Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สารพิษข้างต้นหมายถึง ธาตุสารหนู (Arsenic, สัญลักษณ์ทางเคมี : As) ที่มีค่าเกิน “ค่ามาตรฐาน” ในตัวอย่างน้ำ ที่เก็บจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย บริเวณจังหวัดเชียงราย ติดชายแดนประเทศเมียนมา แต่ตัวอย่างตะกอนดินส่วนใหญ่ยังไม่เกิน “ค่ามาตรฐาน” ตามที่ปรากฏในกระดานข่าวของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และประเมินกันว่า การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกกอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนดังกล่าว ทั้งนี้ สารพิษนั้น อาจมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศเมียนมาได้ 

บทความนี้ จะนำเสนอข้อมูลที่จะแสดงให้เห็นว่า ปริมาณของธาตุสารหนูที่ตรวจพบในน้ำของแม่น้ำกกนั้น มีน้อยมากและประชาชนไม่ได้บริโภคน้ำโดยตรงจากแม่น้ำกก จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวตามที่มีความกังวล 

คพ. ได้เก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินตามแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง แล้วรายงานผลเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ครั้งล่าสุดเป็นผลวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ครั้งที่ 8 วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และตัวอย่างตะกอนดินครั้งที่ 3 วันที่ 12 มิถุนายน 2568 รวมทั้ง มีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดปัญหาการปนเปื้อน เช่น การสร้างฝายดักตะกอน เป็นต้น อีกทั้ง ชุมชนท้องถิ่นพยายามผลักดันให้รัฐบาลส่วนกลางและ/หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้และแก้ไขปัญหาอย่างรีบด่วน 

คพ. เก็บตัวอย่างน้ำทั้งหมด 148 ตัวอย่าง จาก 24 จุด (มี 15 จุด ที่เก็บตามแม่น้ำกก เริ่มตั้งแต่อำเภอท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ ผ่าน อำเภอเมืองเชียงราย ไปจนลงแม่น้ำโขงที่ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) มีค่าวิเคราะห์ปริมาณของธาตุสารหนูตั้งแต่ <0.010 ถึง 0.055 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/l หรือ ppm: part per million, ส่วนในล้านส่วน) หรือ <10 ถึง 55 ไมโครกรัมต่อลิตร (µg/l หรือ ppb: part per billion, ส่วนในพันล้านส่วน, ซึ่งในเอกสารนี้จะใช้หน่วยเป็น ppb เพื่อให้สั้นและสะดวกต่อการอ้างอิง) มีค่าเฉลี่ย (Mean) ที่ 19.4 ppb ค่ากลาง (Median) ที่ 16 ppb มีตัวอย่างน้ำร้อยละ 86 หรือ 128 ตัวอย่าง มีค่าวิเคราะห์ธาตุสารหนูมากกว่า 10 ppb ซึ่ง “มีค่าสูงเกินค่ามาตรฐาน” และ มี 3 ตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 2 ที่มีค่า >50 ppb อยู่ในแม่น้ำสาย 

“ค่ามาตรฐาน” หรือ Maximum permissible limit ข้างต้นเป็นการกำหนดตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ในปี พ.ศ. 2537 ที่กำหนดให้ปริมาณของสารหนูใน “แหล่งน้ำผิวดิน” มีค่าไม่เกินกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือ 10 ppb อย่างไรก็ตาม มีหน่วยงานหลายแห่งกำหนดค่ามาตรฐานของสารหนูนี้ด้วย เช่น กรมอนามัยกำหนดเกณฑ์คุณภาพ “น้ำประปาดื่มได้” ของสารหนูที่ 10 ppb, องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนด “ค่าแนะนำในน้ำดื่ม” ที่ 10 ppb (เดิม WHO เคยกำหนดที่ 50 ppb), สหภาพยุโรปกำหนดค่าใน “น้ำดื่ม” ที่ 10 ppb, ประเทศอินเดียและบังคลาเทศ กำหนดค่าใน “น้ำดื่ม” ที่ 50 ppb, องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำหนดค่าใน “น้ำเพื่อการเกษตร” ที่ 100 ppb หรือใน “น้ำเพื่อการปลูกข้าว” ที่ 50 ppb, กรมชลประทานกำหนดค่าใน “น้ำทิ้งในทางน้ำชลประทาน” ที่ 250 ppb เป็นต้น จะเห็นว่า “ค่ามาตรฐาน” ส่วนใหญ่กำหนดตามวัตถุประสงค์ และแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ใน “น้ำดื่ม” และ “น้ำใช้” 

“ค่ามาตรฐาน” ในน้ำดื่ม WHO เคยกำหนดที่ 50 ppb แต่ลดลงมาที่ 10 ppb เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวหากมีการบริโภคน้ำที่มีสารหนูสูงเป็นประจำ ซึ่งหากจะประเมินปริมาณของสารหนูที่จะเข้าสู่ร่างกายคนอย่างง่าย ๆ โดยตั้งต้นว่า คนเราดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร สารหนูจะเข้าสู่ร่างกายได้ 100 ไมโครกรัม ทุก ๆ วัน แต่ ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะได้ประมาณร้อยละ 50-70 ในระยะเวลา 2-7 วัน และยังคงมีส่วนน้อยสะสมอยู่ในร่างกาย ดังนั้น หากมีการดื่มน้ำที่มีสารหนูที่ 50 ppb เป็นประจำและนาน สารหนูก็จะสะสมในร่างกายเพิ่มสูงขึ้นได้และอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว 

WHO และ FAO กำหนดค่าของสารหนูในน้ำโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ กล่าวคือ 

“น้ำดื่ม” ที่ 10 ppb เพราะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง หรือ “น้ำใช้” เพื่อการเกษตรกรรม/ปลูกข้าว ที่ 100/50 ppb เพราะต้องคำนึงถึงตัวกลาง (ผลผลิตทางการเกษตรหรือข้าว) ที่จะนำสารหนูเข้าสู่ร่างกายอีกทอดหนึ่ง ตัวกลางจะส่งต่อได้มากหรือน้อยก็มีส่วนด้วยอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ข้าวก็อาจจะส่งต่อได้มากกว่าเพราะมีการบริโภคข้าวมาก แต่หากเป็นกระเทียม/ต้นหอม/ใบกระเพรา ก็จะส่งต่อได้น้อยกว่าเพราะบริโภคน้อย เป็นต้น แต่ ค่ามาตรฐานในแหล่งน้ำผิวดินซึ่งกำหนดที่ 10 ppb เป็นเสมือนกับจะใช้แหล่งน้ำผิวดินดื่มโดยตรง จึงคิดว่าเป็นการกำหนดค่าที่ไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงแวดล้อมในทางปฏิบัติ ซึ่งจะมีผลต่อมาตรการต่าง ๆ ที่ตามมา เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและมาตรการเหล่านั้นก็มักจะเกินความจำเป็น 

นอกจากปริมาณของสารหนูในน้ำแล้ว ปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ คือ ชนิดของสารหนู ซึ่งแบ่งเป็น สารหนูอินทรีย์ (Organic arsenic) และ อนินทรีย์ (Inorganic arsenic) สารหนูอินทรีย์ พบในสิ่งมีชีวิต มีมากในอาหารทะเลแต่มีผลกระทบต่อสุขภาพต่ำ ส่วนสารหนูอนินทรีย์จะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า พบในสิ่งไม่มีชีวิต เช่น หิน ดิน ทราย แร่ น้ำ เป็นต้น 

ในธรรมชาติ แร่ที่มีสารหนูเป็นส่วนประกอบและพบได้ง่าย คือ แร่อาเซโนไพไรต์ (Arsenopyrite, FeAsS) ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก สารหนูและกำมะถัน แร่ชนิดนี้เป็นของแข็ง เมื่อสัมผัสอากาศและน้ำจะแตกตัวง่ายสะสมอยู่ในดินและสารหนูก็มักละลายปะปนไปในน้ำ โดย สารหนูที่ละลายในน้ำก็แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ คือ อาร์เซเนต (Arsenates, As5+) และ อาร์เซไนต์ (Arsenites, As3+) 
อาร์เซเนตจะอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนสูงหรือน้ำผิวดิน แต่อาร์เซไนต์จะอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำหรือในน้ำใต้ดิน สารหนูทั้ง 2 แบบนี้ สามารถสลับเปลี่ยนรูปแบบกันไปมาได้ตามสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ อาร์เซไนต์จะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่า ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่า น้ำใต้ดินที่มีสารหนูสูงจะมีผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าน้ำผิวดิน 

โดยปกติ สารหนูที่ละลายอยู่ในน้ำจะจับตัวกับธาตุอื่นหรือเกาะกับดินที่มีประจุลบ เปลี่ยนเป็นของแข็ง แล้วตกตะกอนออกมาจากน้ำ ทำให้ปริมาณสารหนูลดลงเป็นลำดับตามระยะทางที่น้ำไหลผ่านไป หากไม่มีแหล่งของสารหนูอื่นที่จะเพิ่มเติมลงในน้ำนั้น 

บริเวณที่มีการปนเปื้อนสารหนู 2 แห่ง ต่อไปนี้ เป็นนบริเวณที่ได้รับความสนใจและเป็นตัวแทนของการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมแบบที่มีแหล่งกำเนิดชัดเจน (Point source) และ แบบที่ไม่มีแหล่งกำเนิดชัดเจน (Non-point source) คือ ที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และ ที่ประเทศบังคลาเทศ ตามลำดับ 

อำเภอร่อนพิบูลย์ เป็นบริเวณที่มีการปนเปื้อนสารหนูในสิ่งแวดล้อมและมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว บริเวณนี้ เคยมีการทำเหมืองแร่ดีบุกมานานมากและสายแร่ดีบุกซึ่งแทรกในหินแข็งบนภูเขาสูงมักมีแร่อาเซโนไพไรต์ปะปนอยู่ด้วย เมื่อแยกแร่ดีบุกออกไปขายแล้วก็ทิ้งแร่อาเซโนไพไรต์ไว้โดยไม่มีมาตรการป้องกัน ส่งผลให้มีปริมาณสารหนูมากในหิน ดินและน้ำ และมีผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาและที่ราบใกล้เคียง เคยมีการสำรวจเก็บตัวอย่างน้ำ วิเคราะห์ค่าสารหนูครอบคลุมพื้นที่ซึ่งห่างจากแหล่งแร่ดีบุกประมาณ 5-20 กิโลเมตร พบว่า มีค่าตั้งแต่ 10-1,000 ppb เฉลี่ย 200 ppb และประชาชนที่อาศัยอยู่เป็นโรคผิวหนังและมะเร็งจากการได้รับสารหนู และคนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ มักมีอายุมากและมีประวัติการใช้น้ำบ่อ (หรือบ่อน้ำตื้น) ในการดื่มและปรุงอาหาร 

บังคลาเทศเป็นประเทศที่ประชากรจำนวนมาก หลายสิบล้านคนได้รับสารหนูจากการบริโภคน้ำใต้ดินที่มีค่าสารหนู >50 ppb บริเวณที่ได้รับผลกระทบมาก คือ ที่ราบลุ่มเบงกอล (Bengal rivers basin) บริเวณปากแม่น้ำใหญ่ 3 สาย คือ แม่น้ำคงคา (Ganges) พรหมบุตร (Bramhaputra) และเมคนา (Meghna) ครอบคลุมเนื้อที่หลายพันตารางกิโลเมตร แต่ เนื่องจากมีประชากรหนาแน่นมากทำให้แหล่งน้ำผิวดินมีการปนเปื้อนสูง จึงจำเป็นต้องเจาะบ่อบาดาล (Tube well) เพื่อนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้บริโภค แต่ก็ทำให้ได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกาย 

จากตัวอย่างการปนเปื้อนและพฤติกรรมตามธรรมชาติของธาตุสารหนูในน้ำตามที่กล่าวข้างต้น ทำให้เห็นว่า การบริโภคน้ำใต้ดินที่มีสารหนูสูงเป็นประจำและต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ แม้ว่าร่างกายสามารถขับออกเองตามธรรมชาติได้แต่ยังคงเหลืออยู่และสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดเป็นโรคผิวหนังและมะเร็งได้ 

ดังนั้น ปริมาณของสารหนูที่พบในแม่น้ำกกและใกล้เคียงซึ่งเป็นแหล่งน้ำผิวดินหรือน้ำในแม่น้ำไม่ได้ใช้เพื่อการบริโภคโดยตรง มีค่าสารหนูส่วนใหญ่ <50 ppb จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง