หลังเหตุการณ์ภัยพิบัติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ญี่ปุ่นก็กลายเป็นผู้นำเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ของโลก โดยที่ญี่ปุ่นผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้ราว 10% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ มากกว่าฝรั่งเศส สหรัฐฯ และจีนที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน แต่ญี่ปุ่นไม่มีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ต้องพึ่งพิงการนำเข้าโซลาร์เซลล์ที่มีจีนคุมตลาดอยู่ ซึ่งการพึ่งพาจีนถือเป็นเรื่องเสี่ยง เพราะหากทำให้จีนไม่พอใจทางการเมือง เช่นการที่นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความคิดเห็นว่าอาจจะมีการโต้ตอบด้วยกำลังทหารถ้าหากมีจีนโจมตีไต้หวัน จีนอาจจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีเรื่องพลังงานได้ รัฐบาลทาคาอิจิจึงเริ่มหันไปหาพลังงานทางเลือกอย่างอื่นในการลดก๊าซคาร์บอน
26 ม.ค. 2569 ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการแก้ปัญหาโลกร้อนและปัญหาด้านพลังงาน ทั้งในเรื่องข้อตกลงปารีสที่ว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% ภายในปี 2035 รวมถึงเคยประกาศว่าจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงเหลือศูนย์ภายในปี 2050 เรื่องนี้จะต้องอาศัยการขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานจากแสงอาทิตย์ แต่ก็ต้องอาศัยพลังงานลมและแบตเตอรี่ที่ใช้เก็บไฟด้วยเช่นกัน
ย้อนไปเมื่อปี 2011 ญี่ปุ่นเคยเกิดเหตุภัยพิบัติแผนดินไหวและสึนามิจนทำให้สารกัมมันตรังสีรั่วไหลที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ หลังจากนั้นเป็นต้นมาญี่ปุ่นก็กลายมาเป็นหนึ่งในผู้นำโลกด้านพลังงานแสงอาทิตย์ ถึงแม้ว่าพื้นที่โล่งกว้างของประเทศญี่ปุ่นจะมีจำกัด แต่พวกเขาก็สามารถผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 10% มากกว่าหลายประเทศ รวมถึงจีนที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่มีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ภายในประเทศ ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นเป็นผู้บุกเบิกก็ตาม ญี่ปุ่นกลับผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วยโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาเสียส่วนใหญ่ และจีนคุมตลาดโซลาร์เซลล์อยู่ การที่ญี่ปุ่นจะพึ่งพาจีนในทางเศรษฐกิจก็ถือเป็นเรื่องเสี่ยง
ยูรีย์ ฮัมเบอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเจแปนเอ็นอาร์จี บริษัทวิเคราะห์เรื่องพลังงานในกรุงโตเกียวกล่าวว่า จีนเคยแสดงออกในสิ่งที่สหรัฐฯ เรียกว่าเป็น "การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ" โดยการที่ทางการจีนอาศัยความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีพลังงานมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง เช่น อาจจะทำการขู่จำกัดการส่งออกเทคโนโลยีไปที่ประเทศต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอย่างแผงโซลาร์เซลล์กับแบตเตอร์รี่ด้วย
ญี่ปุ่นเคยเผชิญกับการขู่แบบนี้มาแล้วเมื่อปี 2010 ตอนนั้นจีนปิดกั้นการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธเพราะไม่พอใจญี่ปุ่นในทางการเมือง และในปี 2026 ก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันที่สร้างความไม่พอใจให้กับจีน เมื่อนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความคิดเห็นว่าอาจจะมีการโต้ตอบด้วยกำลังทหารถ้าหากมีจีนโจมตีไต้หวัน
ทางรัฐบาลญี่ปุ่นเองดูเหมือนจะเข้าใจดีว่าพวกเขากำลังพึ่งพาจีนในเรื่องพลังงานหมุนเวียนอยู่ รัฐบาลทาคาอิจิจึงเริ่มหันไปหาพลังงานทางเลือกอื่นอย่าง เช่น พลังงานนิวเคลียร์ หรือวิธีการอื่นๆ ในการลดก๊าซคาร์บอน แต่ก็มีความน่ากังขาในเรื่องประสิทธิผลอย่างเช่น CCS แอมโมเนีย และ LNG
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความกังวลว่าญี่ปุ่นอาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนของตัวเองได้ ในขณะเดียวกันก็จะถูกจีนแย่งตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานและยานยนต์ด้วย เนื่องจากจีนมีการปรับตัวเรื่องเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนอย่างมากในช่วงที่โลกกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันไปสู่เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน
ผู้มีอิทธิพลด้านพลังงานหมุนเวียน แต่เบื้องหลังคือการละเมิดสิทธิ
การที่มีประเทศมหาอำนาจอย่างจีนให้ความใส่ใจอย่างมากในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนนั้น อาจจะทำให้ผู้รณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่ก็มีความน่ากังวลแฝงอยู่ ซีเวอร์ หวัง ผู้นำทีมประเด็นพลังงานจากสถาบันเบรคทรู สถาบันคลังสมองจากสหรัฐฯ เตือนว่าควรระวังอย่าเพิ่งมองเรื่องความสำเร็จของพลังงานหมุนเวียนจากจีนว่าเป็น "ผู้กอบกู้ปัญหาโลกร้อน" เพราะในอีกมุมหนึ่งการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจากจีนก็แอบซ่อนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเอาไว้
หวังและคนอื่นๆ ยกประเด็นชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ในเขตปกครองตนเองซินเจียง ที่ถูกละเมิดมนุษยชนโดยจีน ระบุว่าการที่จีนอาศัยซินเจียงในการพัฒนาด้านพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเทคโนโลยีอื่นๆ มีส่วนเอื้อต่อการละเมิดสิทธิชาวอุยกูร์ จากรายงานของสมาคมอุยกูร์ในญี่ปุ่นและองค์กรฮิวแมนไรท์นาว (Human Rights Now) ที่ออกมาเมื่อปี 2025 ระบุรายชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ กับพานาโซนิค มีการจัดหาวัตถุดิบทางอ้อมจากซินเจียง นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์จากซินเจียงกระจายไปทั่วโลก รวมถึงวัตถุดิบด้านพลังงานหมุนเวียนด้วย
หวังกล่าวว่า จีนเผชิญข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลมีส่วนสนับสนุนโครงการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนของพลังงานหมุนเวียนด้วย
นอกจากซินเจียงแล้วจีนยังมีการจัดหาแร่ต่างๆ จากประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย, พม่า และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มักจะเป็นพื้นที่ที่บริษัทจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่นไม่สามารถเข้าถึงโดยตรงได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องการคว่ำบาตร หรือความไม่มั่นคงในพื้นที่เหล่านี้
หวังกล่าวว่า จีนได้ใช้เรื่องการเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบของอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนมาเป็นเครื่องมือต่อรองในการใช้พื้นที่เหล่านี้เป็น "ห่วงโซ่อุปทานที่ไร้จริยธรรม" โดยที่พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
ญี่ปุ่นเริ่มเบนเข็มจากโครงการ "โรงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่"
ทางการญี่ปุ่นยังได้ตัดสินใจเมื่อช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาว่าจะยุบโครงการของรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "เมกะโซลาร์" โดยที่ระบบของโครงการนี้จะกำหนดให้มีการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด และทางรัฐบาลก็จะยกเลิกการอุดหนุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์นับตั้งแต่ปีงบประมาณที่ 2027 เป็นต้นไป
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นความกังวลต่อปัญหาอื่นๆ คือปัญหาเรื่องความปลอดภัย และการที่โครงการเมกะโซลาร์เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์โดยรอบที่มีการก่อสร้าง เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโด
ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็สะท้อนการที่รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเบนเข็มจากแผนการเน้นใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานหมุนเวียนด้วย
ฮัมเบอร์เสนอว่า ญี่ปุ่นควรจะใช้วิธีกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานในเรื่องพลังงานหมุนเวียน เช่นการจัดหาวัตถุดิบจากที่อื่นนอกเหนือจากจีน
มีการวิเคราะห์จากสื่อว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสในการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนได้ เนื่องจากประเทศในเอเชียอาคเนย์ก็กลัวเรื่องที่จีนมีอิทธิพลมากในอุตสาหกรรมนี้และมักจะนำผลิตภัณฑ์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ล้นตลาดไปทุ่มขายในประเทศกำลังพัฒนา มีความกังวลด้วยว่าจีนอาจจะไม่ยอมแชร์เทคโนโลยีให้ประเทศอื่น ทำให้ประเทศอื่นๆ ขยายภาคส่วนพลังงานหมุนเวียนได้ยาก
อีกประเทศหนึ่งที่อาจจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับญี่ปุ่นได้คือการสร้างความร่วมมือกับอินเดียในด้านพลังงานหมุนเวียน เพราะอินเดียก็กลัวการบีบเค้นทางเศรษฐกิจจากจีนเหมือนกัน การกระจายการจัดหาวัตถุดิบไปที่อินเดียด้วยก็จะทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะพึ่งพาจีนมากเกินไป แล้วก็ยังจะเป็นการขยายบทบาทของญี่ปุ่นในภาคส่วนพลังงานหมุนเวียนด้วย
เรียบเรียงจาก
Beijing row highlights need for Japan to reduce cleantech dependence on China, Japan Times, 19-01-2026
https://www.japantimes.co.jp/environment/2026/01/18/energy/china-solar-supply-chain-issues/
Government on the Right Track in Suspending Support for Mega Solar, Japan Forward, 23-12-2025
https://japan-forward.com/government-on-the-right-track-in-suspending-support-for-mega-solar/