Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในขณะที่อัตราการเกิดของประเทศไทยลดต่ำลงเรื่อยๆ และรัฐบาลกำลังส่งเสริมให้คนมีลูก คนงานหญิงจำนวนหนึ่งในโรงงานย่านรังสิตกลับถูกไล่ออกจากงานหลังตรวจพบว่าตั้งครรภ์ระหว่างการตรวจสุขภาพก่อนรับเข้าทำงาน ทำให้หลายคนตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์เพื่อให้มีงานทำ

ศรีไพร นนทรีย์ นักกิจกรรมเพื่อสิทธิแรงงานจากกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียงระบุว่าคนงานหญิงที่สมัครเข้าทำงานกับโรงงานในย่านรังสิตจะถูกนายจ้างส่งตัวไปตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน และถ้าผลตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวกก็จะถูกให้ออกจากงานในเวลาต่อมา ส่วนคนงานที่สมัครงานผ่านบริษัทซับคอนแทรคต่างๆ ก็จะต้องเซ็นยินยอมให้ตรวจปัสสาวะเช่นกัน และถ้าตรวจพบว่าตั้งครรภ์ก็มักจะไม่ได้งาน

ถึงแม้ศรีไพรจะยืนยันว่าการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานเป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยยืนยันว่าลูกจ้างมีสุขภาพสมบูรณ์ก่อนเข้าทำงานหรือไม่ และงานทำให้เกิดโรคขึ้นในภายหลังหรือไม่ แต่การตรวจปัสสาวะคนงานหญิงเพื่อคัดกรองว่าตั้งครรภ์หรือไม่นั้นไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่ก็ไม่คุ้มครองคนงานที่ไม่เข้าข่ายเป็นลูกจ้าง เช่นพนักงานรับจ้างช่วง (subcontract) หรือพนักงานในช่วงทดลองงาน และการที่คนงานเซ็นยินยอมให้ตรวจปัสสาวะก็ทำให้ฟ้องร้องนายจ้างไม่ได้ในกรณีที่ถูกเลิกจ้าง

ศรีไพรระบุว่านายจ้างมักไม่บอกคนงานที่ถูกเลิกจ้างว่าเป็นการเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ กฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทยห้ามไม่ให้เลิกจ้างลูกจ้างเพราะตั้งครรภ์ ดังนั้นนายจ้างจะกังวลมากว่าการเลิกจ้างพนักงานประจำที่ตั้งครรภ์จะมีผลทางกฎหมายตามมา ดังนั้นการเลิกจ้างมักเกิดขึ้นในช่วงทดลองงาน โดยนายจ้างจะบอกคนงานว่าให้ออกเพราะไม่ผ่านทดลองงาน กรณีแบบนี้ทำให้คนงานไม่สามารถร้องเรียนได้ว่าถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม

แต่แม้แต่คนงานที่ผ่านการทดลองงานแล้วก็ยังอาจถูกบีบให้ลาออกจากงานได้ ศรีไพรเล่าว่ามีกรณีของคนงานหญิงรายหนึ่งที่ลาออกจากงานในโรงงานถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าอยากทำงานต่อเพราะเป็นงานที่มั่นคง โดยคนงานรายนี้ระบุว่าหัวหน้างานของเธอเริ่มไม่ยอมคุยด้วยและไม่ยอมจ่ายงานให้หลังเธอพบว่าตนเองตั้งครรภ์ เมื่อเธอต้องขอลางานเพื่อไปพบแพทย์ตามนัด หัวหน้างานก็ไม่ยอมตอบเธอว่าได้ส่งใบลาของเธอให้ฝ่ายบุคคลหรือยัง ทำให้เธอรู้สึกว่าทำงานต่อไปไม่ได้

ศรีไพรกล่าวว่าที่ผ่านมาขบวนการแรงงานเคลื่อนไหวให้มีการดูแลคนงานที่ตั้งครรภ์เป็นพิเศษ ซึ่งเธอมองว่าไม่ได้ทำให้งานเสียหายมากนักเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่สั้น และคนงานก็ยังสามารถทำงานต่อได้ระหว่างตั้งครรภ์ถ้าถูกย้ายไปทำงานแผนกอื่นนอกสายการผลิต แต่ในมุมนายจ้างก็อาจจะต้องการจ้างคนงานที่ทำงานได้เต็มที่

เมื่อต้องเลือกระหว่างงานกับการเป็นแม่

เมื่อต้องเลือกระหว่างการมีงานทำกับการมีลูก คนงานหญิงหลายรายเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ ศรีไพรเล่าว่าคนงานหญิงจากต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามาหางานในเมืองมักมีเงินติดตัวมาไม่มาก พวกเธอมักจะพักอยู่กับเพื่อนหรือเช่าห้องระหว่างหางานทำ เมื่อถูกส่งไปตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานและพบว่าตั้งครรภ์ คนงานหลายรายเลือกยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากกังวลว่าจะไม่มีบริษัทที่ไหนจ้าง แต่ถึงจะยุติการตั้งครรภ์แล้วก็ยังต้องใช้เวลาอีกเกือบเดือนกว่าผลตรวจจะเป็นลบ ทำให้คนงานเหล่านี้ต้องไปทำงานในระบบงานที่จ่ายค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หรือไม่มีงานทำ

ศรีไพรเล่าว่าสถานการณ์มักจะแย่กว่ามากเมื่อเป็นแรงงานข้ามชาติ เช่นในกรณีของหญิงชาวพม่ารายหนึ่งที่ทำงานในฟาร์มและต้องการยุติการตั้งครรภ์เพราะเธอจะถูกเลิกจ้างถ้านายจ้างทราบว่าเธอตั้งครรภ์ คนงานในฟาร์มมักไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่เนื่องจากนายจ้างอ้างว่ากลัวว่าจะนำโรคมาติดสัตว์ในฟาร์ม ทำให้การช่วยให้คนงานรายนี้เข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องยากมาก โดยศรีไพรระบุว่าสุดท้ายคนงานรายนี้ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ด้วยอายุครรภ์ที่สูงกว่าปกติถึงแม้จะมีความเสี่ยงมากเพราะต้องการจะมีงานทำ

ในฐานะเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาของมูลนิธิทำทาง ศรีไพรพบว่ากว่าครึ่งของผู้ที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และเข้ามาปรึกษาเรื่องการยุติการตั้งครรภ์เป็นคนวัยทำงานที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ หลายคนตกงาน หลายคนได้ค่าจ้างไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงลูก หรือไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยรายได้ของตนเองคนเดียวได้หลังเลิกกับสามี

เมื่อ พ.ศ. 2564 ประเทศไทยผ่านกฎหมายอนุญาตให้ทำการยุติการตั้งครรภ์ได้ในอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 20 สัปดาห์หลังผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา แต่ในมุมของผู้ให้คำปรึกษา ศรีไพรบอกว่ารู้สึก “ไม่ค่อยโอเค” ถ้าคนงานหญิงจะรู้สึกว่าต้องทำแท้งเพื่อที่จะได้มีงานทำ

"การจะยุติการตั้งครรภ์มันควรจะเป็นการสมัครใจ ความพึงพอใจของคนๆ นั้น เป็นความสะดวกใจที่เขาประเมินจากตัวเขาเองว่าเขาควรจะเก็บไว้หรือควรจะยุติ เพราะเท่าที่ให้การปรึกษามา คนที่ยุติก็มีผลกระทบต่อสุขภาพมาก โดยเฉพาะสุขภาพจิตใจ ไม่ได้มีใครแฮปปี้ อยากจะมาทำแท้งเพราะมันเปิดให้มีการทำแท้งแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ไม่มีมุมนั้นเลย หลายคนยังรู้สึกว่าจะทำยังไง หนูต้องไปทำบุญมั้ย เขาก็จะมีมุมแบบนี้เพราะเอาจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็ยังยึดหลักศาสนา" ศรีไพรระบุ

ถึงแม้ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนผ่านกฎหมายเพื่อเพิ่มจำนวนวันลาคลอดเป็น 120 วัน ศรีไพรระบุว่าการเพิ่มวันลาอาจจะไม่เพียงพอ เธอมองว่าปัญหาใหญ่ของแรงงานตอนนี้คือ “มีลูกแล้วไม่มีเงินเลี้ยง” เนื่องจากได้ค่าจ้างไม่เพียงพอที่จะดูแลคนอื่นนอกจากตัวเองในวันที่ค่าครองชีพยังพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ศรีไพรจึงมองว่านอกจากจะเพิ่มวันลาแล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำก็ยังต้องขึ้นอีกด้วย ในขณะที่แรงงานมีฝีมือที่ก็ควรได้รับค่าจ้างที่สมเหตุสมผลตามอัตราที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานกำหนด ไม่ใช่รับค่าจ้างขั้นต่ำทั้งที่เรียนจบมา

ในขณะที่รัฐบาลไทยกำลังส่งเสริมให้คนไทยมีลูกเพิ่มเพื่อทดแทนอัตราการเกิดที่ลดลง ศรีไพรมองว่าการเลิกจ้างคนงานที่ตั้งครรภ์เป็นการกระทำที่สวนทางกับนโยบายของรัฐ

"เรารู้สึกว่าการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มันควรคิดด้วยกันทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่นักสหภาพคิด ขบวนการแรงงานคิด รัฐบาลคิด แต่นายทุนปฏิเสธหัวชนฝา แล้วมันจะได้คนมีศักยภาพได้ยังไง" ศรีไพรกล่าว

กระบวนการคุ้มครองแรงงานต้องปรับปรุง

ศรีไพรระบุว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทยในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองคนงานที่ตั้งครรภ์เข้มงวดมากอยู่แล้ว นายจ้างไม่สามารถใช้การตั้งครรภ์เป็นเหตุผลในการเลิกจ้างได้ และยังต้องย้ายคนงานหญิงที่ตั้งครรภ์ไปทำงานตำแหน่งอื่นถ้าคนงานนำใบรับรองแพทย์มาแสดงว่าไม่สามารถทำงานตำแหน่งเดิมได้ นอกจากนี้ กฎหมายยังไม่อนุญาตให้นายจ้างให้คนงานที่ตั้งครรภ์ทำงานในเวลา 22.00 - 6.00 ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ แต่กฎหมายยังมีช่องโหว่อยู่ คือการไม่คุ้มครองพนักงานรับจ้างช่วง หรือพนักงานในระหว่างทดลองงาน

นอกจากนี้ แรงงานไทยในภาพรวมประสบปัญหาในการคุ้มครองสิทธิของตัวเอง ศรีไพรระบุว่าจำนวนสหภาพแรงงานในไทยลดน้อยลงเนื่องจากกฎหมายไทยไม่เอื้อต่อการตั้งสหภาพมากนัก ในขณะที่กฎหมายอย่างพรบ.​ชุมนุมสาธารณะก็เคยถูกใช้ดำเนินคดีกับผู้นำแรงงาน ทำให้เกิดความกลัวในขบวนการเคลื่อนไหว ส่วนตัวแรงงานเองก็มักไม่รู้สิทธิของตัวเอง หรือไม่อยากใช้เวลาไปกับการยื่นร้องเรียน

ศรีไพรยังเล่าอีกว่าคดีความที่เกี่ยวกับข้อพิพาทแรงงานตอนนี้จะต้องไปขึ้นศาลแรงงานภาคต่างๆ ไม่ใช่ศาลจังหวัด ซึ่งทำให้แรงงานที่ต้องการฟ้องร้องนายจ้างต้องเดินทางไกลเพื่อไปขึ้นศาล แรงงานหลายรายจึงต้องเสียเงินไปกับการเดินทางไปศาลเป็นจำนวนที่มากกว่าค่าจ้างที่นายจ้างติดค้างอยู่

ศรีไพรมองว่าจะต้องมีกลไกที่เข้ามาคุ้มครองแรงงานที่กฎหมายปัจจุบันนี้ยังไม่ถือเป็นลูกจ้าง หรืออยู่ในระหว่างสมัครงาน นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรการที่ถูกนำมาใช้เพื่อให้คนงานหญิงไม่ต้องเลือกระหว่างมีงานทำกับมีลูก เธอมองว่าไม่ควรมีการตรวจปัสสาวะแรงงานหญิงก่อนการจ้างงาน และแรงงานเองก็ควรจะฟ้องร้องนายจ้างได้ถ้าผลตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวกและถูกเลิกจ้าง

ศรีไพรยกตัวอย่างการเซ็นยินยอมในกรณีที่นายจ้างต้องการลดเงินเดือน ซึ่งตามกฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้ การเซ็นยินยอมในกรณีแบบนี้จะถือเป็นโมฆะและลูกจ้างยังสามารถเรียกร้องสิทธิได้ การเซ็นยินยอมเพื่อตรวจปัสสาวะก่อนเข้าทำงานก็ควรจะถือแนวปฏิบัติแบบเดียวกัน ซึ่งจะทำให้แรงงานที่ตั้งครรภ์และถูกเลิกจ้างสามารถปกป้องสิทธิของตัวเองได้

"การที่คนๆ หนึ่งอยากจะมีงานทำ แล้วจะต้องไปเซ็นยินยอมแบบนี้ มันเป็นการละเมิดสิทธิมากเกินไป ส่งผลต่อการมีงานหรือไม่มีงานทำด้วย คิดว่าสังคมก็เข้าใจได้ ลูกจ้างสามารถมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ สมมติว่าต่อให้ตรวจเจอแล้วไม่รับเข้าทำงาน"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง