'เจิ้ง ลี่เหวิน' ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านไต้หวัน และประธานาธิบดีจีน 'สี จิ้นผิง' พบกันที่กรุงปักกิ่ง แสดงจุดยืนคัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน ต้องการให้มีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกันอย่างสันติ
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 เจิ้ง ลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งและผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ได้พบปะกันที่กรุงปักกิ่ง ทั้งสองแสดงจุดยืนคัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน และแสดงความต้องการให้มีการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างกันอย่างสันติ
การพบปะครั้งนี้เป็นที่จับตา เนื่องจากพรรคก๊กมินตั๋ง แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ทว่าปัจจุบันครองเสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติของไต้หวัน เจิ้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของไต้หวันที่ได้พบกับสี จิ้นผิง นับตั้งแต่ประธานาธิบดีหม่า อิงจิ่ว ของไต้หวันได้พบกับผู้นำจีนที่สิงคโปร์เมื่อปี 2558 และทั้งสองได้พบกันอีกครั้งที่จีนเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะที่หม่าไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
ทั้งเจิ้งและหม่าสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอนุรักษนิยม ที่สนับสนุนการกระชับความสัมพันธ์กับจีน ภายใต้กรอบที่ไต้หวันยังคงเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ปกครองตนเอง
นอกจากการหารือแบบปิด ทั้งสองได้ถ่ายภาพร่วมกันที่มหาศาลาประชาชน พร้อมทั้งกล่าวถ้อยแถลงต่อสาธารณะ เจิ้งเน้นย้ำว่าผู้นำจีนและไต้หวันควรร่วมมือกันเพื่อ “ก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองและความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน”
“ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละของทั้งสองฝ่าย เราหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะไม่กลายเป็นจุดเสี่ยงที่อาจเป็นชนวนของความขัดแย้ง หรือเป็นกระดานหมากรุกของมหาอำนาจภายนอก แต่ควรเป็นช่องแคบที่เชื่อมโยงสายใยครอบครัว อารยธรรม และความหวัง เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพที่ชาวจีนทั้งสองฝั่งปกป้องร่วมกัน” เจิ้งกล่าว
ถ้อยแถลงของเจิ้งสอดแทรกแนวคิดที่เป็นที่คุ้นเคยของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีการชื่นชมความสำเร็จในการขจัดความยากจนสัมบูรณ์ และเป้าหมายในการบรรลุ “การฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของชนชาติจีน” ผู้นำทั้งสองยังกล่าวคัดค้านการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยคาดว่าพาดพิงถึงการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในความสัมพันธ์จีน-ไต้หวันด้วย
ในการหารือแบบเปิด สีจิ้นผิงเน้นย้ำถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกันของไต้หวันและจีน โดยระบุว่า “ประชาชนจากทุกกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงพี่น้องชาวไต้หวัน“ ได้ “ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของจีน“
“บรรดาลูกหลานของจีนทุกคนมีรากเหง้าและจิตวิญญาณแบบจีนร่วมกัน สิ่งนี้มีที่มาจากสายสัมพันธ์ทางสายเลือดและฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของเรา ไม่อาจถูกลืมและไม่อาจถูกลบเลือนได้“ สี จิ้นผิงกล่าว พร้อมเสริมว่า จะ “ทำงานเพื่อสันติภาพ” ในช่องแคบไต้หวันร่วมกับพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) และภาคส่วนอื่นๆ ในไต้หวัน
ชะลองบการทหาร
เหวินทีซุง นักวิจัยอาวุโสที่ร่วมงานทางไกลกับ Global China Hub ของ Atlantic Council ให้ความเห็นว่า เจิ้งอาจกำลังส่งสัญญาณชะลอการเสริมสร้างกำลังทางทหารของไต้หวัน สังเกตได้จากที่เจิ้งพูดถึง ‘การจัดวางเชิงสถาบันเพื่อป้องกันสงคราม’ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่หมายความว่า พรรคก๊กมินตั๋งจะป้องกันสงครามโดยหลีกเลี่ยงการใช้แนวทางด้านการทหารและการป้องปราม
ในสภานิติบัญญัติ พรรคก๊กมินตั๋งซึ่งปัจจุบันครองเสียงข้างมาก ได้ขัดขวางงบประมาณพิเศษสำหรับการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาหลายเดือนแล้ว โดยให้เหตุผลว่าร่างงบประมาณลาโหมดังกล่าวมีขนาดใหญ่และคลุมเครือเกินไป พร้อมกับเสนอทางเลือกที่มีมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์แทน
ก่อนการหารือระหว่างสีจิ้นผิงและผู้นำฝ่ายค้านของไต้หวัน ประธานาธิบดีไต้หวัน ไล่ ชิงเต๋อ จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democratic Progressive Party - DPP) ของไต้หวันได้เผยแพร่โพสต์บนเฟสบุ๊คว่า พรรคก๊กมินตั๋ง “จงใจหลีกเลี่ยงการเจรจาระหว่างพรรค” ขณะชะลอการอนุมัติงบประมาณกลาโหมพิเศษ
ประธานาธิบดี' ไล่ชิงเต๋อ' โต้ สันติภาพต้องอยู่บนความเป็นจริง
ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ กล่าวว่ารัฐบาลของเขาสนับสนุนสันติภาพเช่นกัน แต่ไม่ใช่ “ความเพ้อฝันที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” แม้สี จิ้นผิงจะให้คำมั่นเรื่องสันติภาพ แต่จีนกลับเพิ่มกำลังทางทหารในน่านน้ำและน่านฟ้ารอบไต้หวันอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2565 กองทัพจีนซ้อมรบด้วยกระสุนจริงหลายวันในช่องแคบไต้หวันมาแล้วกว่า 6 ครั้ง บนเส้นทางน้ำกว้างราว 180 กิโลเมตรที่แบ่งไต้หวันออกจากเอเชียแผ่นดินใหญ่
“ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การประนีประนอมกับระบอบอำนาจนิยมมีแต่จะทำให้สูญเสียอธิปไตยและประชาธิปไตย มันจะไม่ได้นำมาซึ่งเสรีภาพ และก็จะไม่ได้นำมาซึ่งสันติภาพ” ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ ระบุบนเฟสบุ๊ค
จีนกล่าวหาผู้นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าว่ากำลังผลักดัน “การแบ่งแยกดินแดน” ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้ามีนโยบายสนับสนุนอัตลักษณ์ที่แตกต่างของชาวไต้หวัน และในช่วงสิบปีมานี้ได้พยายามยกระดับบทบาทของไต้หวันบนเวทีโลก จนสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง
การเดินทางเยือนจีนของเจิ้งถูกจับตามองในสังคมไต้หวัน โดยเฉพาะในฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ผู้นำจีนได้ตัดขาดการติดต่อกับผู้ไต้หวันอย่างเป็นทางการ แม้ว่ายังคงมีการสื่อสารผ่านช่องทางอื่นๆ รวมถึงพรรคก๊กมินตั๋ง ไม่นานนักหลังพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าขึ้นสู่อำนาจในปี 2559
เจิ้งกล่าวว่าเป้าหมายหลักของเธอคือการแสวงหา “การปรองดอง” บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน แต่ไม่ได้ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่าเธอสนับสนุนการรวมชาติระหว่างไต้หวันกับจีนหรือไม่
ประวัติศาสตร์ 'พรรคก๊กมินตั๋ง-พรรคคอมมิวนิสต์จีน'
แม้ปัจจุบันพรรคก๊กมินตั๋งเรียกร้องความปรองดองสมานฉันท์กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองพรรคไม่ได้ราบรื่นมาโดยตลอด
หลังจีนโค่นล้มระบบจักรพรรดิเมื่อปี 2454นำไปสู่การก่อตั้งสาธารณรัฐจีน พรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำสงครามกลางเมืองนองเลือดในปี 2470-2480 และพักรบชั่วคราวเพื่อร่วมกันต่อต้านจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังพรรคก๊กมินตั๋งเพลี่ยงพล้ำให้กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน รัฐบาลของพรรคก๊กมินตั๋งได้ร่นถอยไปมาตั้งรกรากในไต้หวัน พร้อมให้คำมั่นว่าจะกลับไปยังจีนในวันหนึ่ง ความขัดแย้งนี้ไม่เคยได้รับการยุติอย่างสมบูรณ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังคงอ้างว่าไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของตน และยังคงมุ่งมั่นที่จะผนวกไต้หวันในอนาคต
สภากิจการแผ่นดินใหญ่ (Mainland Affairs Council) ของไต้หวันซึ่งกำหนดนโยบายต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า ถ้อยคำของเจิ้งที่กล่าวว่าไต้หวันและจีนเป็น “ครอบครัวเดียวกัน” เป็นการบิดเบือนข้อพิพาทด้านอธิปไตยให้กลายเป็นเพียงความขัดแย้งภายใน แทนที่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างสองรัฐบาล
แม้ไต้หวันยังคงมีชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐจีน” แต่ประเทศได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและการเมืองครั้งใหญ่ นับตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยใน 2530 ส่งผลให้ไต้หวันมีความเป็นชาตินิยมเพิ่มมากขึ้น
ในปี 2568 การสำรวจอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งจัดทำโดยมหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อของไต้หวัน พบว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตัวเองเป็น “ชาวไต้หวัน” เพิ่มขึ้นจาก 17.6% ในปี 2535 ซึ่งเป็นปีแรกของการสำรวจ ในช่วงเวลาเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็น “ทั้งไต้หวันและจีน” ลดลงจาก 46.4% เหลือ 31.7% ขณะที่ผู้ที่ระบุว่าตัวเองเป็น “ชาวจีน” ลดลงจาก 25.5% เหลือเพียง 2.5%
ที่มา:
Taiwan opposition leader calls for ‘reconciliation’ after meeting Xi (Al Jazeera, 10 April 2026)
