นักวิจัยด้านเอเชียจาก Council on Foreign Relation วิเคราะห์ว่า ถึงแม้ไต้หวันจะมีความสามารถในการปรับตัวรับมือได้ดีขึ้นต่อการถูกคุกคามโดยจีน ทั้งการคุกคามทางเศรษฐกิจและการทหาร แต่จุดอ่อนที่จีนจะใช้เล่นงานไต้หวันในตอนนี้คือบรรยากาศการแบ่งขั้วทางการเมือง ที่สองพรรคใหญ่เห็นขัดแย้งกันด้านงบประมาณกลาโหม รวมถึงมีเรื่องที่ไต้หวันยังคงมีการพึ่งพาด้านพลังงานและเคเบิลใต้ทะเลที่เสี่ยงต่อการถูกเล่นงาน
เดวิด แซคส์ นักวิจัยเอเชียศึกษาของวารสาร Council on Foreign Relation หรือ CFR ระบุว่า ในการประชุมระหว่างไต้หวันกับอดีตข้าราชการ นักวิชาการ และนักข่าว ทำให้มองเห็นภาพที่ว่า ในช่วงที่ผ่านมาไต้หวันมีพัฒนาการในด้านการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์การถูกคุกคามทางเศรษฐกิจและทางการทหารจากจีนได้ดีขึ้น แต่สภาพการเมืองที่มีการแบ่งขั้วจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าในเรื่องนี้ได้
นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดี ไล่ชิงเต๋อ ของไต้หวันเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็มีการเน้นย้ำเรื่องการปรับตัวรับมือเป็นเครื่องมือหลักๆ ในการป้องปรามภัยคุกคามต่อไต้หวัน เช่น ในช่วงเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการด้านการปรับตัวรับมือที่เรียกว่า Whole-of-Society Defense Resilience Committee ซึ่งจะมีการจัดประชุมร่วมกันทุกไตรมาสกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม
นอกจากนี้ยังมีการจัดการซ้อมรับมือทางทหารภายในตัวเมืองไต้หวันเป็นประจำด้วย โดยมีการระดมกำลังทหารกองหนุน และจำลองการโต้ตอบถ้าหากถูกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ นอกจากนี้ในการซ้อมรบประจำปีฮั่นกวง ก็ได้มีการซ้อมรบในเชิงปรับตัวรับมือในใจกลางเมืองใหญ่ และมีการระดมพลข้าราชการในท้องถิ่นเพื่อมาช่วยเหลือเรื่องการรับมือเหตุฉุกเฉิน
โดยที่เรื่องการปรับตัวรับมือเหล่านี้ไต้หวันได้เรียนรู้มาจากสงครามยูเครน จากการที่ยูเครนต้องรับมือกับการโจมตีโดยรัสเซีย หลิน เฟ่ยฝาน รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติไต้หวันเปิดเผยว่า "การตั้งรับของยูเครนนั้นแสดงให้เห็นว่าการป้องปรามการรุกรานในสงครามสมัยใหม่นั้น ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของสังคมในการรับแรงสะเทือนและยังคงต้านทานไว้ได้ภายใต้การถูกโจมตี" อีกทั้งสงครามอิหร่านที่เพิ่งจะเกิดขึ้นก็สะท้อนความจริงในข้อนี้เหมือนกัน จากการที่อิหร่านมีความทนทานมากถึงแม้สหรัฐฯ จะมีความน่าเกรงขามด้านกำลังรบและกระหน่ำโจมตีอย่างต่อเนื่องก็ตาม
อย่างไรก็ตามแซคส์ได้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของของไต้หวันในตอนนี้ คือการที่ไต้หวันยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานแทบจะทั้งหมดถึงจะมีพลังงานใช้มากพอ แล้วพอเกิดสงครามอิหร่านมันก็ได้ทำให้ความเปราะบางของไต้หวันชัดเจนขึ้นในจุดนี้ นอกจากนี้ไต้หวันยังต้องพึ่งพาเคเบิลอินเทอร์เน็ตนานาชาติใต้ทะเล 14 เส้นเพื่อเชื่อมต่อกับโลก ทำให้เป็นจุดเสี่ยงต่อการถูกตั้งเป้าโจมตีเพื่อทำให้เกิดความชะงักงันได้ อีกทั้งไต้หวันยังไม่มีดาวเทียมวงโคจรต่ำเป็นของตนเอง และไม่มีอุตสาหกรรมการทหารที่ใหญ่พอในประเทศซึ่งจะสามารถผลิตอาวุธให้ตัวเองได้ในยามฉุกเฉิน
แซคส์เสนอว่าไต้หวันควรจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ด้วยการพัฒนาดาวเทียมวงโคจรต่ำของตัวเอง กลับมาเปิดใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง และส่งเสริมให้มีอุตสาหกรรมการผลิตโดรนในประเทศ
ขณะเดียวกันไต้หวันก็มีจุดแข็งตรงที่เป็นมหาอำนาจในทางเทคโนโลยี พวกเขาเป็นประเทศผู้ผลิตชิพประมวลผลไอทีล้ำยุครายใหญ่ที่สุดของโลก และโลกก็ต้องการเครื่องมืออย่างชิพประมวลผลจากไต้หวันเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ทำให้ไต้หวันมีแต้มต่อตรงจุดนี้ เพราะโลกที่มีการพัฒนาเอไอจะขาดไต้หวันไปไม่ได้ อุตสาหกรรมชิพไอทีหรือเซมิคอนดักเตอร์นี้เองที่ทำให้ไต้หวันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะโตมากขึ้นอีก
จุดแข็งอีกข้อหนึ่งของไต้หวันยุคปัจจุบัน คือความสัมพันธ์กับที่แน่นแฟ้นขึ้นกับสหรัฐฯ ในทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ไต้หวันเป็นคู่ค้าอันดับที่ 10 ของสหรัฐฯ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไต้หวันก็ขยับขึ้นมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของสหรัฐฯ อีกทั้งเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศก็มีลักษณะเอื้อต่อกันทำให้ไต้หวันในตอนนี้ยังมั่นใจได้ว่าจะยังคงตำแหน่งคู่ค้าลำดับต้นๆ ของสหรัฐฯ ได้
ปัญหาการแบ่งขั้วการเมืองในไต้หวัน
แต่ในไต้หวันก็มีการเมืองที่แบ่งขั้วอย่างชัดเจนระหว่างพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า DPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลชุดปัจจุบัน กับพรรคแกนนำฝ่ายค้านคือพรรคก๊กมินตั๋ง KMT โดยที่แนวร่วมฝ่ายค้านตอนนี้ได้มีส่วนทำให้ร่างงบประมาณพิเศษด้านกลาโหมยังคงค้างอยู่ในสภา จากที่ไล่ชิงเต๋อเป็นผู้เสนอร่างงบประมาณดังกล่าวนี้ 40,000 ล้านดอลลาร์
ร่างงบประมาณดังกล่าวนี้มีความสำคัญในการจัดซื้อสิ่งเสริมสมรรถภาพทางการทหารจากสหรัฐฯ และเป็นการส่งสัญญาณให้บริษัทในไต้หวันเพิ่มขีดสมรรถนะในการผลิตโดรนกับจรวดมิสไซล์ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญในการสื่อนัยยะให้สหรัฐฯ รู้ว่าไต้หวันมีความจริงจังในเรื่องการป้องกันประเทศและควรค่าที่สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุน
โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 รัฐสภาไต้หวันผ่านร่างงบประมาณพิเศษด้านกลาโหม เพื่อจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา เป็นวงเงิน 24,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 780,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
แต่การเมืองที่แบ่งขั้วก็ทำให้ KMT กับพรรครัฐบาลมีมุมมองที่ต่างกันในเรื่องงบประมาณกลาโหม การที่งบประมาณชะงักอยู่ในสภา ก็แสดงให้เห็นถึงการที่สองพรรคนี้มองวิธีการที่ควรปฏิสัมพันธ์กับจีนต่างกันออกไปด้วย ฝายต่อต้านงบประมาณกลาโหมมองว่างบประมาณแบบนี้อาจจะเป็นการกระตุ้นเร้าจีนและทำให้ไต้หวันเปราะบางในยุคสมัยที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่พึ่งพาไม่ค่อยได้ ส่วนฝ่ายสนับสนุนจะมองว่างบประมาณกลาโหมนี้จะเป็นการป้องปรามจีนไม่ให้โจมตีและเป็นการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ
แน่นอนว่าจีนก็พยายามส่งอิทธิพลต่อข้อถกเถียงในไต้หวันด้วย โดยที่ผู้นำจีนสีจิ้นผิงได้เข้าพบปะกับหัวหน้าพรรค KMT เจิ้งลี่เหวิน ที่กรุงปักกิ่ง เพื่อแสดงออกสนับสนุนฝ่ายที่อยากให้ไต้หวันกับจีนหันมาคืนดีกันแล้วก็ตีตัวออกห่างจากสหรัฐฯ
แซคส์ มองว่าหนทางที่ยั่งยืนสำหรับไต้หวันคือการลงทุุนเสริมสร้างการปรับตัวรับมือไปพร้อมๆ กับพัฒนาเทคโนโลยีการทหารให้ทัดเทียมกับจีนได้ ซึ่งจะทำให้จีนมองว่าการคุกคาม การปิดกั้น หรือการรุกรานไต้หวันไม่ใช้วิธีการที่ดี ดึงให้จีนหันมาใช้วิธีการเจรจาหารือเป็นวิธีการเดียวที่เหลือ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองในไต้หวันจะตกลงกันได้หรือไม่ได้ว่าจะใช้วิธีการนี้
เรียบเรียงจาก
Taiwan’s Political Polarization Is Playing Into China’s Hands, David Sacks, Council on Foreign Relations, 22-04-2026
https://www.cfr.org/articles/taiwans-political-polarization-is-playing-into-chinas-hands