Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในโอกาสครบรอบ 114 ปีวันชาติสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน ย้ำสามคำนิยาม “งดงาม นวัตกรรม ยืดหยุ่น” ไต้หวันเป็นประเทศที่เที่ยวได้ปลอดภัย พัฒนาเศรษฐกิจ ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และเตรียมเพิ่มงบกลาโหม 3% ของจีดีพี เพื่อแสดงความมุ่งมั่นปกป้องประชาธิปไตย ชี้ไต้หวันเหมาะสมเป็นพันธมิตรด้านพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยไต้หวันลงทุนเป็นอันดับ 4 และชาติคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย พร้อชวนชาวไทยร่วมมือใกล้ชิดสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ขณะเดียวกันในงานฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน ที่ไทเปเช้านี้ (10 ต.ค.) ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวันหวังจีนแผ่นดินใหญ่ละทิ้งการใช้กำลัง เพื่อร่วมกันธำรงรักษาสันติภาพ ไต้หวันปีนี้ยังมีหมุดหมายสำคัญหลังผ่าน 10 กันยายนที่ผ่านมา ตอนนี้จำนวนวันที่ไต้หวันอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ยกเลิกใช้กฎอัยการศึก แซงหน้าจำนวนวันที่ไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองเผด็จการ ถือเป็นสัญลักษณ์ของการอำลายุคเผด็จการอย่างแท้จริง และการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเสรีภาพและความหวัง


ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป กล่าวสุนทรพจน์วันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ครบรอบ 114 ปี เมื่อ 10 ตุลาคม 2568

ในโอกาสครบรอบ 114 ปีวันชาติสาธารณรัฐจีน หรือ ไต้หวัน ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ตุลาคม ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ปีที่ 114 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยมีนายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป และภริยาเป็นประธานในพิธี ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ทั้งฝ่ายการเมือง ความมั่นคง นักวิชาการ สื่อมวลชน นักธุรกิจชาวไต้หวันในประเทศไทย สมาคมต่างๆ เช่น ประธานสมาคมชาวจีนโพ้นทะเลแห่งประเทศไทย นายกสมาคมจงหัวแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมการช่วยเหลือฉุกเฉินชาวไต้หวันประเทศไทย รวมถึงคณะทูตจากนานาประเทศ นับพันคนเข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมเฉลิมฉลอง

ในการกล่าวสุนทรพจน์ ปีเตอร์ หลัน ซึ่งเป็นผู้แทนรัฐบาลไต้หวันในไทยกล่าวว่า ค่ำคืนนี้ (6 ต.ค.) เป็นวันไหว้พระจันทร์ และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านยังคงให้เกียรติมาร่วมงานวันชาติฉลองครบรอบ 114 ปีแห่งการสถาปนาสาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน) ณ ที่นี้ คือการยืนยันถึงมิตรภาพและการสนับสนุนที่ดีที่สุดต่อเรา กระผมในนามผู้แทนรัฐบาลและประชาชนสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง

เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยได้ให้จำกัดความสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ไว้ 3 ประการคือ งดงาม (Beautiful) นวัตกรรม (Innovative) และมีความยืดหยุ่น (Resilience) ประการแรก ไต้หวัน “งดงาม” ไต้หวันเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในหมุดหมายการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและเป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี ค.ศ.2015 จนถึงก่อนการระบาดของโรคโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปไต้หวันมากกว่า 10 ล้านคนต่อปี และในปี ค.ศ. 2024 มีเพื่อนๆ ชาวไทยเดินทางไปไต้หวันเกือบ 400,000 คน

ประการที่สอง ไต้หวันมีความเป็น “นวัตกรรม” ไต้หวันมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก จากประกาศผลการการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลกประจำปี 2025 (2025 IMD World Competitiveness Yearbook) ของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) แห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏว่า ไต้หวันครองอันดับที่ 6 จากตัวอย่างการสำรวจ 69 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง NVIDIA, Microsoft, AMD และ Micron ได้เลือกจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในไต้หวัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของไต้หวันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับโลก และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการก้าวขึ้นเป็น “เกาะแห่งปัญญาประดิษฐ์”

ประการที่สาม ไต้หวันมีความยืดหยุ่นในการปรับตัว ในไตรมาสที่สองของปี ค.ศ.2025 อัตราการเติบโต GDP ของไต้หวันสูงถึง 8.01% ซึ่งอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ยังได้ประกาศจะเพิ่มงบประมาณกลาโหมในอนาคตเป็น 3% ของ GDP ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไต้หวันในการปกป้องประชาธิปไตย พร้อมกันนี้ไต้หวันกำลังเสริมสร้างแนวปฏิบัติเพื่อบรรลุเป้าหมาย ESG อย่างจริงจัง รวมถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวด้านพลังงาน เพื่อรับรองอนาคตที่ยั่งยืน

ผู้แทนไต้หวันเน้นย้ำว่า เรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล สมดังที่ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า จะสร้าง “ประเทศแห่งเศรษฐกิจที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ซึ่ง หลิน เจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจึงนำเสนอ “การทูตเชิงบูรณาการ” และ “การทูตเศรษฐกิจ” ให้สอดคล้องกับแนวคิดนี้ โดยจะผสานกำลังของภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริม “5 อุตสาหกรรมสำคัญที่พึ่งพาได้” (Five Trusted Industries: Semiconductors, AI, Military, Security and surveillance, Next-generation communication) และ “นโยบายมุ่งใต้ใหม่ยุคดิจิทัล” อย่างต่อเนื่อง โดยผ่าน “แผนแม่บทการสร้างความเจริญรุ่งเรืองของชาติและมิตรประเทศ”

บัดนี้ ขอให้เราหันมาดูศักยภาพอันมหาศาลของความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทย ในปี ค.ศ. 2024 ไต้หวันมีการลงทุนเป็นอันดับ 4 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของไทย ทำให้ไต้หวันเป็นพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต เริ่มตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา โครงการหลวง (Royal Project) เป็นโครงการอันเริ่มมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในเวลาต่อมา แม้ความสัมพันธ์ทางการระหว่างไทยและไต้หวันจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่โครงการนี้ก็ยังคงเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง ก่อเกิดประโยชน์แก่ชาวไทยกว่า 200,000 คนใน 7 จังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ตอนนี้มีชาวไต้หวันนำพักอยู่ในประเทศไทยประมาณ 200,000 คน เช่นกัน และมีบางส่วนอยู่ที่นี่ในค่ำคืนนี้พอดี จะขอกล่าวถึงสถาบันการศึกษาชั้นนำหนึ่งที่แห่งตั้งอยู่ในประเทศไทย คือสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สถาบันแห่งนี้ได้พัฒนาบุคลากรดีเด่นชาวไต้หวันจำนวนมาก บางท่านได้เป็นถึงรัฐมนตรี นี่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของความร่วมมือระหว่างไต้หวันและไทย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป ประเทศไทยได้กลายเป็นที่มานักศึกษาชาวต่างชาติอันดับที่ 6 ของไต้หวัน โดยปีที่แล้ว มีนักศึกษาชาวไทยจำนวน 4,700 คนไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน

ในช่วงท้ายของงานเลี้ยง นายปีเตอร์ หลัน ได้กล่าวเชิญชวนเพื่อนชาวไทยให้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด บนพื้นฐานแห่งมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไต้หวันและประเทศไทย เพื่อร่วมกันคว้าโอกาสและแสวงหาหนทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองและเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยในช่วงท้าย ปีเตอร์ หลัน ได้เชิญชวนผู้ร่วมงานยกแก้วร่วมดื่มอวยพร ขอให้สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เจริญรุ่งเรือง และขอให้มิตรภาพระหว่างไต้หวันกับประเทศไทยยั่งยืนตลอดไป

ปธน.ไต้หวันหวังจีนแผ่นดินใหญ่ละทิ้งการใช้กำลัง เพื่อร่วมกันธำรงรักษาสันติภาพ


ผู้เข้าร่วมวันชาติสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน ปีที่ 114 เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ที่มา: RTI Fanpage

ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันนี้ (10 ต.ค.) เว็บไซต์สถานีวิทยุ RTI ภาคภาษาไทย รายงานว่า ไล่ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน กล่าวสุนทรพจน์วันชาติปีที่ 114 ว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 80 ปีแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเตือนให้โลกตระหนักถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ “ไต้หวันประชาธิปไตย” คือศูนย์กลางแห่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก ไต้หวันจะมุ่งมั่นรักษาสถานะปัจจุบัน และหวังว่าจีนจะละทิ้งการใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน เพื่อร่วมกันธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ไล่ชิงเต๋อกล่าวว่า ทุกปีประชาชนจะรวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของประเทศ แต่ปีนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เพราะเป็นปีสำคัญของประชาธิปไตยไต้หวัน เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ไต้หวันได้บรรลุจุดเปลี่ยนสำคัญ คือจำนวนวันที่อยู่ภายหลังการยกเลิกกฎอัยการศึก ได้แซงหน้าจำนวนวันที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองแบบกดขี่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอำลายุคเผด็จการอย่างแท้จริง และการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งเสรีภาพและความหวัง

ปธน.ไต้หวันกล่าวถึงเรื่องราวของผู้คนที่ต่อสู้เสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาและเลือดหลั่งไหลต่อต้านการรุกราน หรือความกล้าหาญของผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและอิสรภาพ ทุกสิ่งล้วนหล่อหลอมให้เกิด “ไต้หวันประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นตัวตนที่ชัดเจนของประชาชนกว่า 23 ล้านคนในไต้หวัน–เผิงหู–จินเหมิน–มาจู่ ซึ่งส่องแสงแห่งความหวังให้แก่ผู้ที่ยังอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทั่วโลก

ไล่ชิงเต๋อ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่ลัทธิเผด็จการกำลังขยายอิทธิพล และระเบียบระหว่างประเทศกำลังเผชิญความท้าทายอย่างรุนแรง ความมั่นคงของช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้ ตลอดจนแนวเกาะด่านแรกของภูมิภาค กำลังถูกคุกคามอย่างหนัก “ไต้หวันประชาธิปไตย” จะยึดมั่นในการรักษาสถานะปัจจุบัน ปกป้องสันติภาพช่องแคบ และหวังว่าจีนจะยุติการบิดเบือนมติที่ 2758 ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ รวมถึงเอกสารประวัติศาสตร์หลังสงครามโลก และละทิ้งการใช้กำลังหรือการข่มขู่เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวัน เพื่อร่วมกันรักษาสันติภาพในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่สองบ่งบอกชัดว่า “ผู้รุกรานย่อมพ่ายแพ้ ความสามัคคีนำสู่ชัยชนะ” สันติภาพต้องอาศัยพลังที่เข้มแข็ง ดังนั้นจึงขอย้ำต่อประชาชนและประชาคมโลกอีกครั้งว่า งบประมาณด้านกลาโหมของไต้หวันในปีหน้า จะเกินกว่า 3% ของ GDP ตามมาตรฐาน NATO และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2030 เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศ” อย่างแน่วแน่

ในรายงานของเว็บไซต์สถานีวิทยุ RTI ภาคภาษาไทย กระทรวงกลาโหมไต้หวันระบุว่า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 9 ถึง 06.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ของวันที่ 10 ตุลาคม ได้ตรวจพบเครื่องบินทหารของจีน 8 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้มี 4 ลำบินข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน เข้ามาในน่านฟ้าภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวัน อีกทั้งยังตรวจพบเรือรบของจีน 9 ลำ รวมทั้งสิ้นมีเครื่องบินและเรือรบของจีน 17 ลำที่เคลื่อนไหวรอบช่องแคบไต้หวัน โดยกองทัพไต้หวันได้เฝ้าระวังและเตรียมรับมืออย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน ระหว่างเวลา 06.00 น. ถึง 17.30 น. ของวันที่ 9 ตุลาคม ยังตรวจพบเครื่องบินรบและโดรนของจีนรวม 7 ลำในน่านฟ้าช่องแคบไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มี 3 ลำที่บินข้ามเส้นกึ่งกลางช่องแคบไต้หวัน และในช่วงเวลา 6.00–7.40 น. ของเช้าวันเดียวกัน ยังตรวจพบเครื่องบินสนับสนุนของจีน 1 ลำในน่านฟ้าทางตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน

กระทรวงกลาโหมไต้หวันแถลงว่า กองทัพไต้หวันได้ใช้เครื่องบิน เรือรบ และระบบขีปนาวุธประจำชายฝั่งในการติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างเข้มงวด
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง