ข้อมูลจากศูนย์วิจัยพลังงาน Ember เผยระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 เป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหินในระดับโลก
11 ตุลาคม 2025 เว็บไซต์ Yale Environment 360 รายงานว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พลังงานหมุนเวียนทั่วโลกผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าพลังงานถ่านหิน แต่ในสหรัฐอเมริกา นักวิเคราะห์มองว่าเส้นทางข้างหน้าของพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะเผชิญความท้าทายมาก หลังจากรัฐบาลทรัมป์ยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด คาดว่าพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ จะเติบโตช้าลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับคาดการณ์เดิม
ตามรายงานของศูนย์วิจัยพลังงาน Ember ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2025 พลังงานหมุนเวียนเติบโตเร็วกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้การใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติลดลงเล็กน้อย และเป็นครั้งแรกที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหินในระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของ IEA (องค์การพลังงานระหว่างประเทศ) เมื่อปี 2020
ในบางประเทศกำลังพัฒนา อาทิ ไนจีเรีย แซมเบีย และปากีสถาน มีการใช้พลังงานที่สูงขึ้นและปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในบ้านมากขึ้น ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า อินเดียกำลังเข้าสู่ยุคบูมของพลังงานแสงอาทิตย์
IEA คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 โลกจะเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียน 4,600 กิกะวัตต์ หรือเท่ากับกำลังผลิตรวมของจีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป โดย 80% จะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์
กำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่าภายในสิ้นทศวรรษนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง แต่ยังน้อยกว่าเป้าหมายที่ประเทศต่างๆ ให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเป็นสามเท่า
นักวิเคราะห์ระบุว่าแนวโน้มพลังงานหมุนเวียนมืดมนลงเล็กน้อย เนื่องจากจีนและโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาลดการสนับสนุนพลังงานสะอาด คาดว่าพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ จะเติบโตเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับคาดการณ์ปีที่แล้ว
แม้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดทั่วโลกจะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่สหรัฐฯ กลับเห็นการลงทุนลดลง ระหว่างครึ่งหลังปีที่แล้วถึงครึ่งแรกของปีนี้ การใช้จ่ายลดลงถึง 36%
