Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

 

อินโดนีเซียเป็นประเทศหมู่เกาะขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์มีเส้นทางการเมืองของประเทศที่มีความผันผวนและรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคสมัยอาณานิคมจนไปถึงหลังการประกาศเอกราชจากเนเธอร์แลนด์ในปี ค.ศ.1945 ดินแดนแห่งนี้ต้องเผชิญความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ความแข็งแกร่งของกองทัพอินโดนีเซียมิได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากการสะสมอำนาจมากับประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์จากเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อเอกราชในสงครามการปฏิวัติแห่งชาวอินโดนีเซีย (Indonesian War of Independence) ในปี ค.ศ.1945 – 1949 เพื่อต่อต้านการกลับเข้ามาของกองทัพอาณานิคมดัตซ์ด้วยเหตุนี้กองทัพจึงถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญที่สำคัญไม่แพ้ซูการ์โนประธานาธิบดีคนแรกและบิดาผู้ก่อตั้งรัฐชาติอินโดนีเซีย ตรงนี้เองที่ทำให้กองทัพมีทุนทางความชอบธรรม ในการแทรกแซงการเมือง เนื่องจากกองทัพไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ชาติ

กองทัพอินโดนีเซีย (Tentara Nasional Indonesia – TNI) กลายเป็นสถาบันที่ทรงพลังที่สุดในรัฐ เนื่องจากบทบาทของกองทัพในการต่อสู้เพื่อเอกราชและความมั่นคงของประเทศ หลังเหตุการณ์สามสิบกันยายนในปี 1965 เกิดโศกนาฏกรรมซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศเมื่อกลุ่มนายทหารหนุ่มพยายามก่อการยึดอำนาจ ส่งผลให้เกิดการสังหารนายพลระดับสูงหลายคน นำไปสู่การล่มสลายทางอำนาจของประธานาธิบดีซูการ์โนและการเปลี่ยนผ่านขึ้นสู่อำนาจของซูฮาร์โต ส่งผลให้เกิดการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนีเซีย (PKI) ตลอดจนการสังหารหมู่ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์นับแสนคนทั่วประเทศอินโดนีเซียในเวลาต่อมากองทัพภายใต้การนำของซูฮาร์โตได้ขึ้นมาเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด กองทัพถูกสถาปนาให้มีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ชาติและระบอบของรัฐ ส่งผลให้เกิดระบบการเมืองแบบเผด็จการทหารขึ้นมาในประเทศจากความล้มเหลวในระบอบประชาธิปไตยด้วยกลไกทางรัฐสภาของอินโดนีเซียซึ่งพึ่งเป็นรัฐชาติน้องใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอายุแค่เพียง 20 ปี นโยบายดวีฟุงซี (Dwifungsi) หมายถึงทหารมีบทบาททั้งป้องกันประเทศ (อาชีพทหาร) และ บริหารสังคม (นักการเมือง) ในเวลาเดียวกัน นโยบายดวีฟุงซีจึงเปรียบเสมือนหนึ่งในเสาเอกที่ฝังใต้ฐานของบ้านอย่างรัฐอินโดนีเซียกว่า 3 ทศวรรษ ยุคระเบียบใหม่ (New Order) ของซูฮาร์โต กองทัพไม่เพียงควบคุมด้านการป้องกันประเทศ แต่ยังมีอิทธิพลโดยตรงต่อการบริหารราชการ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตลอดจนการควบคุมสภาผู้แทนราษฎร เต็มไปด้วยนายทหารจำนวนมากดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ หัวหน้าจังหวัด รัฐมนตรี และผู้แทนราษฎรโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง กองทัพจึงกลายเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ที่แนบแน่นกับระบอบซูฮาร์โต

ถึงแม้ว่าการเข้ามาของซูฮาร์โตจะทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด จากการลงทุนอันมหาศาลจากนานาชาติ แต่ปัญหาที่ตามมาของเผด็จการคือการปิดกั้นเสรีภาพทางการเมืองที่ควบคุมสังคมด้วยความหวาดกลัว เรื่องที่จะปฏิรูปกองทัพในอินโดนีเซียจึงถือเป็นแนวคิดที่เป็นเรื่องยากเป็นอย่างยิ่งแทบจะเป็นไม่ได้ การรื้อโครงสร้างรากฐานที่เปรียบได้อย่างเสาเอกของระบอบอำนาจนิยมทางการเมืองทั้งระบบถือเป็นเรื่องยากมากที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากสภาพสังคมอินโดนีเซียในสมัยนั้น ซึ่งเท่ากับว่าต้องเผชิญกับอำนาจรัฐโดยตรงและการถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หรือ อาจจะบังคับให้สูญหายในที่สุด

เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี ครั้ง ค.ศ. 1997–1998 ส่งผลให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียถดถอยอย่างหนัก เกิดเงินเฟ้อ ค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำ การว่างงาน ก่อให้เกิดกระแสเรียกร้องประชาธิปไตยที่นำโดยนักศึกษาและภาคประชาชนทั่วประเทศ ซูฮาร์โตเลือกที่จะใช้กำลังในการปราบปรามการเคลื่อนไหวในครั้งนี้แต่ในที่สุดก็ต้องลาออกเนื่องจากไม่สามารถแก้ไขวิฤกติศรัทธา หลังจากนั้นกองทัพก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ แบ่งออกเป็นกลุ่มที่ยังภักดีต่อซูฮาร์โต และกลุ่มที่เห็นว่าควรถอยออกจากการเมืองเพื่อปกป้องเกียรติของสถาบันทหาร ต่อมาเกิดการคืนอำนาจให้กับประชาชน จุดเริ่มต้นของแนวคิดในการปฏิรูปกองทัพจึงเกิดขึ้นในบรรยากาศแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ไม่แน่นอน กองทัพยังคงมีพลัง แต่ไม่สามารถปฏิเสธกระแสสังคมได้อีก จนเกิดกระบวนการปฏิรูปนำไปสู่การเอาทหารออกไป มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การห้ามทหารดำรงตำแหน่งการเมืองโดยตรง การปรับปรุงระบบงบประมาณและความโปร่งใสของกองทัพ เป็นต้น

หนังสือเอาทหารออกไป เป็นงานวิชาการได้ถ่ายทอดการวิเคราะห์เชื่อมโยงทั้งโครงสร้างอำนาจและพลวัตทางสังคมการเมืองทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการปฏิรูปกองทัพไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างกฎหมายและนโยบายเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรมองค์กร การจัดสรรผลประโยชน์กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สืบทอดยาวนานในทางประวัติศาสตร์ โดยผู้เขียนได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียสามารถฝังรากได้จริงหรือไม่ หากกองทัพยังคงมีอำนาจครอบงำ?” และหนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนประเด็นของ Samuel Huntington จากหนังสือ The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations ชี้ให้เห็นว่าการทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพอย่างเดียว (Professional Soldiers) เป็นวิธีการดีที่สุดในการป้องกันรัฐประหารและยับยั้งการก้าวก่ายการเมืองในอนาคต ดังนั้นการสร้างประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน หากกองทัพยังเป็นผู้เล่นทางการเมือง โดยตรง กรณีอินโดนีเซียจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการจำกัดบทบาทกองทัพ แต่ก็ยังสะท้อนความท้าทายของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทหารและการเมืองยังแยกออกจากกันไม่ขาดโดยสิ้นเชิง

หนังสือเล่มนี้ยังมีประเด็นที่เน้นให้เห็นว่ากองทัพอินโดนีเซียกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจ ผ่านธุรกิจของทหารและเครือข่ายทุน ประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต เช่น ปาปัว ติมอร์ตะวันออก หรืออาเจะห์ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมจนกลายเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่บอบช้ำโดยเฉพาะที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงโดยรัฐจนมาถึงยุคปัจจุบันอีกด้วย

หนังสือเอาทหารออกไปถือเป็นผลงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้ที่สนใจการเมืองอินโดนีเซียและการเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารสู่ประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าการปฏิรูปกองทัพคือหัวใจของการสร้างประชาธิปไตยเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศกลับไปอยู่ภายใต้ระบอบทหารอีกครั้ง การศึกษากรณีนี้ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจอินโดนีเซีย แต่ยังสะท้อนบทเรียนให้กับประเทศอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือนเช่นกัน เนื่องจากอินโดนีเซียสามารถผลักดันทหารออกจากรัฐสภาและลดบทบาทการเมืองโดยตรงได้สำเร็จจึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการปฏิรูปกองทัพ แม้ไม่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็ทำให้กองทัพค่อย ๆ ถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตที่แคบมากยิ่งขึ้น ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์หลังการโค่นล้มมาร์กอส แม้ฟิลิปปินส์เดินสู่เส้นทางประชาธิปไตย แต่กองทัพยังมีบทบาทสูงในวิกฤตการเมืองในการควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคม เมียนมากองทัพยังคงมีบทบาทเป็นแกนกลางของระบอบทำให้ประชาธิปไตยแทบเป็นไปไม่ได้ หรือแม้แต่ไทยเองยังคงประสบกับรัฐประหารอยู่หลายครั้ง แสดงให้เห็นว่าความเข้มแข็งของภาคประชาชนและฉันทามติสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพการปกครองระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้การเปรียบเทียบจะช่วยให้เข้าใจว่าการปฏิรูปสถาบันกับการเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองซึ่ง เป็นสองสิ่งที่ต้องดำเนินควบคู่กัน หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่ากองทัพอาจเป็นทั้ง ผู้พิทักษ์รัฐ และ ผู้ขัดขวางประชาธิปไตย ได้ในเวลาเดียวกัน การทำให้กองทัพถอยออกจากการเมืองจึงต้องอาศัยทั้งแรงกดดันจากประชาชนและเจตจำนงทางการเมืองจากผู้นำพลเรือน

หนังสือเอาทหารออกไป การปฏิรูปกองทัพอินโดนีเซียเพื่อประชาธิปไตยหลังซูฮาร์โต ของ อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปรียบเสมือนเป็นการเปิดประตูให้รู้จักอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเราในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังลงลึกถึงประวัติศาสตร์ของกระบวนการเปลี่ยนการทางการเมืองโดยเฉพาะในด้านการทหารและความมั่นคงของรัฐตั้งแต่ตั้งแต่สมัยอาณานิคมจนถึงการก่อร่างสร้างรัฐชาติอินโดนีเซีย มีการอธิบายที่เข้าใจง่ายที่สำคัญมีภาพประกอบที่น่าสนใจ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันอินโดนีเซียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยขนาดใหญ่ แต่เบื้องหลังในอดีตอินโดนีเซียก็เคยผ่านช่วงที่ขมขื่นจากการถูกครอบงำโดยกลุ่มคณะทหารเป็นระยะเวลานานมาก่อน ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้จักอินโดนีเซียมากยิ่งขึ้นผ่านมุมมองที่แปลกใหม่ ด้วยการนำเสนอของอาจารย์ อรอนงค์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และอินโดนีเซียศึกษาโดยเฉพาะ หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเป็นงานประวัติศาสตร์การเมืองอินโดนีเซีย แต่ยังเป็นคู่มือทางทฤษฎีและการปฏิบัติสำหรับผู้สนใจเรื่องการปฏิรูปกองทัพและการสร้างประชาธิปไตยอีกด้วย

สุดท้ายหนังสือเล่มนี้ได้ย้ำเตือนว่าการสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคงมีเสถียรภาพได้ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งเท่านั้น แต่คือการทำให้อย่างไรให้กองทัพกลับกรมกองอย่างสง่างามตามระเบียบแบบแผนของทหารอาชีพ ผ่านการเรียนรู้จากอินโดนีเซียตัวอย่างที่ดีใกล้ตัวซึ่งสามารถก้าวข้ามเงามืดระบอบเผด็จการทหารของซูฮาร์โตสู่การปฏิรูปด้วยกระบวนการสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง ดังนั้น “การเอาทหารออกไป” จึงเป็นทั้งคำอธิบายประวัติศาสตร์ และอีกทั้งยังเป็นคำเตือนสำหรับประเทศอื่น ๆ ที่ยังคงเผชิญหน้าอำนาจของกองทัพในทางการเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้นเอง

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง