Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จากจุดเริ่มต้นขัดแย้งในทางประวัติศาสตร์ พื้นที่เขตแดนที่ทับซ้อนกัน ปะทุออกมาทำให้มีผู้เสียชีวิตฝั่งไทยจำนวน 15 ราย เป็น พลเรือน 14 ราย ทหาร 16 นาย ผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ทางกัมพูชามีข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจำนวน 2,000 - 3,000 คนจากแหล่งข่าวต่างๆ โดยรัฐบาลกัมพูชายังไม่มีการยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างชัดเจน

ถึงแม้ว่าการปะทะกันด้วยอาวุธมีอยู่เพียงแค่บริเวณชายแดนเท่านั้น และบางเบาลงหลังการเจรจาหยุดยิง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีในพื้นที่จำนวนมากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งโดยตรง

สิ่งที่ก่อตัวลุกลามขึ้นมาพร้อมกับความขัดแย้งครั้งนี้ก็คือ กระแสชาตินิยม ผู้คนในสังคมไทย ทั้งนักวิชาการ ศิลปิน นักแสดง สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยมักมองกัมพูชาและชาวกัมพูชาทั้งหมดศัตรู

ประชาไทพูดคุยกับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนที่ อ.ภูสิงห์ และ อ.กันทรลักษณ์  จ.ศรีสะเกษ ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่จะมีการเจรจา (6 สิงหาคม 2568) และหลังจากได้ข้อยุติเรื่องการหยุดยิง


แม่และเด็ก

น้อย หญิงวัย 37 ปี อยู่บ้านชั้นเดียวหลังเล็กกับสามีและลูกสาววัย 5 ขวบ น้อยพึ่งพาลูกกลับมาจากรับจ้างปลูกถั่วฝักยาว น้อยบอกว่าศูนย์เด็กเล็กของชุมชนปิดไปแล้ว ยังไม่รู้จะเปิดเมื่อไหร่ น้อยจึงต้องพาลูกไปทำงานด้วย เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เช้าวันที่ 24 ก.ค.68 ได้ยินเสียงระเบิด บ้านสะเทือนไปหมด ช่วงเช้าเด็กไปอยู่ที่โรงเรียนกันหมด ครูก็เลยแจ้งให้ไปรับนักเรียน มีการแจ้งให้อพยพออกจากพื้นที่


น้อย แรงงานรับจ้างในพื้นที่ชายแดน
 

โฆษณา - Advertising

“ไปรับลูกตอนใกล้เที่ยงค่ะ แล้วก็มาเก็บเสื้อผ้าก็มาดูสถานการณ์ ฟังดูผู้นำว่าเขาจะยังไง หนูออกตอนบ่ายสาม หลบไปอยู่ที่บ้านญาติที่บ้านตาทมก่อน”

เมื่อถามว่า ราชการที่แจ้งให้ประชาชนอพยพ ไม่มีรถมารับหรือขนย้ายชาวบ้านหรือ 

“บอกให้อพยพนี่คือหนีเด้อ ตัวใครตัวมัน ใครพร้อมก็ไปก่อน บางคนก็รอญาติพี่น้องไปทำไร่ทำสวนให้กลับมาก่อน"

“ยิงกันตั้งแต่เช้าเลยตีสี่ตีห้า ตอนที่บอกให้อพยพนี่ก็คือต่างคนต่างอพยพออกจากพื้นที่ รถวิ่งตามกันเป็นแถวเลย โซนนี้ไม่เท่าไหร่ เพราะอยู่ห่างจากจุดปะทะประมาณสิบห้ากิโล ก็นั่งมองดูรถเขาวิ่งออกไปก่อน รถจากทางแถวชายแดนวิ่งกันมาเป็นแถว สุดท้ายเราก็ต่อขบวนเขาออกไป”


น้อยเล่าว่า ไปอยู่บ้านญาติได้วันเดียว เขาก็แจ้งสถานการณ์ว่า ด้านใต้ของถนนเส้น 24 เป็นเขตอันตราย แถวนั้นเริ่มมีระเบิดลงถี่ขึ้น เลยต้องอพยพอีกครั้งพากันไปอยู่ศูนย์อพยพบ้านหนองบัวตะพง อยู่เหนือถนนเลียบชายแดนเส้น 24 ไกลออกไปอีก 80 กิโลเมตร


สภาพความเป็นอยู่

ศูนย์อพยพที่น้อยกับลูกไปพัก เดิมเป็นศาลากลางบ้าน ชั้นเดียวก่อด้วยปูน มีผนัง ประตู หน้าต่าง มีพัดลมใหญ่ อยู่ติดกับบ้านผู้ใหญ่บ้าน ทางชุมชนจัดเสื่อไว้ให้นอนกับพื้นศาลา ส่วนหมอน ผ้าห่ม ผู้อพยพส่วนใหญ่มีติดตัวไป 

“ผู้ใหญ่บ้านเขามีญาติอยู่ที่นี่ แล้วทีนี้ญาติเขาก็บอกแจ้งว่าเตรียมที่ไว้ให้อพยพหน่อยเด้อ ไม่มีที่ไป เขาก็บอกมาๆ เขาจะให้อยู่ศาลากลางหมู่บ้าน ก็ไปอยู่ที่นั่นกัน ก็เลยกลายเป็นศูนย์อพยพไปเลยโดยปริยาย ห้องน้ำก็ไปอาศัยขอใช้ตามบ้านของชาวบ้านในชุมชน” 

ตอนแรกมีแค่สิบยี่สิบคน ผ่านไป 3 วัน น้อยบอกว่า คนเต็มศาลาเลยเกือบร้อยคน เบื้องต้นผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ขอรับความช่วยเหลือจากทางหน่วยงาน แต่จะถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงเฟสบุ๊กรับบริจาค ต่อมาหน่วยงานคงเห็นก็เลยเข้ามาช่วย  

"ผู้ใหญ่บ้านเขาจัดแม่บ้านกับ อสม.มาช่วยทำกับข้าวให้ แต่เราก็ช่วยเขาด้วย คือทุกคนก็ช่วยเขาล้างจาน ช่วยเขาทำกับข้าว"


สภาพอาหารในศูนย์อพยพแห่งหนึ่ง อ.กันทรลักษณ์ 
 

เหตุผลมีมากกว่าความปลอดภัย

"บางคนไม่มีเงิน จะไปอยู่บ้านญาติก็เกรงใจญาติ เพราะเราไม่มีเงินจะซื้อกิน เลยเลือกที่จะไปอยู่ศูนย์อพยพมากกว่า เรียกได้ว่า ไม่อยากไปเป็นภาระให้กับญาติพี่น้องก็ไปอยู่ศูนย์อพยพ"

น้อยกับลูกเล็กอพยพออกนอกพื้นที่ แต่แฟนของเธอกลับมาเฝ้าบ้าน 

“คือว่าครอบครัวหนึ่ง เวลาอพยพนี่ไม่ได้อพยพทั้งหมด ไม่ได้อพยพพร้อมกันบางคนไป บางคนอยู่ บางคนไปวันถัดไป เพราะบางคนเขายังรอดูสถานการณ์ก่อน”

น้อยเล่าว่าแฟนไม่ได้อพยพไปด้วย แฟนของน้อยเป็นคนที่นอนกรนเสียงดัง จึงกลัวว่าเสียงกรนจะรบกวนคนอื่น นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เขาไม่ไปศูนย์อพยพ แต่ขณะเดียวกันก็มีรถก็ที่พร้อมเคลื่อนตัวอยู่ หากมีการยิงมีการปะทะรุนแรงก็พร้อมไปเลย “เขาเก็บเสื้อผ้าใส่รถไว้เรียบร้อย”

หลังจากอพยพออกนอกพื้นที่ได้ 6 วัน ยังไม่มีประกาศหยุดยิง ยังไม่มีคำสั่งจากทางจังหวัดให้กลับเข้าภูมิลำเนา แต่สุดท้ายน้อยก็จำเป็นต้องกลับเข้าพื้นที่

น้อยกับสามีไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง รายได้หลักมาจากการรับจ้างรายวันทั่วไป น้อยรับจ้างปลูกมัน ปลูกถั่วฝักยาว ฯลฯ ค่าแรงวันละ 300 บาท ส่วนสามีของน้อยรับจ้างรื้อสวน ตัดไม้ยางที่หมดอายุแล้ว เป็นงานหนักได้ค่าแรงวันละ 400 บาท นี่เป็นรายรับที่ทั้งคู่นำมาใช้จ่ายในครอบครัว

“รายจ่ายมันมี หนี้สินมันมี อยู่ศูนย์อพยพไม่มีงาน มีแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้น กลัวก็กลัว แต่สุดท้ายก็ต้องพาลูกกลับเข้าพื้นที่ มาทำงานรับจ้างต่อ”

น้อยบอกว่าถึงแม้จะกลับเข้าพื้นที่แล้ว แต่ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นก็ยังคงเก็บไว้ท้ายรถเก๋งคันเก่าของเธอ ถ้าเกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก เธอกับลูกเล็กก็พร้อมที่จะอพยพอีก

 

สภาพร้านสะดวกซื้อและบ้านเรือนใน อ.กันทรลักษณ์ ที่ถูกทำลาย


เมื่อถามถึงความรู้สึกและความคิดเห็นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น น้อยบอกว่า มันทำให้เราเดือดร้อน ต้องอพยพ ฆ่าตัวตาย ก็เกลียดและโกรธที่เขาไม่มีเหตุผล ฟังผู้นำเขามากเกินไป เขาชักจูงไปทางไหนก็ไป แล้วก็ยิงมาแบบไม่สนว่าเป็นเขตชุมชน บางคนยังยังไม่ได้ออกจากบ้านเลยระเบิดลงก็เสียชีวิต

น้อยบอกว่า “อยากให้รัฐบาลทำให้มันเด็ดขาดกว่านี้ ให้มันจบ ไม่อยากอ่อนให้เขาเยอะเหมือนเขาก็ได้ใจ เขาอยากทำอะไรเขาก็ทำ เช่น เขาบาดเจ็บ เขาส่งทหารมารักษาก็ยังรับรักษาเขา เห็นดูในข่าวที่เขาแชร์ว่าเอาทหารเขมรไปรักษาน่ะที่ว่าตูดเน่าอะไรนั่นน่ะก็ยังรักษาเขาอีก อยากให้เขาเด็ดขาด ไม่ต้องรักษา ไม่ต้องช่วยเหลือ”


ข้าราชการผู้น้อย

“พวกไม่อพยพแม่งโดนด่าว่าไม่รักชาติ อ๋อ ฉิบหายเลยกู อพยพนี่รักชาติตรงไหนวะ”

วิวัฒน์ ข้าราชการชั้นผู้น้อยวัยสามสิบปลาย ที่มีทั้งบ้านและที่ทำงานอยู่ในพื้นที่สบถ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงไม่ยอมอพยพ 

วิวัฒน์ให้เหตุผลว่า แถวช่องสะงำยังไม่มีการปะทะกัน เพราะไม่มีปราสาท และชัยภูมิฝั่งไทยได้เปรียบกว่าคืออยู่ในที่สูง ถนนเส้นที่วิ่งตรงไปช่องสะงำเข้าไปจังหวัดอุดรมีชัย (กัมพูชา) สภาพดี การเคลื่อนย้ายกำลังทำได้ง่าย ปี 2554 ก็มีการใช้ที่นี่ (ช่องสะงำ) เป็นพื้นที่เจรจา

 

วิวัฒน์ ข้าราชการชั้นผู้น้อยในพื้นที่ชายแดน

ไม่อพยพ!

เมื่อรับคำสั่งจากทางอำเภอให้ปฎิบัติหน้าที่นำประชาชนออกจากพื้นที่เป็นที่เรียบร้อย วิวัฒน์ก็กลับมานั่งทำงานที่สำนักงาน ช่วงปลายปีงบประมาณงานเอกสารเยอะ วิวัฒน์บอกกลับมานั่งฟังเสียง ‘ฟ้าร้อง’ แผ่นดินสะเทือน

วิวัฒน์บอกอีกว่า เป็นคนเกิดในพื้นที่นี้ เห็นมีการปะทะและมีการซ้อมรบเป็นประจำเลยไม่รู้สึกแตกตื่น เสียงดังและแรงสั่นสะเทือนจากแรงระเบิดจากปืนใหญ่หรือระเบิดตกกระทบเป้าหมาย คนในพื้นที่เรียกมันว่า ‘ฟ้าร้อง’ 

“ผมไม่คิดว่าศูนย์อพยพ ปลอดภัยกว่าที่บ้านมากนัก เพราะเวลาที่ยิงกัน อยู่ติดชายแดนหรือเข้าไปในเขตไทยก็มีโอกาสตายได้ เพราะพิสัยการยิง มันลึกเข้าไปจากพื้นที่ชายแดนมาก ขึ้นอยู่กับว่าจุดไหนจะถูกล็อกเป้า ถ้าโชคไม่ดี อยู่ตรงไหนก็มีโอกาสตายเหมือนกัน”

ไม่ได้มีแต่วิวัฒน์ที่ไม่อพยพออกจากพื้นที่ วิวัฒน์ชี้ให้ดูร้านค้าของชำชั้นเดียวขนาดใหญ่ที่อยู่เยื้องกับบ้านของวิวัฒน์ ร้านค้าที่บ้านนี้ (ริมถนนที่วิ่งไปช่องสะงำ) ปกติจะเปิด 24 ชม. คนที่มาซื้อของดึกๆ มีทั้งวัยรุ่นและทหารที่ด่าน ร้านค้าเองที่ปิดไป 2-3 วันกลับมาเปิดอีกครั้ง เจ้าของไม่ได้หนีไปไหน แต่หลังจากเปิดก็คอยสอบถามสถานการณ์กับทหารที่มาซื้อของเสมอๆ ซึ่งทหารยังบอกว่าสถานการณ์ปกติ อย่างไรก็ตาม ที่ร้านก็พร้อมสำหรับการอพยพเสมอหากมีการปะทะกันเกิดขึ้นที่ชายแดนใกล้บ้าน

ก่อนหน้านี้ ชาวกัมพูชาที่สัญจรผ่านเส้นทางนี้เพื่อเข้ามาซื้อของที่ห้างหรือมาหาหมอตามโรงพยาบาลในตัวอำเภอหรือจังหวัด ก็มักแวะซื้อของตามร้านค้ารายย่อยก่อนผ่านเข้าช่องสะงำ เมื่อสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ ทั้งชาวกัมพูชาที่ไม่สัญจรและชาวบ้านที่อพยพออกนอกพื้นที่ ทำให้รายได้ของร้านค้าริมทางเหล่านี้ลดลง บางร้านถึงกับออกปากว่า ไม่มีเงินหมุนพร้อมกับงดขายเงินเชื่อให้กับลูกค้าประจำ 

ร้านค้าในหมู่บ้านข้างเคียงที่เจ้าของร้านอพยพออกนอกพื้นที่ ก็ถูกโจรกรรมงัดแงะเข้ามาโขมยสินค้าภายในร้าน ยางก้อนที่กรีดทิ้งไว้ในสวนยางก็มีคนโขมย 

จากการปะทะตามแนวชายแดนจนมีการสูญเสียหลายจุด กระแสชาตินิยมที่ก่อตัวร่วมกับกระแสความเกลียดชังชาวกัมพูชาได้ถูกกระตุ้นให้คุกรุ่นขึ้น 

วิวัฒน์เล่าว่าในกลุ่มข้าราชการดูจะมีความคิดรุนแรงเป็นพิเศษ นอกจากจะนำความเห็นต่างๆ ของคนในพื้นที่ที่ดูจะไม่ได้แสดงความรักชาติหรือเกลียดชังชาวกัมพูชาไปแขวนให้คนรุมด่าแล้ว แม้แต่คนที่ไม่อพยพออกจากพื้นที่ก็จะโดนด่าว่าเป็นพวกไม่รักชาติด้วย 

วิวัฒน์ให้ความเห็นด้วยว่า ความรักชาติของข้าราชการ ครู กับความรักชาติของชาวบ้านในพื้นที่เขตชายแดนไม่เหมือนกัน พวกข้าราชการทหารครู รักชาติแบบที่เกลียดชังคนเขมรทั้งหมด ต่างจากชาวบ้านพวกเขาเกลียดฮุนเซน เกลียดทหารเขมร แต่พวกเขาเห็นใจชาวเขมร พวกผู้นำหยอกล้อกันด้วยสงคราม แต่คนที่ตายคือชาวบ้าน คือทหารชั้นผู้น้อย


จิตอาสา-ปศุสัตว์อาสา-ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน

บุญหลาย สมภาระ ชายร่างเล็กวัยห้าสิบเศษ อาสาฯ ปศุสัตว์ ตำบลรุง อำเภอกันทรลักษ์ชาวบ้านเรียกแกว่า ‘หมอโน’

แทบทุกวัน หมอโนกับรถกระบะคันเก่าคู่ชีพขนฟางอัดและอาหารสัตว์ เข้ามาให้วัวควายที่ถูกขังไว้ในบริเวณพื้นที่กระสุนตก  

หลังจากมีการปะทะ หมอโนเล่าว่าออกมานอนบ้านญาติในวันแรก แต่ก็ต้องกลับเข้าไปในพื้นที่เพื่อเอาอาหารไปให้สัตว์เลี้ยง ต่อมาก็สลับนอนในหมู่บ้านบ้าง นอนที่บ้านญาติบ้าง แต่ทุกเช้าก็จะขนฟางและอาหารสัตว์ เข้าไปให้กับสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้าน

“เราต้องขนฟางเข้ามาให้สัตว์เลี้ยงของเราอยู่แล้ว ก็เลยเอามาให้ของชาวบ้านในพื้นที่ไปด้วย จะว่าเป็นจิตอาสาก็ใช่ สงสารสัตว์ด้วย เจ้าของไม่อยู่ เราก็ต้องเอาฟางไปให้วัวควายที่เขาเลี้ยงอยู่ในคอก  หมาแมวที่เจ้าของทิ้งไปไม่อยู่บ้าน  ก็เอาอาหารสำเร็จรูปไปกองไว้ให้หน้าบ้านหรือตามริมทาง”

“พื้นที่ 3 ตำบล ไม่ครบทุกหมู่บ้านหรอก ที่เอาเข้าไปให้ ทำทั้งหมดไม่ไหว ไปแค่ตำบลรุง ตำบลเสาธงไชยกับบึงมะลู นี่เอาไปให้แค่คอกตามข้างทาง”

หมา-แมว สัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่มีคำสั่งให้อพยพ

แถบทุกบ้านไม่เลี้ยงหมาก็เลี้ยงแมว บางบ้านมีแมวเกือบ 20 ตัว ที่ต้องเอาอาหารไปให้ ควายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบมีเป็นพันตัว ที่ต้องทยอยขนฟางแห้งอัดก้อนเข้าไปให้ แต่เจ้าของวัวควาย และหมู่บ้านไหนมีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำอยู่ในหมู่บ้าน  ชรบ.ก็จะมาช่วยขนด้วย ไม่ได้ดูแลคนเดียวทั้งหมด

หมอโนบอกว่า แมวอาจช่วยเหลือได้ไม่มากนัก เพราะเวลาเอาอาหารกองไว้หน้าบ้านหมาที่อื่นก็จะมาแย่งกินหมด

“ตอนขนของขนฟางขนอาหารสัตว์เข้ามาในหมู่บ้าน เขาก็ยิงข้ามหัวกันไปมาไม่รู้ว่า เป็นกระสุนของใคร แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไร” หมอโนว่า

คนรอด แต่วัวควายที่โชคร้ายบางตัวก็ไม่รอด กระสุนตกใส่คอกวัวที่บ้าน วัวตาย ก็ต้องรีบแล่เอามาแบ่งกันกิน ส่วนอีกบ้าน กระสุนตกใส่คอกควายๆ ตายสามตัว เข้าไปจัดการไม่ทัน ตอนนี้เน่าเหม็นอยู่ เข้าไปทำอะไรไม่ได้แล้ว

ไม่ใช่แค่ควายเน่า ทุเรียน (ทุเรียนภูเขาไฟ พืชเศรษฐกิจที่กำลังสร้างชื่อในพื้นที่) ที่เก็บใส่เข่งไว้ ไม่ได้ขนออกไปขายก็เน่าทิ้งเหมือนกัน

สังเกตเห็นมีผ้าพันแผลที่มือด้านขวาของหมอโน สอบถามได้ความว่า วัวของเพื่อนบ้านแหกคอกออกมา ต้องไล่ต้อนวัวเข้าคอก ขณะตีตะปูใส่ไม้กันคอก ตอกพลาดไปโดนมือเข้า หลายวันแล้ว แผลยังไม่ทันหาย แต่ก็ต้องทำงานตลอด

นอกจากนี้เขายังเป็นชุดรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน (ชรบ.) จะมีการผลัดเวรกันเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านชุดละประมาณ 5 คน ขี่มอเตอร์ไซค์คอยตรวจตราความผิดปกติในหมู่บ้าน อาศัยฟังเสียงหมาเห่าด้วย ถ้าหมาเห่าก็จะรีบไปดู การเป็น ชรบ.นั้นทางหน่วยงานต้นสังกัดให้ติดอาวุธเป็นลูกซองประจำกายด้วย

การทำหน้าที่ทั้งเป็นอาสาสมัครปศุสัตว์ และการเป็น ชรบ.ไม่มีเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทนจากหน่วยงานต้นสังกัด ค่าน้ำมันรถหมดไปหลายพันบาทก็ต้องจ่ายเอง แต่ยังดีที่เจ้าของวัวที่เอาฟางเข้ามาให้จ่ายช่วยค่าน้ำมันบ้าง การมีทรัพย์สิน เรือกสวน ฝูงปศุสัตว์ของตัวเองที่ต้องดูแลเป็นสารตั้งต้น หมอโนพูดย้ำคำว่า ‘จิตอาสา’ ราวกับมันเป็นค่าตอบแทน


ปัญหาจะยุติที่จุดไหน ?

หมอโนอธิบายในตอนนั้นว่า ถ้าไม่หยุดยิงก่อนก็คงจะลำบาก เพราะไม่เป็นอันได้ทำงานทำการส่วนตัว สวนยางก็ไม่ได้กรีด ที่เคยไปรับดูแลรักษาสัตว์ก็ไม่ได้ไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นทุกวัน

เขาบอกอีกว่า สถานการณ์ทุกวันนี้มีแต่ข่าวลือที่ปล่อยกันตามโซเชียลมีเดีย หรือมียิงกันที่นู่นบ้างที่นี่บ้าง ชาวบ้านก็เกิดความเครียดไม่เป็นอันทำมาหากินเท่าไรนัก คอยแต่เช็คข่าว

“อยากให้จัดการให้เรียบร้อย  ยิงกันให้มันจบๆ ไป  ให้มันยุติกันไปเลย ชาวบ้านจะได้ทำมาหากินต่อ” เขาระบายความอัดอั้น

======

จากการพูดคุยข้างต้นทำให้เห็นว่า เมื่อใดที่รัฐมีความจำเป็นต้องจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนด้วยทหารและอาวุธ ผู้คน  ชาวบ้าน  และเกษตรกรในพื้นที่กรณีพิพาทจะได้รับผลกระทบที่ตามมามากที่สุด ซ้ำสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอาจไม่ถูกมองเห็น หรือถูกรัฐมองเป็นสิ่งเล็กน้อยไม่ให้ความสำคัญ ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยา ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการปะทะ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจ ร้านค้า ฯลฯ เพียงเท่านั้น แต่เกษตรกรและแรงงานรับจ้างในพื้นที่ชายแดนก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่าเมื่อเทียบตามสัดส่วน 

การอพยพผู้คนออกมาอยู่ในศูนย์อพยพเพื่อความปลอดภัย อาจไม่ได้รับความร่วมมือ หรือสามารถปกป้องพวกเขาได้ทั้งหมด การขาดรายได้ พืชผลและปศุสัตว์ถูกทำลาย อาจผลักพวกเขาเข้าสู้ภาวะหนี้สิน และการล้มละลาย รัฐผู้มีอำนาจกำหนดแนวทางการแก้ไขข้อพิพาทชายแดน ไม่ควรปล่อยให้ผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น และอาจเกิดตามมาอีก เป็นต้นทุนของสงครามที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้รับภาระ

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising