ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองหลัก ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลได้เกิดขึ้น คือการเปลี่ยนความขัดแย้งทางการเมืองให้กลายเป็นสินค้า กรณีของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย นายไพรวัลย์ วรรณบุตร ผู้มีผู้ติดตามกว่า 4.4 ล้านคนบนเฟซบุ๊ก ถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดเจนและน่าหวาดหวั่นของแนวโน้มดังกล่าว
โพสต์ในเฟซบุ๊กของเขาที่แสดงรายได้จำนวน 17,100.69 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 558,645 บาท เผยให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเด่นชัด โดยอาศัยความตึงเครียดในการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเครื่องมือ ปรากฏการณ์นี้จึงก่อให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของชาตินิยมยุคใหม่ และการเสื่อมถอยทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ “engagement” ในโซเชียลมีเดียสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์
ประเด็นนี้น่ากังวลเป็นพิเศษเมื่อพิจารณาจากภูมิหลังทางศาสนาและการศึกษาของไพรวัลย์ ก่อนจะกลายมาเป็นคนดังบนโลกออนไลน์ เขาเคยบวชเป็นพระภิกษุยาวนานถึง 18 ปี เป็นนักปราชญ์ที่สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค รวมทั้งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านพุทธศาสนาและกฎหมาย และเคยลงทะเบียนเรียนปริญญาเอกสาขาสันติศึกษา เส้นทางการศึกษานี้ซึ่งควรจะบ่มเพาะความเข้าใจในเรื่องอหิงสา การแก้ไขข้อขัดแย้ง และรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของความบาดหมาง กลับตรงข้ามกับพฤติกรรมปัจจุบันของเขาโดยสิ้นเชิง ความตึงเครียดไทย–กัมพูชาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันมีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์พรมแดนที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และพลังชาตินิยมของแต่ละฝ่าย หากเป็นนักวิชาการด้านสันติภาพอย่างแท้จริง เขาควรใช้เวทีของตนเพื่อส่งเสริมการทูตและการปรองดอง มากกว่าการปลุกกระแสการเผชิญหน้า
อย่างไรก็ตาม ไพรวัลย์มิใช่กรณีเดียว อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากได้หันมาใช้ข้อพิพาทชายแดนเป็นสนามรบดิจิทัล เหล่าคนดังและครีเอเตอร์ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา ต่างถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่าง “ความรักชาติ” กับ “ความเป็นกลาง” บางคนเลือกใช้วาทกรรมชาตินิยมเพื่อเพิ่มผู้ติดตาม ขณะที่บางคนกลับถูกวิจารณ์เพราะสนับสนุนสันติภาพ ด้านกัมพูชาเองก็มีการกล่าวหาว่าอินฟลูเอนเซอร์บางรายสร้างเรื่องเท็จและเผยแพร่วิดีโอปลุกปั่นความเกลียดชังต่อไทย ปรากฏการณ์เหล่านี้ชี้ว่า การหากำไรจากความขัดแย้งมิใช่ฝีมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ทั้งสองฝั่งต่างมีส่วนร่วมในการทำให้ความเป็นศัตรูดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ฉากหน้าของ “ความรักชาติ”
แทนที่จะใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียตั้งคำถามต่อบทบาทของกองทัพ หรือเรียกร้องแนวทางการทูต ไพรวัลย์กลับเลือกที่จะใช้วาทกรรมชาตินิยมสนับสนุนกองทัพ จุดยืนแบบนี้ก็เพื่อรักษาฐานอิทธิพลของตนให้อยู่ในเขตปลอดภัยของกระแสหลัก มากกว่าจะเสี่ยงกับการวิพากษ์วิจารณ์ที่แท้จริง การปั่นสงครามที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจริงว่า สำหรับอินฟลูเอนเซอร์บางคน ความยุติธรรมทางสังคมเป็นเพียง “แบรนด์” ที่ถูกนำมาใช้ และพร้อมจะถูกทิ้งทันทีหากไปแตะต้องเสาหลักของอำนาจรัฐ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของปรากฏการณ์นี้คือผลประโยชน์ทางการเงิน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาเพื่อผลักดันเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง ความเกลียดชัง ความโกรธ และความภาคภูมิใจในชาติ เป็นอารมณ์ที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ยอดไลก์ แชร์ และคอมเมนต์สูงขึ้น นำไปสู่รายได้จากคอนเท้นต์ที่มากขึ้น การที่ไพรวัลย์พูดอวดรายได้จากเฟซบุ๊กอย่างภาคภูมิใจ เป็นภาพสะท้อนอันเยือกเย็นว่า สื่อสังคมได้สร้างแรงจูงใจทางการเงินโดยตรงในการปลุกปั่นความเกลียดชัง
สำหรับอินฟลูเอนเซอร์แล้ว สงครามและความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องความทุกข์หรือการสูญเสียของมนุษย์ แต่กลับเป็นคอนเทนต์สำหรับผลิตซ้ำ สร้างวัฏจักรที่ยิ่งโพสต์ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งทำกำไรได้มากขึ้น พร้อมทั้งทำให้ฝ่ายตรงข้ามถูกลดคุณค่าและทำให้การใช้ความรุนแรงดูเป็นเรื่องปกติ ชาตินิยมในรูปแบบนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียจึงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันมิได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นเป็น “สินค้า” เพื่อขายให้กับสาธารณชน โดยที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนเพียงไม่กี่คน การทำให้ความรักชาติกลายเป็นสินค้าเช่นนี้ ได้บิดเบือนความหมายของอัตลักษณ์ชาติ จากเดิมที่เป็นรากฐานของมรดกร่วมและความภาคภูมิใจ ไปสู่การเป็นเครื่องมือหากำไร
อันตรายของแนวโน้มนี้มีผลไกลกว่านั้น มันทำลายการถกเถียงสาธารณะ ด้วยการใช้ถ้อยคำปลุกเร้าอารมณ์มาแทนที่การวิเคราะห์เชิงลึก ทำให้การศึกษาและปัญญาถูกลดค่า มันชี้ด้วยว่า การวิเคราะห์ในทางวิชาการที่ก็ยังไม่อาจต้านแรงดึงดูดของผลประโยชน์บนโซเชียลได้ ที่สำคัญที่สุด มันกัดกร่อนรากฐานของประชาธิปไตยและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยการทำให้พลเมืองกลายเป็นผู้บริโภคที่ยินดีกับความขัดแย้ง พวกเขาถูกกระตุ้นให้มีส่วนร่วมผ่านหน้าจอ
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ เราจำเป็นต้องมีแนวทางแบบบูรณาการ ประการแรก ต้องส่งเสริมการศึกษาเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้ประชาชนรู้จักตั้งคำถามต่อเนื้อหาที่ปลุกเร้าอารมณ์ และแยกแยะได้ระหว่างข้อมูลจริงกับการแสดงออกที่เสแสร้ง ประการที่สอง แพลตฟอร์มโซเชียลต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ผลักดัน ต้องปรับอัลกอริทึมเพื่อลดความสำคัญของความเกลียดชังและข้อมูลเท็จ และเปิดเผยนโยบายการหารายได้อย่างโปร่งใส ประการสุดท้าย อินฟลูเอนเซอร์เองต้องถูกเรียกร้องให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงขึ้น ในฐานะบุคคลสาธารณะที่มีอิทธิพล พวกเขามีความรับผิดชอบที่จะใช้เวทีของตนสร้างสะพานเชื่อม มากกว่าจะเผามันทิ้งเพื่อแลกกับค่าตอบแทน เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างภูมิทัศน์ดิจิทัลที่ทำให้สันติภาพและความร่วมมือเกิดขึ้น ขณะที่กำจัดความขัดแย้งและความเกลียดชัง
หมายเหตุ:
ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศาสตราจารย์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต
บทความนี้ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษที่ The Diplomat ภายใต้หัวข้อ How a Thai Influencer is Profiting from the Border Conflict with Cambodia ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2025 https://thediplomat.com/2025/08/how-a-thai-influencer-is-profiting-from-the-border-conflict-with-thailand/
