- ตอนเกิดรัฐประหาร 19 กันยา 49 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) อยู่ที่ 686 จุด มาตอนนี้ล่าสุดดัชนีหุ้นไทยอยู่แถว1300จุด
และตอนเกิดรัฐประหารหนล่าสุดเมื่อปี 57 อยู่ที่ 1415จุด
ดูในระยะยาวจากสถิติตัวเลขนี้ก็คงชี้ไปในทางที่ว่าการรัฐประหาร หรือการเลือกตั้งไม่ได้มีนัยยะสำคัญต่อตลาดหุ้นไทย รัฐประหารอาจให้ผลลัพธ์ที่ดูดีกว่าด้วยซ้ำไป ว่าไหม?
2.ยิ่งมาดูสถิติเงินทุนไหลเข้า (Fund inflow) ที่มีผลให้ตลาดหุ้นขึ้นในช่วง 20 ปีให้หลังก็ชี้ว่า รัฐประหารปี 49 ไม่ได้ทำให้เงินหยุดไหลเข้า
ปัจจัยเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในสหรัฐฯต่างหากที่ทำให้เงินไหลมาเข้าตลาดหุ้นไทยหลังวิกฤตHAMBURGERปี2551 จนตลาดหุ้นไทยขึ้นไปทำผลตอบแทนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การรัฐประหาร 22 พค.57 ก็ยังไม่ทำให้เงินทุนไหลออกเช่นกัน แถมไหลเข้ามาเพิ่มขานรับการเลือกตั้งต้นปี 62 ด้วย
แต่หลังเลือกตั้งหนนั้นเป็นต้นมาเงินทุนก็ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง(Fund outflow) เหตุมาจากรัฐธรรมนูญปี60เขียนช่องให้มีการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารของลุงตู่ และนำมาสู่เสถียรภาพทางการเมืองที่เปราะบาง 2ปีเปลี่ยนตัว3นายกฯ กระทบต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ
3. ก่อนการรัฐประหารปี 49 และ 57 ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจพอๆ กับชาติอื่นๆ ในอาเซียน บางปีมากกว่าด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นเราก็รั้งท้าย หรือที่โหล่ มี GDP เติบโตต่ำกว่าเพื่อนบ้านครึ่งต่อครึ่ง
นอกจากปัจจัยเงินลงทุนโดยตรงมาน้อยลง และหันไปเวียดนามเพื่อนบ้านเราแทนแล้ว ก็จากการที่ไทยพึ่งพาเศรษฐกิจส่งออก-การท่องเที่ยวซะมาก
หลัง COVID ระบาด เศรษฐกิจจึงตกต่ำ และปัจจัยการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ และขาดความสืบเนื่องก็เป็นปัจจัยลบสำคัญเช่นกัน
4. เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสำคัญของโลกคือสหรัฐ ญี่ปุ่น ประเทศอาเซียน (เวียดนาม,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์) ก็จะพบว่าตลาดหุ้นไทยในระยะ 20 ปี นับแต่เกิดความวุ่นวายไร้เสถียรภาพการเมืองมที่มีจุดเริ่มต้นในปี2548ถึงปัจจุบัน ผ่านรัฐประหารสองรอบ แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนสูงขึ้น แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่เขามีเศรษฐกิจตลาดหุ้นทะยานไปไกล แต่เรานั้นร่วงลงอยู่รั้งท้ายตารางหุ้นโลก
5. แล้วรัฐประหารเที่ยวล่าสุดนี้ ประเทศไทยมีค่าเสียหาย และค่าเสียโอกาสเท่าไหร่?
ให้พิจารณาจากว่าตอนนี้ (19 กันยายน 68) ตลาดหุ้นไทยเรามีมาร์เก็ตแค็ป หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเท่ากับ 16ล้านล้านบาท
หากเปรียบเทียบก่อนเกิดรัฐประหาร 22พค. 57 ก็มีมาร์เก็ตแค็ปอยู่ 16ล้านล้านบาทครับ ดูในแง่มุมนี้ ประเทศไม่ได้ไม่เสียอะไรจากรัฐประหาร
แต่หากพิจารณาโดยเปรียบเทียบกับดัชนีชี้วัดสากล อย่างดัชนีดาวโจนส์ ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ช่วงเวลาเดียวกัน(คือช่วงไทยเกิดรัฐประหารปี 2557 กับปัจจุบันนี้) ดาวโจนส์ขึ้นมาจาก 15,000 จุด มาที่ 46,000 จุด คือขึ้นมา 206 %
เปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียน อย่างเวียดนามที่ขึ้นมาจาก 560 จุด มาที่ 1,665 จุด ขึ้นมา 197 %
หุ้นโซน TIP อย่างอินโดนีเซียที่ขึ้นจาก 4800 จุดมาที่ 8000 จุด หรือขึ้นมาราว 66%
หากตลาดหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก (คือขึ้นมาระดับ 200% แบบอเมริกา หรือเวียดนาม) ตอนนี้ดัชนีหุ้นไทยควรจะไปที่ 4200 จุด มาร์เก็ตแค็ปก็ใกล้แตะ 50ล้านล้านบาทไปแล้ว
หรือหากขึ้นมาในระดับ66%แบบเดียวกับอินโดนีเซีย ซึ่งเคยเป็นbencmarkกันมาก่อน (ด้วยขนาด GDP และอัตราเติบโต GDP ที่เคยใกล้เคียงกัน) ดัชนีตลาดหุ้นประเทศเราก็ควรจะขึ้นมาแถวๆ 2,350 จุด หรือมาร์เก็ตแค็ปในเวลานี้ควรจะอยู่ราวๆ 26 ล้านล้านบาท หรือเติบโตขึ้นซัก10 ล้านล้านบาท
แต่ความจริงคือตลาดหุ้นไทยยังมีมาร์เก็ตแค็ปที่ 16 ล้านล้านบาท เท่ากับตอนเกิดรัฐประหารหนล่าสุด คือเติบโตเท่ากับ"ศูนย์"
กล่าวคือประเทศจะมีค่าเสียโอกาสตั้งแต่ 10 ล้านล้านบาทไปถึงราวๆ 30 ล้านล้านบาท จากค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น
เมื่อคิดเทียบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่ตกเฉลี่ยปีละ3ล้านล้านบาท ก็เทียบได้ว่าประเทศไทยจ่ายค่าเสียหายให้กับการรัฐประหารไประหว่าง 3 ถึง 10 ปีงบประมาณ
ดังนั้นก่อนจะเพรียกหาการรัฐประหารทุกครั้ง ทุกท่านควรคิดถึงค่าเสียโอกาสและค่าเสัยหายด้วยนะครับ
ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ เป็นประธานบริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น
( ก่อตั้ง พศ.2540 อยู่ภายใต้การกำกับ ของ กลต. กระทรวงการคลัง )
