Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สภาฯ มีมติเอกฉันท์รับหลักการ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหยื่อนโยบายรัฐด้านที่ดิน-ทรัพยากรธรรมชาติ นโยบายทวงคืนผืนป่า มรดกยุค คสช. ปิดช่องเอื้อนายทุน ภท.เสนอชื่อ 'ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร' นั่งเก้าอี้ กมธ.วิสามัญ

 

11 ก.ย. 2568 ทีมสื่อพรรคประชาชน และกรุงเทพธุรกิจ รายงานวันนี้ (11 ก.ย.) เวลา 15.00 น.เป็นต้นมา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 22 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ มีการพิจารณาร่าง โดยมี ไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ…. เสนอโดย ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ กับคณะ และร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ…. เสนอโดย เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กับคณะ

ช่วงนำเสนอร่างกฎหมาย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ นำเสนอสาระสำคัญว่า ร่างกฎหมายที่เสนอต้องการให้นิรโทษกรรมและล้างทลทินให้แก่ประชาชนทั้งในคดีอาญา แพ่ง และทางปกครอง กับบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนที่ประกาศที่ดินของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน หรือ ป่ารุกคน และกลุ่มที่ได้รับการครอบครองและทำประโยชน์ หลังวันประกาศที่ดินของรัฐ แต่เป็นผู้ยากไร้ มีที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ ทั้งนี้ไม่รวมถึงผู้ครอบครองเกินกว่าจำนวนดังกล่าวหรือผู้ที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกเอกสารสิทธิ์ครอบครองและถูกดำเนินคดีเรื่องบุกรุก เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2497 จนถึงกฎหมายใช้บังคับ

โฆษณา - Advertising

"วันนี้ที่ดินของประเทศไทย 320 ล้านไร่ จำนวนดังกล่าวสภาพเป็นจริงปี2568 มีพื้นที่ป่า 102 ไร่ พื้นที่ทำเกษตร 149 ล้านไร่และพื้นที่นอกการเกษตร 68 ล้านไร่ และที่ดินเอกชนหรือมีโฉนด 127 ล้านไร่  ปัญหาคือมีคนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกินและที่ดินของรัฐมีหน่วงานดูแล 84 หน่วยงาน 16 กระทรวง ซึ่งมีปัญหาป่าทับคนกับที่คนทับป่า สภาพปัญหารุนแรง มีตัวเลขสำรวจ คือ 1.2ล้านคน ทั้งนี้แต่ละปีใช้เงินพันกว่าล้านบาท แต่ปัญหาไม่ถูกแก้ไข  ทั้งนี้ป่าอนุรักษ์ 3 แสนราย ป่าสงวนแห่งชาติ 4-5 แสนราย ที่ราชพัสดุ  1 แสนราย และที่ดินสปก.บางส่วนที่ทำไม่ชอบ มีคดีบุกรุกป่า 1.3 หมื่นคดี” พ.ต.อ.ทวี อภิปราย

พ.ต.อ.ทวี อภิปรายต่อว่า ร่างพ.ร.บ.คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้คนที่อยู่มาก่อนป่า ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นรากเหง้าได้ หากกฎหมายนี้เกิดได้ใช้เวลา 1 ปี ทำให้ป่าเป็นป่าจริงและคนที่อยู่ในป่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เลาฟั้ง ระบุว่ามีราษฎรที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบด้วยการประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ทับที่อยู่อาศัยทำกินของราษฎร ทำให้มีคนจำนวนมากอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะในเขตป่า ทำให้คนเหล่านี้มีสถานะที่ฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ตลอดเวลา

ที่ผ่านมามีการใช้กฎหมายและนโยบายต่างๆ ในการจับกุมดำเนินประชาชนเหล่านี้จำนวนมาก โดยเฉพาะหลังการรัฐประหาร 2557 มีการออกคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 อันนำไปสู่การจับกุม ตรวจยึดที่ดิน และดำเนินคดีกับประชาชนจำนวนมาก จึงเป็นการสมควรที่จะมีการนิรโทษกรรมและล้างมลทิน รวมทั้งคืนสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินโดยสุจริตก่อนการประกาศเป็นที่ดินของรัฐ หรือผู้ที่ได้รับการผ่อนผันตามนโยบายของรัฐบาล

เลาฟั้ง กล่าวต่อไปว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งนิรโทษกรรมให้แก่คนจน คนชายขอบ และคนไร้ที่ดินทำกิน ที่ถูกดำเนินคดีไปอย่างไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะช่วงการดำเนินการตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของ คสช. ปัญหาป่าทับคน-คนทับป่า เกิดขึ้นมาพร้อมกับการทยอยประกาศเขตป่าช่วงต้นทศวรรษ 2500 ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ถูกประกาศทับไปแล้วสูญเสียสิทธิและโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต 

จากตัวเลขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พบว่าปัจจุบันมีชุมชนที่อยู่ในเขตป่าทั้งหมดราว 23,000 ชุมชน มีที่ดินที่ทับซ้อนกับเขตป่า 16.7 ล้านไร่ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลเกือบทุกยุคล้วนมีนโยบายแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่อยู่ในเขตป่า ทั้งช่วงก่อนปี 2540 ที่รัฐบาลมีนโยบายปฏิรูปที่ดินและกระจายการถือครองที่ดิน ที่ไม่ใช่การออกเอกสารในลักษณะที่เป็นกรรมสิทธิ์ แต่อยู่ในรูปของหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนิคมสร้างตนเอง หรือ สปก. แต่หลังปี 2540 นโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไปจากการปฏิรูปที่ดินมาเป็นการอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำประโยชน์ในเขตป่าโดยใช้เงื่อนไขตามกฎหมายป่าไม้แทน 

เลาฟั้ง กล่าวต่อไปว่าที่เป็นหมุดหมายสำคัญคือ มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ที่ผ่อนผันให้ประชาชนที่อยู่ในเขตป่าถูกประกาศทับที่ได้รับการผ่อนผันไม่ให้ถูกจับกุมดำเนินคดี และกำหนดให้สำรวจการถือครอง พร้อมย้ำไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม หลังจากนั้นมาก็ยังมีมติ ครม.อีกหลายฉบับที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน คือพยายามรับรองสิทธิ์ ผ่อนผันไม่ให้ถูกจับกุมดำเนินคดี และสำรวจการถือครองเพื่อป้องกันไม่ให้คนบุกรุกเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นมติ ครม.ว่าด้วยการคุ้มครองวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงและชาวเล หรือกระทั่งคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 และล่าสุดคือมติ ครม. 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่อนผันให้คนที่ทำกินมาก่อนได้อยู่อาศัยไปก่อนระหว่างที่รอการพิสูจน์สิทธิ์หรือรอให้มีการอนุญาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พอมาถึงปี 2557 คำสั่ง คสช. ที่ 64/2557 หรือการ “ทวงคืนผืนป่า” กลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหา แม้จะบอกว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุน ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น แต่ในทางปฏิบัติมีแต่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ และเพียง 2 สัปดาห์หลังมีการออกคำสั่งนี้ ภาคประชาชนและสื่อมวลชนได้นำเสนอว่าการทวงคืนผืนป่าทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ คสช. จึงได้ออกคำสั่งอีกฉบับหนึ่ง คือคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 ที่เน้นย้ำว่าการทวงคืนผืนป่าต้องไม่กระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน ที่ได้อยู่อาศัยในที่ดินนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ยกเว้นผู้บุกรุกใหม่ ความหมายก็คือให้ทวงคืนเฉพาะจากนายทุน ผู้มีอิทธิพล และผู้บุกรุกใหม่เท่านั้น 

สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่าแต่ในทางปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าใช้วิธีการสนธิกำลังของ กอ.รมน. ทหาร ป่าไม้ ลงไปจับกุมดำเนินคดีอย่างเป็นการทั่วไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง คนที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่จึงเป็นชาวบ้าน และยังมีปฏิบัติการข่าวสาร ทุกครั้งที่มีการจับกุมแม้จะเป็นชาวบ้าน ก็จะมีการออกสื่อทุกระดับย้ำว่าทวงคืนผืนป่าจากนายทุน ผู้มีอิทธิพล และนักการเมืองท้องถิ่น แต่ความจริงคือมีแต่ชาวบ้านที่ถูกจับกุม

ระหว่างปี 2557-2562 มีการดำเนินคดีไปทั้งหมดประมาณ 29,000 คดี ยึดที่ดินไปประมาณ 800,000 ไร่ แต่ที่สำคัญคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเองว่าในจำนวน 800,000 ไร่ ตามจริงแล้วมีเพียงประมาณ 80,000-100,000 ไร่ที่เป็นการบุกรุกใหม่ หรือมีแค่ 10% ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายยึดตามคำสั่ง คสช. 90% ไม่ควรถูกยึดตั้งแต่ต้น โดยจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงปี 2557-2564 มีถึง 4,700 คน เฉพาะที่ปรากฏและเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน แต่หากรวมคดีอื่นๆ ด้วยผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดีในช่วงนี้มีไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ซึ่งเกินกว่า 90% ล้วนเป็นชาวบ้านธรรมดาทั้งนั้น

เลาฟั้ง กล่าวต่อไปว่าร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับนี้จึงมีความประสงค์ในการคืนความเป็นธรรมให้แก่ราษฎรที่ได้อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน และถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม โดยที่ควรได้รับการคุ้มครองตามนโยบายเดิมอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ก็จำเป็นต้องล้างมลทินให้ และในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นที่ดินที่ไม่ได้บุกรุกใหม่ ไม่ใช่นายทุน ก็ปลดล็อกให้ประชาชนสามารถนำที่ดินเข้าสู่กระบวนการรับรองคุมครองสิทธิ์ตามปกติ คนที่สามารถพิสูจน์สิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ก็เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในเงื่อนไขได้รับการคุ้มครอง เช่น เข้าสู่กระบวนการ คทช. ก็ให้มีสิทธิเข้าสู่กระบวนการ คทช.

โดยกลุ่มเป้าหมายตามร่างกฎหมายฉบับนี้มีอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1) ผู้ที่ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนการประกาศเป็นพื้นป่า 2) ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์หลังการประกาศเป็นพื้นที่ป่า แต่ได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. และ 3) ผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 โดยไม่ใช่การนิรโทษกรรมเป็นการทั่วไป เจตนาของร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะนิรโทษกรรมเฉพาะคนที่มีความชอบธรรม มีกฎหมาย และนโยบายคุ้มครอง รัฐบาลไม่ประสงค์ดำเนินคดีกับเขาอยู่แล้วตั้งแต่ต้นเท่านั้น ที่จะมีสิทธิได้รับการนิรโทษกรรม แต่หากเป็นคนที่ที่พิสูจน์แล้วปรากฏว่ามาอยู่หลังการประกาศคำสั่ง คสช. ปี 2557 คนที่เป็นนายทุน มีอิทธิพล คนเหล่านี้ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างกฎหมายฉบับนี้

สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อไปว่าสำหรับขั้นตอนและกระบวนการดำเนินการนั้น เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ในการกลั่นกรอง โดยมีส่วนประกอบที่เป็นภาคส่วนราชการเกือบทั้งหมด โดยคณะกรรมการนิรโทษกรรมระดับจังหวัด จะทำหน้าหลักในการกลั่นกรองบุคคลที่มีคุณสมบัติ ส่วนคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดในระดับชาติ จะทำหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และรับวินิจฉัยอุทธรณ์ในกรณีที่มีการอุทธรณ์ขึ้นมา เมื่อกฎหมายผ่านแล้วรัฐมีหน้าที่ต้องรวบรวมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาพิจารณา โดยที่ผู้เสียหายที่หลุดรอดจากกระบวนการกลั่นกรองออกไปหรือญาติ ก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องได้ด้วยตนเอง โดยกำหนดให้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี เพื่อเร่งรัดให้การดำเนินการนิรโทษกรรมเป็นไปได้อย่างเร็วที่สุด 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้จะปิดประตูนายทุนและผู้บุกรุกใหม่ และทำให้มีความมั่นใจได้ว่าผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมจะต้องเป็นประชาชน คนชายขอบ คนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และคนที่สุจริตจริงเท่านั้น อย่างกรณีเขากระโดง ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นเรื่องของการออกเอกสารสิทธิทับที่ของการรถไฟฯ ไม่ใช่ที่ดินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ รวมทั้งกรณีนายทุนไทยเทาและจีนเทาที่ไปกว้านซื้อที่ดินปลูกทุเรียนตามที่เป็นข่าว กลุ่มนี้ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน

"มันมีความจำเป็นที่เราต้องนิรโทษกรรมให้ประชาชน เพราะทั้งจำนวนมันเยอะจริงๆ ทั้งพื้นที่ที่ถูกตรวจยึดไปอย่างไม่เป็นธรรมก็เยอะจริงๆ หลายคนอาจกังวลว่าจะทำให้นายทุนหลุดรอดเข้าไปรับผลประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ด้วยหรือไม่ เราก็ต้องตระหนักเรื่องนี้เช่นเดียวกัน และในการออกแบบกฎหมายก็จำเป็นต้องมีควมรัดกุม เพื่อสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีนายทุนที่ไหนที่จะมารับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้" เลาฟั้ง กล่าว

ต่อมา ในการอภิปรายของ สส. ต่างอภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งฉบับ เพราะมองว่านโยบายทวงคืนผืนป่านั้นไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และบางกรณีพบการเอื้อให้กับกลุ่มนายทุนมากกว่าต้องการพิทักษ์ผืนป่า จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ เสียงเอกฉันท์ 243 เสียง งดออกเสียง 2 จากนั้นที่ประชุมได้ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ขึ้นมาพิจารณาเนื้อหาต่อไป ด้านพรรคภูมิใจไทย เสนอ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตผู้อำนวยสำนักอุทยานแห่งชาติ นั่ง กมธ.วิสามัญฯ ด้วย 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising