาบัตร ของบประมาณปีนี้มา 264 ล้านบาท แต่ถ้ามองย้อนไป 9 ปีเป็นอย่างน้อยจะเห็นว่าโครงการนี้ใช้ไปแล้วถึง 2,000 ล้านบาท หลายโครงการก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือมีการของบประมาณอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 7-9 ปี รวมแล้วหลายโครงการเป็นงบประมาณถึงหลักพันล้านบาท

ณัฐพงศ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้น ทั้งหมด 47 โครงการของกองทัพบกที่มีการขอเข้ามาในปี 2569 อาจจะดูเหมือนว่าเป็นงบประมาณ 4,700 ล้านบาท แต่ถ้าดูตัวเลขที่รวมโครงการที่ดูเหมือนจะไม่ผูกพันแต่ความจริงผูกพันนี้แล้ว จะเห็นว่าเป็นงบประมาณมากถึง 32,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบประมาณก้อนใหญ่มาก ขณะที่หน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือกองบัญชาการกองทัพไทย ล้วนมีการตั้งงบประมาณโครงการก่อสร้างเป็นลักษณะโครงการผูกพันหรือเป็นแผนกันอย่างชัดเจนทั้งสิ้น

แต่ในส่วนของกองทัพบก การตั้งงบประมาณในลักษณะนี้ทำให้สภาไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าตัวเลขงบประมาณโดยภาพรวมทั้งหมดที่จะทำจนแล้วเสร็จจะเสร็จในปีไหน อย่างไร และใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการดำเนินการทั้งหมด ประชาชนเองก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบความคืบหน้าได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อีกทั้งเป็นโครงการที่ใช้คำใหญ่ๆ กว้างๆ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในอนุกรรมาธิการฯ หรือได้ไปดูเอกสารในอนุกรรมาธิการฯ จะไม่สามารถเห็นรายละเอียดด้านในได้เลยว่าความจริงแล้วในหนึ่งโครงการนั้นแบ่งย่อยเป็น 30-40 โครงการย่อย ทำให้คณะกรรมาธิการฯ หรือสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถที่จะพิจารณางบประมาณได้อย่างมีเวลามากเพียงพอ และพิจารณาได้เพียงแค่ในชั้นอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งมีเวลาน้อยมาก

ณัฐพงศ์กล่าวต่อไปว่าการที่ตนอภิปรายในวันนี้ ความจริงแล้วตนมีความเข้าใจดีว่าบางโครงการมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ แต่เรื่องของรูปแบบโครงการและการของบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเป็นไปในมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานราชการอื่น หรืออย่างน้อยควรเป็นมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงานด้านความมั่นคงหน่วยงานอื่น

งบรถประจำตำแหน่งนายทหารทะลุ 240 ล้าน หดหู่อุปกรณ์จำเป็นทหารชั้นผู้น้อยต้องรับบริจาค

เชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วาระ 2 ในมาตรา 8 กระทรวงกลาโหม โดยตั้งข้อสังเกตงบประมาณที่ใช้ไปกับค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งของนายทหาร กับงบประมาณที่กองทัพใช้ไปกับการจัดซื้อหายุทโธปกรณ์เพื่อดูแลสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ของกองทัพบก

เรื่องรถประจำตำแหน่ง สำหรับทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้น พอที่จะเข้าใจได้ ท่านมีภารกิจเยอะแยะมากมาย ต้องเดินทางไปนั่นมานี่ เพื่อความสะดวกก็ต้องมีรถ มีคนขับ  โดยในอดีตมีรถประจำตำแหน่งให้กับระดับปลัดกระทรวง อธิบดี รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเทียบเท่ากับอธิบดี ต่อมารัฐราชการก็เติบโตขยายใหญ่ เพิ่มรถประจำตำแหน่งให้กับระดับรองอธิบดีด้วย

ลำพังในส่วนราชการ กระทรวงต่างๆ 20 กระทรวง มีปลัดกระทรวงละ 1 คน มีอธิบดีและรองอธิบดีแต่ละกรม รวมแล้วก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 200 คน แต่ปัญหาอยู่ที่พอไปเทียบกับกองทัพ ปริมาณคนที่จะได้รถประจำตำแหน่งจะเยอะมาก คือ ตำแหน่งพลโทและพลเอก เทียบเท่าปลัดกระทรวง, ตำแหน่งพลตรี เทียบเท่าอธิบดี และตำแหน่งพันเอกพิเศษ เทียบเท่ารองอธิบดี โดยในส่วนของนายทหารระดับพันเอกพิเศษที่มีตำแหน่งเทียบเท่าระดับ “รองเจ้ากรม” นั้น แต่ละเหล่าทัพทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม มีอยู่เยอะมาก ห่างกันลิบลับกับส่วนราชการทั่วไป

จำนวนนายทหาร รวมถึงข้าราชการที่อยู่ในชั้นที่จะได้รถประจำตำแหน่งนั้น ในช่วงอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งก็เห็นว่าเป็นภาระ ที่รัฐต้องซ่อมรถเหล่านี้ให้ท่านๆ เหล่านั้นด้วย จึงมีการปรับเปลี่ยนเป็นค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่ง คือไม่ต้องเอารถประจำตำแหน่งแล้ว เอาเงินแต่ละเดือนไปเลย  โดยอัตราคือ พลโท - พลเอก จำนวน 41,000 บาท, พล.ต. 31,800 บาท และพันเอก พิเศษ 25,400 บาท

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เฉพาะของกองทัพบก มีรายการค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่ง จำนวน 240,393,600 บาท ยอดนี้มาจากจำนวนนายทหาร และแต่ละระดับชั้นรวม 694 นาย  ซึ่งโครงการนี้ในเอกสารระบุผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ กำลังพล ทบ. ได้รับสิทธิกำลังพลขั้นพื้นฐานตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งตรงนี้ไม่เถียง หากแต่ระเบียบที่เป็นอภิสิทธิ์แบบนี้มันแก้ไขได้  ยิ่งในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแบบนี้ด้วย ไม่ละอายใจเลยหรือ

เพราะถ้าเราไปเทียบกับการจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในภารกิจป้องกันชายแดนของกองทัพบกนั้น จัดงบประมาณน้อยกว่าค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถยนต์ประจำตำแหน่งเสียอีก ใช้เงิน 150 ล้าน จากการจัดหาเพียงแค่ 3 รายการ คือ ระบบโดรนตรวจตรา 1 ระบบ ใช้ที่ผามออีแดง ปราสาทพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ, อีก 1 ระบบ ใช้ที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์และมีระบบบัญชาการอีก 1 ระบบ ที่กองบัญชาการกองทัพบก คำถามคือแค่อย่างละ 1 ระบบเองหรือในสถานการณ์เช่นนี้

หรือแม้แต่โครงการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ของหน่วยทำลายล้างวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธ ที่จะทำให้ทหารชั้นผู้น้อยไม่ต้องไปเสี่ยงภัย ก็จัดหาหุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิดแค่ชุดเดียว เครื่องเอ็กซเรย์แบบเคลื่อนที่ ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ก็จัดหาแค่ 1 เครื่อง

ยิ่งได้มาเห็นข่าวรับบริจาคด้วยแล้ว ตนรู้สึกว่ามันคือชีวิตที่เป็นขั้วตรงข้ามกันเลยของทหารระดับสูง กับ ทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งรถหรู-ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถหรู เป็นสิ่งที่รัฐจัดสรรให้นาย ส่วนข้าวของ อุปกรณ์ ยุทโธปกรณ์ ที่ทหารชั้นผู้น้อยจำเป็นต้องใช้ เป็นสิ่งที่ต้องเปิดรับบริจาค อย่างที่เป็นข่าวเป็นคราวล่าสุด กรณีของ “ลวดหนามหีบเพลง” หลังจากมีดราม่าเรื่องรับบริจาค กองทัพบกก็ออกมาชี้แจงว่ามีเงินมีงบฯ แต่เพราะความจำเป็นเร่งด่วนทันที ก็เลยต้องขอรับการสนับสนุน

จากคำชี้แจงนี้ ก็เข้าเงื่อนไขจัดซื้อเร่งด่วนได้ ถ้ามูลค่าไม่ถึง 5 แสนบาท ก็ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้เลย ส่วนเรื่องงบประมาณ โดยปกติหน่วยงานก็มีงบฯ กลาง มีงบฯ ฉุกเฉินอยู่แล้ว นำมาใช้ได้ แต่ที่เห็นรับบริจาคอยู่นี้ คืออะไรกัน เป็นที่น่าอนาถามาก เราจะอยู่กันแบบนี้จริงหรือ ตนยืนยันว่าค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนรถประจำตำแหน่งนั้น สามารถตัดออกได้อีก

สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ รองประธาน กมธ.งบประมาณปี 2569 ชี้แจงถึงเรื่องการตั้งงบประมาณของกระทรวงกลาโหมและการตัดงบในส่วนต่างๆ ว่าปีนี้มีการปรับลดงบของกระทรวงกลาโหมน้อยกว่าทุกปีเนื่องจากกลไกการตั้งงบประมาณในปี 2569 เริ่มทำกันตั้งแต่ 2567 แล้วซึ่งก็เป็นอย่างที่สมาชิกสภาอภิปรายกันว่างบที่ตั้งมาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์แล้ว แต่กลไกตามกฎหมายวิธีการงบประมาณสภาผู้แทนราษฎรทำได้แค่พิจารณาตัดงบประมาณเท่านั้น ส่วนจะเพิ่มงบประมาณหรือไม่เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร

ทั้งนี้รองประธาน กมธ.งบประมาณ กล่าวว่าระหว่างที่ประชุม กมธ.เรื่องงบประมาณของกลาโหมอยู่ก็เกิดเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนขึ้นมาทาง กมธ.จึงเห็นว่าจะไม่ปรับลดงบประมาณของหน่วยใช้กำลังทั้ง 3 หน่วยคือ กองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ จึงไม่ได้ปรับลดงบประมาณ เนื่องจากไทยต้องแสดงให้อริราชศัตรูที่กำลังโจมตีประเทศชาติอย่างหนักเห็นว่าคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันทุกมิติ

สรวุฒิยังชี้แจงเรื่องที่การตั้งเรื่องของบของกองทัพมีความจำเป็นต้องใช้รหัสแทนชื่อรายการเนื่องจากต้องปกปิดเป็นความรับ แม้ว่าบ้างเรื่องเช่นสกรูหรือน๊อต หากรู้ขนาดหรือประเภทก็อาจทำให้สายลับนำข้อมูลไปสืบได้ว่ารถถังรุ่นไหนใช้สกรูหรือน๊อตประเภทเดียวกัน แม้กระทั่งชุดเกราะและอุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่ทางกองทัพอากาศของบไปเพื่อใช้รักษาความปลอดภัยสนามบินหากทราบรุ่นก็อาจทำให้รู้ว่าชุดเกราะประเภทนั้นใช้ป้องกันกระสุนหรือมีดซึ่งเกราะแต่ละประเภทป้องกันได้ไม่เหมือนกันหากรู้ประเภทเกราะศัตรูอาจใช้อาวุธอีกประเภทมาใช้โจมตีได้ เช่น เกราะที่กันกระสุนอาจไม่กันมีดทำให้คนร้ายอาจใช้มีดมาแทง

อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมาธิการขึ้นชี้แจงต่อว่า จากคำถามที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” วันนี้คงมีคำตอบแล้วและหากยังมีคำถามนี้อยู่ก็คงแผ่วเบาลงแล้ว และที่มีคำถามว่า กมธ.ตีเช็คเปล่าให้กองทัพหรือไม่นั้นไม่มีแน่นอน แต่ตรวจเช็ความพร้อมและพร้อมสนับสนุนกองทัพขาดไม่ว่าจะขาดเหลืออะไร และการสนับสนุนทหารนี้ไม่ได้เท่ากับส่งเสริมสงครามแต่เป็นการสนับสนุนการป้องกันประเทศ

อนุสรณ์กล่าวว่าปรัชญการรบคือ ชนะโดยไม่ต้องรบ แต่ถ้ารบต้องชนะ ทหารหน่วยรบพิเศษบอกว่ารบอย่างไรฝึกอย่างนั้นดังนั้นในฐานะ กมธ.เสียงข้างมากยืนยันว่าเห็นชอบการตั้งงบประมาณและเห็นชอบตามการปรับลด และทหารไทยก็ไม่ได้แบกแค่ปืนแต่ยังแบกความหวังและพลังในการป้องกันประเทศด้วย

พัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ชี้แจงเพิ่มเรื่องที่กองทัพบกตั้งงบประมาณสร้างอาคารไว้เยอะนั้นเป็นความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในปีเดียวเพราะเป็นบ้านพักอาศัยของข้าราชการทหาร ส่วนกองทัพอากาศที่เป็นอาคารฝึกศึกษาและปฏิบัติการทางดนตรีของกองทัพอากาศไม่มีความจำเป็นสามารถชะลอได้นั้น กมธ.เสียงข้างมากเห็นว่ายังจำเป็น

หลังฝั่ง กมธ.ชี้แจง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้สมาชิกลงมติ ผลการลงมติมี สส.เห็นด้วย 254 เสียง ไม่เห็นด้วย 137 เสียง งดออกเสียง 18 เสียง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง