Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประเทศไทยเอาเรื่องเอาราวมากกับเรื่องควัน—แต่กับควันบางประเภทเท่านั้น 

ทุกวันนี้การเผาเศษวัสดุในไร่นาอาจเป็นความผิดทางอาญา แต่การเผาวัสดุชนิดเดียวกันในโรงไฟฟ้าถือเป็นพลังงานหมุนเวียน ส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศว่ามีพลังงานที่เชื่อกันว่าเป็นมิตรกับโลก ปูทางสู่การเป็นประเทศที่จะไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เลยในปี 2593 แต่ความเป็นจริงของโรงไฟฟ้าชีวมวลควรถูกนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั้งโลก ว่าเรากำลังพูดจริงไม่หมด หรือพูดในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้กันแน่

เมษายน 2569 ระหว่างที่เชียงใหม่ ตกเป็นข่าวอีกครั้งในฐานะเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก นงลักษณ์ ปลาเงิน เกษตรกรวัย 44 ปี จากบ้านต้นม่วง อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ขับรถสี่ชั่วโมงฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงมาร่วมสูดหมอกควันกับเขาด้วย 

นงลักษณ์หอบเอกสารปึกใหญ่มายื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้มีคำสั่งปิดโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลที่เธอเชื่อว่าทำให้คนในชุมชนของเธอเจ็บป่วย 

“เขาเผาเศษไม้ มีควันมีฝุ่นมีเถ้าออกมาทั้งกลางวันกลางคืน คนแก่กับเด็กเริ่มป่วยก่อน ต่อมาก็เป็นกันแทบทุกคน” เธอบอก

พลังงานชีวมวล เกิดจากการเผาวัสดุอินทรีย์ เช่น ไม้ เศษพืช หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตความร้อนหรือไฟฟ้า 

นับตั้งแต่โรงงานผลิตชีวมวลอัดแท่ง (wood pellets) เริ่มดำเนินการในปี 2566 ชาวบ้านต้นม่วงจำนวนหนึ่งระบุว่าสุขภาพตนแย่ลง มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ มีผื่นคัน หลายคนรู้สึกว่าตนเองสัมผัสกับสารเคมี 

โรงงานยืนยันว่าการปล่อยมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมาย การตรวจสอบของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบก็บอกอย่างนั้น

โรงงานดังกล่าวเป็นของบริษัท กรีน เทอร์มินอล จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลชั้นนำของประเทศ ในปี 2563ซึ่งเป็นปีที่กิจการรุ่งเรืองสุด บริษัทรายงานรายได้กว่า 600 ล้านบาท 

ชีวมวลอัดแท่ง (wood pellets) เป็นเชื้อเพลิงที่นิยมใช้ในโรงงานไฟฟ้าพลังชีวมวล เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง ให้ความร้อนสม่ำเสมอกว่าเศษพืช เช่น ฟางข้าวหรือซังข้าวโพด เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งใช้ความร้อนและแรงดันสูงอัดเศษไม้หรือขี้เลื่อยให้เป็นแท่งหรือเม็ด ก่อนส่งเข้าเตาเผาหมุนเครื่องผลิตไฟฟ้า

บริษัทกรีน เทอร์มินัล จำกัด  ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ว่าผลการทดสอบอากาศเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และแสดงระบบบำบัดอากาศที่ใช้วิธีส่งอากาศเสียผ่านน้ำ และกำจัดฝุ่นโดยใช้สเปรย์น้ำ ซึ่งระบุว่าสามารถดักจับฝุ่นและเขม่าได้กว่า 90%  ผู้เขียนติดต่อขอสัมภาษณ์กรรมการผู้จัดการบริษัท แต่จนถึงขณะตีพิมพ์รายงานนี้ ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

ตุลาคม 2568 แพทย์วินิจฉัยว่าชาวบ้านหลายรายมีอาการตั้งแต่ภูมิแพ้ไปจนถึงหลอดลมอักเสบ มีเด็กอายุ 6 ขวบรายหนึ่งพบอาการทางเดินหายใจที่เชื่อมโยงกับการสัมผัสสารเคมี แพทย์ระบุในใบรับรองแพทย์ว่าการสังเกตอาการร่วมกับการซักประวัติชี้ว่าน่าจะเกิดจากควันจากโรงงานอุตสาหกรรม

สามเดือนต่อมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรวจสุขภาพชาวบ้าน 25 คน และพบว่าส่วนใหญ่เป็นโรคทางเดินหายใจและผื่นคัน 

“เกือบทุกบ้านจะต้องมีสักคนที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ” นงลักษณ์ระบุ 

แต่กรณี “หนึ่งครอบครัว หนึ่งคน” ใช้ไม่ได้กับศรีวรรณ เพิ่มขึ้น วัย 73 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากโรงงาน 300 เมตร ครอบครัวของเขาสามคน ซึ่งรวมถึงภรรยาวัย 70 ปี และลูกสาววัย 44 ปี ป่วยเป็นท่อลมปอดอักเสบครบทุกคน

สามเดือนต่อมาการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยังคงสรุปว่าการปล่อยมลพิษยังอยู่ในเกณฑ์ตามกฎหมาย

ตอนนั้นเองที่นงลักษณ์ตัดสินใจฝืนคำห้ามระงมของญาติๆที่ไม่อยากให้เธอไปเมืองมลพิษสูงที่สุดในโลกที่กำลังถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนา และขับรถสี่ชั่วโมงฝ่าแดดร้อน ไปศาลปกครองเชียงใหม่ 

 

เมื่อการเผาเป็นอาชญากรรม 

พุทธ (สงวนนามสกุล)  เกษตรกรวัย 59 ปี ในจังหวัดหนองบัวลำภู ถูกจับกุมปลายเดือนมกราคม 2569 หลังเผาเศษอ้อยในไร่ขนาด 2.8 ไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่ เธอไม่ทราบเรื่องประกาศห้ามเผาตามฤดูกาล และพบว่าสิ่งที่เธอทำจัดเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท และยังมีโทษปรับตามพ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 อีกต่างหาก

การจับกุมพุทธเกิดขึ้นในช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังติดอันดับเมืองที่มีมลพิษสูงของโลก ขณะที่กรุงเทพมีประชากรประมาณ 11.5 ล้านคนและยานพาหนะมากกว่า 12 ล้านคัน รัฐบาลไทยกลับชี้ว่าการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตนี้

ในประเทศที่มีประชากร 65.8 ล้านคน และภาคเกษตรยังคงเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ เป็นแหล่งงานของผู้คนหลายล้านคนในชนบท สร้างมูลค่าเกือบหนึ่งในสิบของผลผลิตมวลรวมของประเทศ การเกษตรได้รับการยกย่องยาวนานว่าเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

แต่เมื่อพูดถึงมลพิษทางอากาศ ภาระกลับตกหนักอยู่กับเกษตรกรอย่างพุทธ

เผาในที่โล่ง: ผู้ร้ายของนโยบายอากาศ

การเผาในที่โล่งถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตมลพิษ PM2.5 จึงถูกควบคุมมากว่าทศวรรษ หลายปีที่ผ่านมาการควบคุมยกระดับไปเป็นคำสั่งห้ามเผาตามฤดูกาล ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของประเทศ มีการบริหารจัดการเข้มงวด สอดส่องติดตามด้วยดาวเทียม ลาดตระเวนตลอด24ชั่วโมงด้วยกำลังคนและอากาศยานไร้คนขับ สำทับด้วยบทลงโทษทางอาญา 

มาตรการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่ทั้งพื้นที่เกษตรและป่าไม้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งสำคัญของ PM2.5 ฝุ่นขนาดเล็กพอที่จะแทรกซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ทำให้ถูกจัดเป็นหนึ่งในมลพิษทางอากาศที่อันตรายที่สุด เกษตรกรเสี่ยงถูกจับกุมหากเผาเศษพืชในช่วงที่มีคำสั่งห้ามเผา  เฉพาะปีนี้พื้นที่ควบคุมมีบันทึกการจับกุม 192 คดี

และหากรัฐเห็นว่าจำเป็น กฎสามารถเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืนอีกต่างหาก คำสั่งห้ามเผาสามารถขยายไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ไปถึงเกษตรกรที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางหมอกควันอย่างพุทธ 

ชีวิตข้างโรงไฟฟ้า

จังหวัดชัยภูมิ บ้านของรัศมี มาดมูล วัย 42 ปี อยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 32 เมกะวัตต์ไม่กี่ร้อยเมตร เช่นเดียวกับที่นงลักษณ์เชื่อ รัศมีก็เชื่อว่าโรงงานแห่งนี้ทำให้คนในชุมชนของเธอป่วย

รัศมีและเพื่อนบ้านคัดค้านโครงการนี้มานาน โรงงานน้ำตาลกำลังการผลิต 12,000 ตันอ้อยต่อวัน มาพร้อมโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด32 เมกะวัตต์ที่ใช้กากอ้อยเป็นเชื้อเพลิง การคัดค้านของชาวบ้านไม่สำเร็จ โรงงานน้ำตาลเดินเครื่องมาหลายปีแล้ว โรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างทดสอบระบบ

รัศมีบอกว่าชาวบ้านต้องเผชิญกับผลกระทบจากโรงงานตลอดมา  “ จนไม่รู้ว่าฝุ่นควันไหนมาจากโรงงานน้ำตาล ฝุ่นควันไหนมาจากโรงไฟฟ้า”

ไม่ใช่ว่าโรงงานเพิกเฉยต่อเสียงร้องเรียน ผู้บริหารสร้างกำแพงสูงกว่า 20 เมตร บุด้วยตาข่ายกรองแสงสีเขียว เพื่อป้องกันฝุ่นปลิวมายังหมู่บ้าน

แต่สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ ตาข่ายช่วยได้น้อยมาก

รัศมีเป็นไมเกรนเรื้อรังมาหลายปี แน่นอนว่าสาเหตุไม่ได้มาจากฝุ่นควันจากโรงงาน แต่มันก็ทำให้อาการเธอแย่ลง “  การต้องอยู่แต่ในบ้านแล้วปิดประตูหน้าต่างเพื่อกันฝุ่นมันทำให้อาการแย่ลง มันอึดอัด หายใจไม่ออก ไมเกรนก็กำเริบบ่อยขึ้น ” อุดอู้ในบ้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ รัศมีและครอบครัวต้องออกมาอยู่ข้างนอกบ้าง แม้จะพบสถานการณ์ไม่ต่างกัน

“มีฝุ่นและเถ้าถ่านลอยมาตลอด มีกลิ่นเผา ไม่รู้ว่าเขาเผาอะไรเพราะเขาไม่ให้เราเข้าไปดู แต่เถ้าถ่านมันลอยมาจากทางนั้น ช่วงไหนที่มีเถ้าถ่านหนักๆมันจะคลุมจนบ้านขาวโพลน  ต้องอยู่แต่ในบ้านปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด”

หลังไปพบแพทย์ครั้งล่าสุด รัศมีแจ้งอาการของเธอให้เจ้าหน้าที่ที่โรงงานมอบหมายให้คอยรับเรื่องร้องเรียนของชุมชน “บอกเขาว่าหมอบอกว่าอาการไมเกรนน่าจะแย่ลงเพราะฝุ่นควันจากโรงงาน ” เธอกล่าว

“เขารีบเอาตาข่ายกรองแสงสีเขียวมาให้ชิ้นหนึ่ง บอกให้ขึงคลุมหน้าบ้าน”

ประสาร เพียรแท้ วัย 43 ปี อยู่กับรัศมีในการประท้วงคัดค้านการเข้ามาของโรงงานตั้งแต่ปี 2566 หลังจากพยายามแล้วไม่สำเร็จ เขายอมแพ้ เขาบอกว่าการต่อสู้นั้นยาวนานและเหนื่อยล้า

นอกจากนั้นประสารยังมีเรื่องอื่นให้กังวล ลูกสาววัย7 ขวบของเขาเป็นโรคหลอดลมอักเสบและหอบหืดต้องไปพบแพทย์ทุกสามเดือน

ใครนิยามว่า “สะอาด”?

ประเทศไทยจัดการชีวมวลแตกต่างกันตามวิธีการเผา เมื่อเกษตรกรเผาเศษพืชในที่โล่งอาจถือเป็นความผิด แต่เมื่อวัสดุชนิดเดียวกันถูกเผาในโรงไฟฟ้า มันกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy )ของประเทศ

การชี้ว่าพลังงานชีวมวลเป็นพลังงานหมุนเวียนเป็นไปตามกรอบสากลที่ใช้โดยองค์กรต่าง ๆ เช่น International Energy Agency และ International Renewable Energy Agency ไทยเดินตามแนวนี้เหมือนประเทศอื่นๆ 

พลังงานหมุนเวียนถูกจัดให้อยู่หมวดพลังงานที่สร้างผลกระทบต่ออากาศน้อย เพราะแนวคิดว่ามันหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก พลังงานชีวมวลถูกจัดเป็นพลังงานหมุนเวียน เพราะแนวคิดว่าไม้ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาเตาไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า อาจปลูกขึ้นได้ใหม่ และไม้ที่ปลูกใหม่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดตอนเผาเตาไอน้ำกลับคืน เรียกมันว่าเป็นพลังงานที่เป็นกลางทางคาร์บอน(carbon neutral) เรียกอีกอย่างว่ามันไม่ได้สร้างปัญหาโลกร้อนเพราะมันเป็นกลาง

“ มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่เขากำหนด ยังไม่มีแหล่งข้อมูลใดที่ระบุอย่างชัดเจนว่าชีวมวลเป็นกลางทางคาร์บอนโดยเนื้อแท้” ธารา บัวคำศรี ผู้ร่วมก่อตั้ง Greenpeace Southeast Asia กล่าว “มันเพียงถูกเรียกและนับบนระบบที่กำหนดขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีการพิสูจน์”

ภายใต้กฎที่กำหนดโดย Intergovernmental Panel on Climate Change หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติที่มีหน้าที่ประเมินสภาพภูมิอากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากเตาเผาชีวมวลจะไม่ถูกนับในภาคพลังงานเหมือนคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากถ่านหินหรือก๊าซ แต่จะถูกนับไว้ในภาคการใช้ที่ดิน (land use) ซึ่งมีไว้ใช้คำนวณว่าป่าไม้และพืชดูดซับและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร

แนวคิดที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือพืชดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ การเผาเศษไม้ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมานั้น มีต้นไม้รุ่นใหม่คอยดูดซับกลับให้แล้ว ผลิตเข้าและดูดซับเท่ากัน เท่ากับไม่มีคาร์บอนไดออกไซด์ตกค้างในบรรยากาศ ชีวมวลจึงไม่ถูกตราหน้าเป็นผู้ร้ายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างน้ำมัน ถ่านหิน หรือก๊าซ ทั้งที่เป็นการเผาเช่นเดียวกัน  

ขณะที่เชื้อเพลิงที่กล่าวมาข้างต้นถูกจัดเป็นเชื้อเพลิงสกปรก ชีวมวลถูกจัดเป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่ในความเป็นจริงโรงไฟฟ้าชีวมวลยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ เพียงแต่จะไม่ปรากฏในสถิติด้านพลังงาน—ทำให้ถูกมองข้าม และไม่เคยถูกนำมาถกเถียงว่าแท้จริงแล้วพลังงานชีวมวลสะอาดตรงไหน?

“ การดูดซับคาร์บอนทดแทนที่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นทันที การเติบโตของต้นไม้เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงที่เผาอาจใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษ ขณะที่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผามันปล่อยทันที และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ผลิตจากการเผาจะถูกดูดซับคืนได้ครบถ้วนจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้” ธารากล่าว

งานวิจัย ในปี 2561 ศึกษาผลกระทบของการใช้ไม้แทนถ่านหินในการผลิตพลังงาน พบว่าหลังตัดไม้แบบโค่นหมดพื้นที่ จะต้องใช้เวลาเฉลี่ยระหว่าง 44 ถึง 104 ปี กว่าต้นไม้ที่ปลูกทดแทนจะชดเชยหนี้คาร์บอนไดออกไซด์ได้หมด

รายงานผลกระทบของเชื้อเพลิงชีวมวลไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสหรัฐอเมริกา ชุมชนใกล้โรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งบอกว่าคนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น ส่วนในเวียดนาม ประเทศผู้ส่งออกเชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้รายใหญ่ของโลกถึง 24 ล้านตันต่อปี ผลกระทบคือป่าสงวนถูกโค่นเพื่อปลูกไม้โตเร็วมาทำเชื้อเพลิงชีวมวล

พลังงานสะอาด—บนต้นทุนที่ไม่ถูกนับ

ธารายืนยันว่า พลังงานชีวมวลจะได้รับการยอมรับเป็นพลังงานทางเลือก และพลังงานที่สร้างผลกระทบต่อโลกน้อย ก็ต่อเมื่อเดินตามจุดประสงค์หลักของมันอย่างตรงไปตรงมา คือเปลี่ยนของเสียทางการเกษตรให้เป็นพลังงานผ่านการเผาที่ต้องมีการควบคุม แต่ถ้าความต้องการเชื้อเพลิงชนิดนี้เพิ่มขึ้น เพราะใครๆก็อยากเป็นเจ้าของพลังงานทางเลือก มันจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการแสวงหาวัตถุดิบแบบมหาศาลมาสนอง เช่นกรณีของเวียดนาม 

แบบนั้นพลังงานชีวมวลอาจหมดสิทธิ์เป็นทางออก และกลายปัญหาเสียเอง 

ด้วยพื้นที่ปลูกยางพาราเกือบ24 ล้านไร่ ประเทศไทยไม่เพียงแต่ผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก แต่ยังมีแหล่งเชื้อเพลิงชีวมวลของตัวเองมากพอ งานวิจัยเรื่อง Feedstock Security Analysis for Wood Pellet Production in Thailand ระบุว่ามีไม้ยางพาราประมาณ 8 ล้านตันต่อปีจากต้นยางที่หมดอายุการให้ผลผลิตแล้ว ทุกวันนี้ประมาณ 65% ของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งมาจากแหล่งนี้

ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจึงไม่น่าจะเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงชีวมวล ป่าไม้ธรรมชาติก็จะไม่เผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับป่าในเวียดนาม

แต่การรักษาระดับอุปทานระดับ8ล้านตันต่อปี หมายถึงการโค่นสวนยางประมาณ 175,000 ไร่ต่อปี จากการประเมินการดูดซับคาร์บอนเฉพาะของประเทศไทย พื้นที่ดังกล่าวจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 0.8 ถึง 1.2 ล้านตันต่อปี หากไม่ถูกโค่น

ขณะที่การเผาไม้ที่โค่นจากพื้นที่ขนาดเดียวกันอาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 10 ถึง 14 ล้านตันในรอบเดียว—สูงกว่าหลายเท่าตัว

เขียวแบบไม่ปลอดควัน

สำหรับประเทศไทย ชีวมวลไม่ใช่เพียงพลังงานเสริม แต่เป็นแกนหลักของโครงสร้างพลังงานหมุนเวียนของประเทศ

รายงานพลังงานทางเลือกปี 2566 ของรัฐบาลระบุว่า ชีวมวลให้กำลังการผลิตไฟฟ้า 3.8 กิกะวัตต์ คิดเป็น 30.2% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทางเลือกทั้งหมด และผลิตพลังงานความร้อนหมุนเวียนปีละ 5,457 ktoe หรือ 86% ของการใช้พลังงานความร้อนหมุนเวียนทั้งหมด

และแม้ว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าของไทยจะล้นเกินความต้องการอยู่ถึง38% ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมให้ทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน

แต่ในรายงานปี 2569 ของสถาบัน Institute for Energy Economics and Financial Analysis ชี้ว่าไทยยังคงเดินหน้าเพิ่มการผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ รวมทั้งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนซี่งมีพลังงานชีวมวลอยู่ในสัดส่วนสูงกว่าพลังงานทางเลือกอื่นเช่นพลังงานแสงอาทิตย์และลม

ภายในปี 2580 ประเทศมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลเป็น 5.79 กิกะวัตต์—เพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากปัจจุบัน—และเพิ่มการใช้พลังงานความร้อนจากชีวมวลเป็น 23,000 ktoe หรือมากกว่าสี่เท่าของการใช้ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงถึง 40% ของการผลิตพลังงานของประเทศ กระทรวงพลังงาน ระบุว่าเป้าหมายนี้สอดคล้องกับการมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์(zero carbon) ภายในปี 2593 รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและศักยภาพการลงทุนของประเทศ

กาญจนา สวยสม ผู้อำนวยการกองควบคุมมลพิษอากาศอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลว่าภายใต้ความรับผิดชอบของเธอมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 231 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 3.49 กิกะวัตต์

กาญจนาระบุว่าภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โรงไฟฟ้าชีวมวลจะถูกตรวจสอบมลพิษทางอากาศสามประเภท ได้แก่ ฝุ่นละออง ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์ โดยมีการตรวจวัดปีละสองครั้ง

“กฎหมายไม่ได้ระบุให้ตรวจวัด PM2.5 หรือสารอื่น ๆ ในโรงไฟฟ้าชีวมวล นี่เป็นแนวปฏิบัติทั่วไปของทุกประเทศ รวมถึงของ United States Environmental Agency ซึ่งถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ”กาญจนาอธิบาย

“ เรายอมรับว่าชีวมวลก็เป็นการเผาเช่นกัน แต่ผลผลิตจากไม้หรือเศษวัสดุธรรมชาติมีความเป็นพิษน้อยกว่าการเผาถ่านหิน สารอันตรายสูงอย่างไดออกซินพบได้ในการเผาถ่านหิน ส่วนชีวมวลส่วนใหญ่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่นละออง” เธอกล่าว

ภายใต้กฎหมายไทย โรงไฟฟ้าชีวมวลถูกจัดเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศ ก่อนหน้านี้กำหนดค่าฝุ่นละอองไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 60 ส่วนในล้านส่วน และไนโตรเจนออกไซด์ไม่เกิน 200 ส่วนในล้านส่วน

การแก้ไขกฎหมายในปี 2566 กำหนดมาตรฐานเข้มงวดขึ้น โดยลดค่าฝุ่นละอองเหลือ 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และซัลเฟอร์ไดออกไซด์เหลือ 30 ส่วนในล้านส่วน ขณะที่ยังคงค่าของไนโตรเจนออกไซด์ไว้ที่ 200 ส่วนในล้านส่วน

แต่ในหลายประเทศ การถกเถียงเกี่ยวกับชีวมวลได้ก้าวไปไกลกว่าเรื่องมาตรฐานมลพิษแล้ว

สะอาดกว่าถ่านหิน—หรือแค่ถูกนับต่างกัน

ถ่านหินเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สกปรก แต่ชีวมวลก็สามารถก่อมลพิษได้เช่นกัน งานวิจัยในปี 2566 ศึกษาผลกระทบของพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า การปล่อยมลพิษจากโรงงานชีวมวลโดยเฉลี่ยสูงกว่าระบบที่ไม่ใช้ชีวมวลถึง 2.8 เท่าต่อหน่วยพลังงาน และมีประชาชน 2.3 ล้านคนที่อาศัยอยู่ภายในระยะ 2 กิโลเมตรจากโรงงานชีวมวล ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการปล่อยมลพิษเหล่านั้น

Partnership for Policy Integrity องค์กรในสหรัฐฯ ที่สนับสนุนนโยบายสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร พบว่า โรงไฟฟ้าที่เผาชีวมวลอาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการเผาถ่านหินได้ถึง 150 เปอร์เซ็นต์

ในประเทศไทย นักวิจัยพบว่าการเผาชีวมวลเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศสำคัญ มีส่วนอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นของ PM2.5  และยังปล่อยคาร์บอนดำ มลพิษทางอากาศที่มีอายุสั้นแต่ทรงพลัง ควบคู่ไปกับฝุ่นละอองและไนโตรเจนออกไซด์

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เคยจัดทำรายงาน “แนวทางการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงจากมลพิษทางอากาศ กรณีโรงไฟฟ้าชีวมวล” ระบุว่ามีการร้องเรียนอย่างกว้างขวาง และว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลปล่อย PM2.5 ไนโตรเจนออกไซด์ และสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง แม้โรงงานจะปฏิบัติตามมาตรฐานทางกฎหมายก็ตาม

ภัทรพล ตุลารักษ์ ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่ศึกษาเรื่องโรงไฟฟ้าขยะในประเทศไทย กล่าวว่า ความแตกต่างระหว่างโรงไฟฟ้าขยะกับโรงไฟฟ้าชีวมวลคือ แบบแรกซึ่งมีการคัดแยกขยะไม่ดี อาจปล่อยสารอันตราย เช่น คลอรีนและไดออกซินสู่บรรยากาศ ขณะที่แบบหลังที่เชื่อกันว่ามีการคัดแยกที่ดีกว่า ซึ่งในทางทฤษฎีควรเป็นอันตรายน้อยกว่า

“แต่ทั้งสองแบบเป็นการเผาและก่อมลพิษอยู่ดี”

เมื่อขนาดกำหนดกฎ

ประเทศไทยกำหนดให้โรงไฟฟ้า—รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวล—ต้องติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring Systems: CEMS) ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่วัดและบันทึกการปล่อยมลพิษจากปล่องตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดนี้ไม่ครอบคลุมโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศ โรงไฟฟ้าในกลุ่มนี้ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ฉบับเต็ม

กาญจนา จากกองควบคุมมลพิษอากาศอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ยอมรับถึงช่องว่างนี้ เธออธิบายว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในอุตสาหกรรมของตนเองเป็นหลัก ขายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเป็นเป้าหมายรอง จึงไม่เน้นกำลังการผลิตสูง 

“แต่ถ้ามีกำลังการผลิตเกิน10 เมกะวัตต์ ยังไงก็ต้องติดตั้ง CEMS”

รัศมีที่บ้านอยู่หน้าโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด32 เมกะวัตต์มีคำถามทันที เหตุใดโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ตั้งอยู่หน้าบ้านของเธอ ซึ่งควรจะติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษอัตโนมัติแบบที่ว่า ยังปล่อยฝุ่นออกสู่อากาศได้

ในฐานะผู้คุ้นเคยกับการตรวจสอบมาตรฐานโรงไฟฟ้า ภัทรพลพยายามตอบคำถามนั้น “การติดตั้งระบบก็เรื่องหนึ่ง การใช้งานจริงก็อีกเรื่องหนึ่ง มีใครตรวจสอบได้ไหมล่ะว่าระบบที่ว่านั่นทำงานอยู่หรือเปล่า?”

เขาบอกด้วยว่า ระบบ CEMS จะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อมีการกำกับดูแลเข้มงวด ประสิทธิภาพของระบบต้องได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ ไม่ใช่ผู้รับจ้างที่โรงงานว่าจ้างเองเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มิฉะนั้น การตรวจวัดอาจเป็นเพียงธุรกิจที่เอื้อประโยชน์กัน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือของความรับผิดชอบ

 ทางออกจากภาพลวงตา

ในสัปดาห์แรกของการเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ให้คำมั่นต่อรัฐสภาว่าจะให้ความสำคัญกับการนำประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) หลังจากเสนอตัวตั้งแต่ปี 2567

เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ OECD ที่ส่งมาเมื่อปี 2568 ซึ่งระบุว่าการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของไทยยังคงกระจัดกระจายอยู่ในหลายภาคส่วน และจำเป็นต้องเปลี่ยนจากกรอบกฎหมายที่อยู่แค่บนกระดาษ ไปสู่การบังคับใช้ที่สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพจริง

ข้อเสนอแนะดังกล่าวระบุให้เสริมความเข้มแข็งของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องมลพิษทางอากาศ มุ่งเป้าไปที่ภาคส่วนที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น อุตสาหกรรม การขนส่ง และการเกษตร รวมถึงปรับปรุงการบังคับใช้และการติดตามตรวจสอบ

ภัทรพลมองว่า สิ่งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

“เราอาจไม่สามารถนำชีวมวลออกจากหมวดพลังงานหมุนเวียนได้ เพราะแม้แต่ OECD ก็ยังยอมรับมันในฐานะนั้น แต่เราจำเป็นต้องมีกลไกที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวมวล” เขากล่าว “ต้องตรวจสอบให้มากขึ้น และต้องรับว่ามันเป็นการเผา มันก่อมลพิษ ไม่ใช่มองข้ามมันไป ที่สำคัญต้องตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ และต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษต่อสาธารณะ ประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ว่าอากาศที่พวกเขาหายใจสะอาดหรือไม่ และหากไม่สะอาด ก็ต้องบอกมาว่าไม่สะอาด”

ขณะที่กาญจนา สวยสม จากกองควบคุมมลพิษอากาศอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า หน่วยงานของรัฐ รวมถึงหน่วยงานของเธอ พร้อมปรับตัว

“กฎหมายสามารถแก้ไขได้เพื่อตอบสนองต่อความมั่นคงของสาธารณะ ความต้องการทางเศรษฐกิจ และสภาพสังคม” เธอกล่าว “ประเทศไทยมีการปรับปรุงแผนแม่บทการจัดการสิ่งแวดล้อมทุกห้าปี และสามารถแก้ไขได้เมื่อจำเป็น”

สำหรับนงลักษณ์ จากหมู่บ้านต้นม่วง ความหวังยังคงอยู่ที่จะนำสุขภาพที่ดีและอากาศสะอาดกลับคืนสู่หมู่บ้านของเธอ ไม่ว่าจะมาจากคำพิพากษาของศาล จากกฎหมายใหม่ หรือจากแรงกดดันจากภายนอกประเทศ

“ แค่อยากได้อากาศสะอาดกลับมา—ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตาม”

 


รายงานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Earth Journalism Network ภายใต้โครงการความร่วมมือสื่อข้ามพรมแดน 'Following the Fumes'

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง