ในการประชุมสัมมนาของคนท้องถิ่นในแต่ละครั้ง ประเด็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นถกกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันประเด็นหนึ่งก็คือ การกำกับดูแล(Supervise /Oversight) ซึ่งมีปัญหาในทางปฏิบัติเป็นอันมาก เพราะการปฏิบัติของ ผู้กำกับดูแล (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,ผู้ว่าราชการจังหวัด,นายอำเภอ)นั้นข้ามเส้นไปเป็น การบังคับบัญชาสั่งการ(Control / Command)ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายรองรับหรือกระทำการนอกเหนืออำนาจหน้าที่อยู่เป็นนิจ ผมจึงจะยกประเด็นของปัญหาการกำกับดูแลองค์การบริหารส่วนจังหวัดมาเสนอ ซึ่ง อปท.ประเภทอื่นก็ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน
1. การขอให้สนับสนุนงบประมาณในโครงการต่างๆ ของจังหวัด หรือโครงการของรัฐบาล โดยให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายโครงการที่จังหวัดขอสนับสนุน หากไม่มีหรือ อบจ.ไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะถูกบังคับหรือกดดันในเรื่องการให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติงบประมาณ ตลอดทั้งมีปัญหาจุกจิกในเรื่องที่ระเบียบ มท.กำหนดให้ อบจ.หรือนายกฯ ต้องไปขออนุมัติอนุญาตจากผู้ว่าฯ
2. ปัญหาโครงสร้างการกำกับดูแลที่ไม่เป็นเอกภาพ
หนังสือราชการต่างๆ ที่ผู้ว่าลงนามแจ้งมายัง อบจ.นั้น ยกร่างโดยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้ผู้ว่าฯที่เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยลงนาม (ในระดับอำเภอก็เช่นเดียวกัน นโยบายของกรมส่งเสริมฯ บางครั้งก็แย้งกับนโยบายของกรมปกครองซึ่งเป็นต้นสังกัดของนายอำเภอ) ที่แย่ที่สุดคือท้องถิ่นจังหวัดหรือท้องถิ่นอำเภอ(ซึ่งยังไม่ได้เป็นแม้ราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอเลย)มักจะทำหนังสือไปยัง อปท.ต่างๆโดยตรง รวมถึงการขอความร่วมมือในงานการกุศลต่างๆ บางที่ถึงกับเป็นหนังสือราชการภายในเสมือนหนึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดตนเอง ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วทำไม่ได้ เว้นเสียแต่การลงลายเซ็นกำกับในหนังสือประทับตราแทนการลงชื่อซึ่งจะใช้ในการส่งเอกสารที่ไม่สำคัญเท่านั้น
ปัญหาโดยทางปฏิบัติซึ่งผู้ทำหน้าที่กำกับดูแล อบจ.ตามกฎหมาย คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ท้องถิ่นจังหวัดจะทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเสียเอง ซึ่งท้องถิ่นจังหวัดไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจในการกำกับดูแล อบจ.หรือ อปท.อื่นใดแต่อย่างใด แต่ท้องถิ่นจังหวัดจำนวนมากลงนามในหนังสือแจ้งสั่งการมอบหมายภารกิจต่างๆให้นายก อบจ.โดยตรง ทั้งๆที่ไม่มีกฎหมายรองรับสถานะดังกล่าว
3. การแทรกแซงก้าวก่ายในลักษณะอ้างการบูรณาการ เช่น ออกคำสั่งแต่งตั้งนายก อบจ.เป็นกรรมการในคณะกรรมการหรือคณะทำงานของจังหวัด โดยไม่มีกฎหมายหรือระเบียบให้อำนาจในการแต่งตั้งและเมื่อร่วมเป็นกรรมการเข้าร่วมประชุมแล้ว ก็มอบหมายหรือสั่งการโดยการมอบหรือโดยมติที่ประชุม
4. การแจ้งมอบภารกิจให้นายกฯ รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะภารกิจที่ต้องใช้จ่ายงบประมาณ เสมือนหนึ่ง อบจ.เป็นราชการส่วนภูมิภาคหรือเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด ซึ่งตามหลักการกำกับดูแลนั้น ผู้ว่าฯไม่มีอำนาจมอบภารกิจหรือมอบนโยบายให้นายก อบจ. เพราะการปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่นายก อปท.มีความเป็นอิสระที่จะกำหนดนโยบายของตนเอง ซึ่งจะต้องนำนโยบายดังกล่าวไปแถลงต่อสภาฯด้วย
5. การแทรกแซงในรูปแบบการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment: LPA)ซึ่งกำหนดตัวชี้วัดการประเมินในลักษณะที่ อบจ.ต้องเอานโยบายของ มท.หรือของผู้ว่าฯ มาทำจึงจะได้คะแนน หากคะแนนไม่ผ่านก็จะถูกนำข้อมูลไปประจาน รวมทั้ง มีผลต่อการประเมินโบนัสของฝ่ายประจำ ทำให้ฝ่ายประจำเน้นที่จะรับนโยบายของผู้ว่าฯมาทำยิ่งกว่าจะให้ความสนใจนโยบายของนายกฯ
6. การแทรกแซงอำนาจบังคับบัญชาในการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่น ทั้งในฐานะประธาน ก.จังหวัดและการล้วงเข้ามาสั่งให้ข้าราชการ อบจ.ทำงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตรงเนื่องจากอาจให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการของ อบจ.ผ่านอำนาจของ ก.จังหวัดได้
จากที่กล่าวมาข้างต้นก็เนื่องมาจากการจัดโครงสร้างในรูปแบบมังกรสองหัว ซึ่งแทนที่จะดีแต่กลับเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ทางแก้ก็ต้องทำให้เป็นมังกรหัวเดียวในรูปแบบของร่าง พรบ.เชียงใหม่มหานครฯซึ่งเป็นต้นกำเนิดของจังหวัดจัดการตนเองที่ให้มีผู้บริหารสูงสุดเพียงคนเดียวที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เป็นราชการส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่ในระบบสองชั้น ชั้นบนเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ชั้นล่างเป็นเทศบาลหรือ อบต.โดยแบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจนระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างครับ
